วันนี้ (8 เมษายน) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวภายหลังสหรัฐอเมริกาได้บรรลุข้อตกลงการหยุดยิงร่วมกับประเทศอิหร่าน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ว่า ประเทศไทย และหลาย ๆ ประเทศ มองว่า เป็นข่าวที่น่ายินดี และคาดหวังว่า ทั้ง 2 ฝ่าย จะใช้โอกาสใน 2 สัปดาห์นี้ เป็นก้าวสำคัญ เพื่อให้มีการหยุดยิงที่ยั่งยืน และถาวร สามารถนำไปสู่สันติภาพในตะวันออกกลางได้
โดยฝ่ายไทย เห็นว่า ความขัดแย้ง และความรุนแรงที่เกิดขึ้น ได้สร้างความเสียหายอย่างมากโดยเฉพาะกับอิหร่าน และประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงยังส่งผลกระทบต่อประเทศนอกภูมิภาค โดยเฉพาะกับราคาพลังงานที่สูงขึ้น และเข้าถึงได้ยาก ซึ่งประเทศไทยก็ได้ผลกระทบเช่นเดียวกัน ดังนั้น จึงอยากให้ข้อตกลงหยุดยิงนี้ สามารถนำไปสู่การหยุดยิงที่ยั่งยืน และนำไปสู่สันติภาพ พร้อมหวังว่า ทุกฝ่ายจะมุ่งสู่โต๊ะการเจรจาอย่างจริงจัง และจริงใจ
สีหศักดิ์ ยังเปิดเผยว่า ตนมีเองยังมีกำหนดการเดินทางไปเยือนประเทศโอมาน ระหว่าง 15-16 เมษายนนี้ ตามคำเชิญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโอมาน ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยตนจะได้ขอบคุณฝ่ายโอมานเป็นโอกาสแรก ในการประสานช่วยเหลือลูกเรือมยุรีนารี ที่สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย 20 คน แต่ก็ยังมีข่าวที่น่าเสียใจ ที่มีลูกเรือดังกล่าวอีก 3 คน เสียชีวิตแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง
นอกจากนั้น ตนเองยังจะไปหารือ ติดตาม และพูดคุย ในฐานะที่โอมานและอิหร่าน ได้ดูแลน่านและน้ำช่องแคบฮอร์มุซร่วมกันในการเดินเรือ เพื่อให้มีการเดินเรือได้อย่างปลอดภัย และหวังว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่มีการหยุดยิงนี้ น่าจะมีการเปิดทางให้เรือสินค้าที่ยังตกค้าง สามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ซึ่งที่ผ่านมาเรือของไทยสามารถผ่านมาได้แล้ว 1 ลำ ซึ่งเป็นเรือของบางจาก และได้ถึงประเทศไทยแล้ว แต่ยังเหลือเรืออีก 9 ลำที่ยังรอผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงเรือที่บรรทุกปุ๋ย ที่ยังรอผ่านด้วย ดังนั้น ตนจึงจะขอให้ช่วงเวลา 2 สัปดาห์นี้ ให้เรือไทยทั้ง 9 ลำสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ด้วย
สีหศักดิ์ ยังย้ำว่า แม้สหรัฐอเมริกาและอิหร่าน จะมีการหยุดยิง 2 สัปดาห์ แต่สถานการณ์ก็ยังมีความผันแปร ดังนั้น จึงขอให้ประชาชนคนไทยในพื้นที่ ได้ใช้โอกาส 2 สัปดาห์นี้ รีบเดินทางกลับประเทศไทย โดยสามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศนั้น ๆ ได้ และหากคนไทยรายใด มีปัญหาด้านการใช้จ่าย ก็ขอให้ติดต่อสถานเอกอัครราชทูตไทย ซึ่งจะมีกองทุนให้ความช่วยเหลือ เพื่อให้คนไทยที่ประสงค์เดินทางกลับ สามารถกลับถึงประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย
ส่วนการผนึกกำลังของอาเซียนในการสร้างความร่วมมือด้านพลังงานนั้น นายสีหศักดิ์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 13 เมษายนนี้ จะมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนนัดพิเศษอีกครั้ง เพื่อหารือถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งจะเป็นโอกาสให้อาเซียนได้หารือร่วมกัน และร่วมมือกันในด้านพลังงาน โดยใช้แรงกระตุ้นจากเหตุการณ์นี้มาร่วมมือกันอย่างจริงจัง ซึ่งอาจจะไม่เฉพาะกับประเทศอาเซียนเท่านั้น เพราะยังมีประเทศคู่เจรจาของอาเซียนอยู่ด้วย


