เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2569 ประกันสังคมก้าวหน้า จัดงานเสวนามองอนาคต ลงทุนประกันสังคมหัวข้อ ‘เงินสมทบที่เราจ่ายทุกเดือนกำลัง ‘งอกเงย’ หรือ ‘ถดถอย’?’ เพื่อฟังข้อเสนอแนะและร่วมหาทางออกปรับปรุงแนวทางการบริหารงานและกองทุนของสำนักงานประกันสังคม ให้มีความโปร่งใสเป็นที่พึ่งของผู้ประกันตนได้อย่างแท้จริง
ภัณฑิรา เวอร์การา อนุกรรมการที่ปรึกษาการลงทุนสินทรัพย์นอกตลาด กองทุนประกันสังคม และอดีตกรรมการบริหารการลงทุนกลุ่มลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งสูง ธนาคาร Goldman Sachs ฉายภาพรวมแนวคิดการบริหารเงินลงทุนกองทุนประกันสังคมว่า ปัจจุบันเงินลงทุนของกองทุนประกันสังคม มีมูลค่าประมาณ 2.9 ล้านล้านบาท หากย้อนดูผลตอบแทนย้อนหลังในช่วง 33 ปีที่ผ่านมา พบว่า มีผลตอบแทนต่ำมาก เฉลี่ยอยู่ที่ 1-2% ต่อปี, และหากดูผลตอบแทนเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังก่อนมีการเลือกตั้ง คำนวณโดย TDRI จะอยู่ที่ 2.7% ต่อปี และล่าสุดผลตอบแทนของกองทุนประกันสังคมอยู่ที่ 5.3%ในปี 2567
ทั้งนี้ตัวเลขอัตราการเติบโตของผลตอบแทน คำนวณตามมาตรฐานบัญชีไทย ซึ่งไม่ได้สะท้อนมูลค่าผลตอบแทนจากการลงทุนที่แท้จริง และไม่มีการแจกแจงรายละเอียดปลีกย่อยว่าผลตอบแทนที่ได้มาจากการลงทุนในสินทรัพย์ใด สัดส่วนเท่าไร ผลดำเนินงานเป็นอย่างไร
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณากรอบนโยบายการลงทุน (Strategic Asset Allocation: SAA) พบว่า ปัจจุบันพอร์ตกองทุนประกันสังคม เน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง ในประเทศ เช่น ตราสารหนี้มากถึง 65% และลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง 35% ในขณะที่พอร์ตกองทุนบำนาญต่างประเทศโดยเฉลี่ย ให้สัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้เพียง 33% เท่านั้น สะท้อนกลยุทธ์ถึงการลงทุนที่ให้น้ำหนักในหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง เพื่อความยั่งยืนของกองทุนในระยะยาว

แต่ด้วยมูลค่ากองทุนประกันสังคมของไทยที่มีขนาดใหญ่เกินตลาดทุนในประเทศ การลงทุนด้วยความเสี่ยงที่ต่ำเกินไปจะฉุดรั้งการเติบโตของพอร์ตในภาพรวมส่งผลให้กองทุนมีอายุสั้นลง
ภัณฑิรา กล่าวว่า แนวทางแก้ไขเบื้องต้น คือ ต้องปรับกรอบนโยบายการลงทุนให้กระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะสินทรัพย์นอกตลาด เช่น private equity, อสังหาริมทรัพย์ และโครงสร้างพื้นฐานซึ่งให้ผลตอบแทนสูง ในช่วงที่ผ่านมากองทุนบำนาญหลายประเทศได้หันมาให้น้ำหนักการลงทุนมากขึ้น เพื่อพยุงชีพเงินกองทุน ขณะเดียวกัน ก็ต้องมีแผนรองรับความเสี่ยง ไม่ให้เสี่ยงเกินไป จนกระทบผลตอบแทนในภาพรวม
ล่าสุดบอร์ดประกันสังคมมีมติเห็นชอบการปรับปรุงแผนกรอบนโยบายการลงทุน (Strategic Asset Allocation: SAA) ขยายกรอบสัดส่วนการลงทุน ระหว่างสินทรัพย์ เสี่ยงสูง (High Risk) และสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ (Low Risk) ให้อยู่ในระดับที่สมดุลกันคือ 50:50 ในช่วงปี 2571-2572 เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนให้กองทุน ก่อนเข้าสู่ช่วงสังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ
ลงทุนความเสี่ยงต่ำเกินจริง ทำกองทุนเสียโอกาสสร้างผลตอบแทน 1.8 แสนล้าน
อย่างไรก็ตาม ภัณฑิรา ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การปรับปรุงกรอบนโยบาย การลงทุนนั้นไม่เพียงพอที่จะยกระดับผลตอบแทนกองทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด หากสินทรัพย์ที่เลือกลงทุนไม่มีศักยภาพสร้างผลตอบแทนมากพอ เพราะติดระเบียบราชการ สุดท้ายแล้วการบริหารกองทุนก็จะไม่มีประสิทธิภาพไปด้วย
โดยเสนอแนวทางแก้ไข ที่เป็นไปได้ 2 รูปแบบ คือ
- นำประกันสังคมออกจากระบบราชการ
- แก้ความโปร่งใสของระบบราชการ

ทั้งนี้ การแก้โครงสร้างระบบราชการให้มีความโปร่งใส เป็นกระบวนการที่ใช้เวลานานเพราะต้องแก้กฎหมาย ในขณะเดียวกันเงินในกองทุนประกันสังคมจะต้องถูกจัดสรรไปเป็นสวัสดิการให้กับผู้ประกันตน 25 ล้านคน จึงมีค่าเสียโอกาสไม่สามารถรอได้ โดยภายใต้กรอบนโยบายการบริหารเงินลงทุนแบบเก่า พบว่า กองทุนประกันสังคมเสียโอกาสสร้างผลตอบแทนมากถึงวันละ 300 ล้านบาท และในช่วง 20 เดือนที่ผ่านมา ระหว่างที่ยังไม่ได้ข้อสรุปนโยบายการบริหารเงินลงทุน กองทุนประกันสังคม เสียโอกาสสร้างผลตอบแทนไปแล้ว 180,000 ล้านบาท
“ดังนั้น ทางออกที่ทำได้ง่ายและเร็วที่สุด คือ ต้องนำกองทุนประกันสังคมออก จากระบบราชการ ให้มีความเป็นอิสระแบบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)” ภัณฑิรากล่าว
แยกบัญชีบุคคลออกจากกองทุน ทางรอดประกันสังคม
ทีมประกันสังคมก้าวหน้า กล่าวว่า กองทุนประกันสังคมมีโครงสร้างระบบบำนาญ แบบกำหนดผลประโยชน์ตายตัว (Defined Benefit: DB) จึงมีโอกาสล่มสลาย ด้วยกลไกของตัวมันเอง โดยเงินกองทุนอาจหมดก่อนที่จะจ่ายให้กับผู้รับผลประโยชน์ ยามเกษียณ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก
อ้างอิงจากข้อมูลล่าสุด พบว่า กองทุนประกันสังคม มีแนวโน้มล่มสลายในอีก 25 ปีข้างหน้า เพราะกลไกกำหนดสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับแบบตายตัว เช่น การรับประกันเงินบำนาญ ทำให้การเติบโตของกองทุนต้องพึ่งพาจำนวนแรงงานที่ยังจ่ายเงินสมทบอยู่ในระบบ เพื่อใช้เงินของแรงงานปัจจุบัน ไปจ่ายให้กับแรงงานที่เกษียณแล้ว
คำถามคือจะทำอย่างไรให้กองทุนประกันสังคมอยู่นานขึ้น?
ประกันสังคมก้าวหน้า ยกตัวอย่างกองทุนบำนาญเนเธอร์แลนด์ที่ต้องปรับโครงสร้างกองทุนจาก Defined Benefit เป็นแบบผสม (Hybrid) ระหว่าง Defined Benefit กับ Defined Contribution ซึ่งเป็นระบบบำนาญที่แยกบัญชีการลงทุนส่วนบุคคลออกจากบัญชีกองทุนรวม เพื่อให้ความเสี่ยงการลงทุนแต่ละบุคคลไม่กระทบกองทุนในภาพรวม แต่ยังการันตีเงินบำนาญเหมือนเดิม
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกองทุนประกันสังคมของไทย ยังไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างกองทุนเป็นแบบเนเธอร์แลนด์ได้ เพราะติดระเบียบราชการ
“ปัจจุบันเราไม่สามารถทำแบบเนเธอร์แลนด์ได้ เพราะเรายังอยู่ในกรอบ ไม่ต้องพูดถึงเปลี่ยนโครงสร้างกองทุนจาก DB เป็น DC แต่จะทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนอยู่ที่ 6% ต่อปี ยังไปไม่ถึง”
KKP แนะ Spin-off ฟังก์ชันการลงทุนออกมาบริหารแบบมืออาชีพ
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ให้ความเห็นในเรื่องทางออกของกองทุนประกันสังคมว่า ความท้าทายใหญ่ที่สุดของกองทุนประกันสังคมในวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ ‘ความเชื่อมั่น’ ของผู้ประกันตนที่เริ่มตั้งคำถามว่า เงินสมทบที่จ่ายไปทุกเดือนจะยังคงได้รับคืนอย่างครบถ้วนเมื่อถึงวัยเกษียณหรือไม่
ดร.พิพัฒน์ชี้ว่า การบริหารเงินขนาดหลายล้านล้านบาทภายใต้กรอบระบบราชการ อาจไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ผันผวนและซับซ้อนมากขึ้น พร้อมเสนอแนวคิดให้แยกฟังก์ชันการลงทุนออกมาบริหารแบบมืออาชีพ (Spin-off) เพื่อเพิ่มความเป็นอิสระจากแรงกดดันทางการเมือง เปิดทางให้สามารถดึงผู้เชี่ยวชาญระดับสากลเข้ามาบริหารพอร์ต และใช้ระบบวัดผลแบบ Mark to Market ที่สะท้อนผลกำไรขาดทุนตามความเป็นจริง เพื่อให้สาธารณชนตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างโปร่งใส
ในด้านกลยุทธ์การลงทุน ดร.พิพัฒน์ระบุว่า โครงสร้างพอร์ตในปัจจุบันที่เน้นความปลอดภัย ส่งผลให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่เพียงราว 3% ต่อปี ซึ่งไม่เพียงพอต่อการรองรับสังคมสูงวัยในระยะยาว จึงเสนอให้ปรับสัดส่วนการลงทุนครั้งใหญ่ ด้วยการเพิ่มน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้น จากระดับประมาณ 35% ขึ้นไปสู่ 50% หรือมากกว่า พร้อมกระจายการลงทุนสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น หลังจากแนวทางดังกล่าวเริ่มสะท้อนผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน การปฏิรูปกองทุนไม่อาจพึ่งพาเพียงผลตอบแทนจากการลงทุน แต่จำเป็นต้องปรับโครงสร้างเชิงระบบควบคู่กันไป แม้จะกระทบความรู้สึกของผู้ประกันตนในระยะสั้น ทั้งการปรับเพดานเงินเดือนที่ใช้คำนวณเงินสมทบซึ่งปัจจุบันถูกตรึงไว้ที่ 15,000 บาท การพิจารณาขยายอายุเกษียณให้สอดคล้องกับอายุขัยที่ยาวขึ้น รวมถึงการขยายฐานผู้ประกันตนไปยังแรงงานนอกระบบ เพื่อเพิ่มความยั่งยืนของกระแสเงินสดในกองทุน
ท้ายที่สุด ดร.พิพัฒน์ย้ำว่า ต่อให้กองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีเพียงใด หากขาดธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ความเชื่อมั่นของผู้ประกันตนก็ยากจะฟื้นกลับมา ประเด็นการลงทุนในสินทรัพย์บางประเภทที่ถูกตั้งคำถาม และความไม่ชัดเจนในการเปิดเผยข้อมูล คือภาพจำที่กองทุนจำเป็นต้องแก้ไขอย่างจริงจัง
“หากไม่เริ่มปฏิรูประบบตั้งแต่วันนี้ ภายในราวปี 2572 อาจเริ่มเห็นสัญญาณปัญหาทางการเงิน และในอีก 20–30 ปีข้างหน้า เงินออมตลอดชีวิตของคนรุ่นใหม่อาจเหลือเพียงตัวเลขในกองทุนที่ไม่สามารถตอบโจทย์ความมั่นคงหลังเกษียณได้อย่างแท้จริง” ดร.พิพัฒน์ กล่าว


