กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ชี้แจงรายละเอียดการจัดสรรเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกันตนถึงสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับจากการนำส่งเงินสมทบในทุกๆ เดือน
ที่มาของเงินสมทบ 12.75%
เงินสมทบที่นำมาดูแลผู้ประกันตนมาจาก 3 ฝ่าย
- ลูกจ้าง: ส่งเงินสมทบ 5% ของค่าจ้าง
- นายจ้าง: ส่งสมทบเพิ่มให้อีก 5%
- รัฐบาล: ร่วมสมทบอีก 2.75%
รวมทั้งสิ้น: 12.75% สำหรับใช้จ่ายสิทธิประโยชน์ทั้ง 7 กรณี
สำหรับผู้ที่มีค่าจ้างตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไป จะส่งเงินสมทบสูงสุดที่ ‘875 บาทต่อเดือน’ ส่วนผู้ที่มีค่าจ้างไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าวจะจ่ายในอัตรา 5% ของค่าจ้างจริง เช่น หากมีค่าจ้าง 10,000 บาท จะส่งเงินสมทบ 500 บาทต่อเดือน เป็นต้น
875 บาทต่อเดือน นำไปใช้อะไรบ้าง
เงินสมทบถูกนำไปจัดสรรอย่างเป็นระบบเพื่อดูแลผู้ประกันตน แบ่งเป็น 7 กรณีสำคัญ
1. ดูแล 4 กรณีพื้นฐาน (262.50 บาท):
- กรณีเจ็บป่วย: รักษาฟรีไม่จำกัดวงเงิน
- กรณีคลอดบุตร: ค่าคลอดเหมาจ่าย 15,000 บาท/ครั้ง, ค่าฝากครรภ์ 1,500 บาท และเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร (สำหรับผู้ประกันตนหญิง) สูงสุด 26,250 บาท
- กรณีทุพพลภาพ: รับเงินทดแทนตลอดชีวิต สูงสุด 8,750 บาท/เดือน
- กรณีเสียชีวิต: ค่าทำศพ 50,000 บาท และเงินสงเคราะห์กรณีตาย (หากจ่ายสมทบ 36 เดือนขึ้นไป)
2. กรณีว่างงาน (87.50 บาท): รับเงินทดแทนกรณีว่างงานสูงสุดประมาณ 10,500 บาทต่อเดือน
3. เงินออมชราภาพและสงเคราะห์บุตร (525 บาท): ถือเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุด
- สงเคราะห์บุตร: รับ 1,000 บาท/เดือนต่อคน (บุตรอายุไม่เกิน 6 ปี)
- ชราภาพ: เป็นเงินออมในรูปแบบบำเหน็จหรือบำนาญ ซึ่งนายจ้างจะสมทบเพิ่มให้อีกเท่าตัว รวมเป็นเงินสมทบสะสมถึง 1,050 บาทต่อเดือน
แม้ไม่เคยใช้สิทธิพยาบาล สะสมไว้เป็นเงินออมชราภาพ
เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมระบุว่า แม้ผู้ประกันตนจะสุขภาพแข็งแรงและไม่เคยใช้สิทธิรักษาพยาบาล แต่กองทุนฯ ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลแบบเหมาจ่ายให้โรงพยาบาลคู่สัญญาทุกเดือน เพื่อรองรับความเสี่ยงและประกันว่าผู้ประกันตนจะเข้าถึงการแพทย์ได้ทันทีในยามฉุกเฉินโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย
นอกจากนี้ หากไม่เคยใช้สิทธิใดๆ เลย เงินส่วนใหญ่จะยังคงสะสมเป็น เงินออมชราภาพ ไว้ใช้ยามเกษียณ หรือหากเสียชีวิต ทายาทก็จะได้รับทั้งเงินทำศพ เงินสงเคราะห์ และเงินบำเหน็จชราภาพสะสมทั้งหมดไปดูแลครอบครัวต่อ


