สีหศักดิ์ พวงเหตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย เผยผลหารือ ตาน ส่วย รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเมียนมา ย้ำไทยต้องการเห็นสันติภาพยั่งยืน พร้อมหนุนนโยบาย ‘Reengagement’ แต่ตั้งเงื่อนไขว่า เมียนมาต้องมีพัฒนาการเชิงบวกต่อฉันทมติ 5 ข้อ ชี้ไทยพร้อมเป็น ‘สะพาน’ เชื่อมเมียนมาและอาเซียน
เมื่อวานนี้ (18 กุมภาพันธ์) สีหศักดิ์แถลงผลการหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาอย่างไม่เป็นทางการว่า การหารือเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมง โดยไทยแจ้งกับทางการเมียนมาว่า ต้องการเห็น ‘สันติภาพที่ยั่งยืน’ เพราะประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศ
ขณะที่ทางเมียนมาระบุว่า ทางการหวังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ให้เรียบร้อยก่อนวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณี (วันสงกรานต์) พร้อมเดินหน้ากระบวนการพูดคุย ปรองดอง และสันติภาพที่ยั่งยืน
โดยไทยยินดีสนับสนุนการพูดคุยทุกฝ่าย ทั้งรัฐบาล กลุ่มชาติพันธุ์ และฝ่ายที่เกี่ยวข้องพร้อมช่วยอำนวยความสะดวกการพูดคุย หากเมียนมาประสงค์ แต่จะไม่เข้าไปก้าวก่าย
สีหศักดิ์ย้ำว่า นโยบายของไทยต่อเมียนมา คือ การมีปฏิสัมพันธ์แบบค่อยเป็นค่อยไป หรือ Reengagement แต่อยู่ภายใต้เงื่อนไขว่า เมียนมาต้องแสดงท่าทีเชิงบวกเพื่อตอบสนองข้อกังวลของอาเซียนภายใต้ฉันทมติ 5 ข้อ
รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศไทยย้ำว่า สิ่งที่อยากเห็นจากเมียนมา คือ การเปิดพื้นที่ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ลดความรุนแรง เริ่มกระบวนการเจรจา และสร้างความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
“ฝ่ายไทยระบุว่า ไทยอยากเห็นเมียนมากลับมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอาเซียน ไทยอยากเป็นสะพาน ช่วยสร้างสะพาน เพื่อสนับสนุนการกลับมามีปฏิสัมพันธ์กับอาเซียนอีกครั้ง โดยเป็นการมีปฏิสัมพันธ์แบบค่อยเป็นค่อยไป และต้องเป็นสองทาง คือเมียนมาต้องดำเนินก้าวเชิงบวกเพื่อตอบสนองข้อกังวลของอาเซียนภายใต้ฉันทมติ 5 ข้อ”
สีหศักดิ์ยังเน้นย้ำความสำคัญของชายแดนไทย-เมียนมาว่า ต้องการเห็นเสถียรภาพและความมั่นคงจากการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะแก๊งสแกมเมอร์ ปัญหายาเสพติดทะลักเข้าไทย ไปจนถึงแก้ปัญหามลพิษจากเหมือง
ส่วนประเด็นการค้าระหว่างสองประเทศ สีหศักดิ์ย้ำว่า หากจะรื้อฟื้นการค้าจะดำเนินการผ่านช่องทางหลักอย่างแม่สอด ขณะนี้เริ่มมีการซ่อมถนนสายหลักอย่าง AH1 หากไทยสามารถพูดคุยกับชนกลุ่มน้อยได้ สถานการณ์มีเสถียรภาพขึ้น ก็อาจเปิดการค้าชายแดนไทย-เมียนมาได้อีกครั้ง
นอกจากนี้ ยังมีการหารือเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยไทยสะท้อนข้อจำกัดที่นักธุรกิจไทยเผชิญอยู่ โดยเฉพาะเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน การโอนกำไร และข้อจำกัดการนำวัตถุดิบเข้าไปผลิต รวมถึงหารือความเป็นไปได้ในการค้าสกุลเงินท้องถิ่น และความร่วมมือด้านพลังงานเพิ่มเติม ขณะที่มีการพูดคุยเรื่องความร่วมมือด้านพลังงาน โดยเฉพาะการที่ ปตท. สนใจสำรวจและผลิตก๊าซเพิ่มเติมในเมียนมา
“ถ้าอาเซียนอยากจะเห็นสันติภาพในเมียนมาและการกลับสู่สถานการณ์ปกติ เราก็กำลังช่วยเขาอยู่ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่อาเซียนปรารถนา แต่เราอยากจะเอาฉันทามติ 5 ข้อไปสู่การปฏิบัติจริงๆ
“เราไม่ได้มีความปรารถนาที่จะเป็นผู้นำ เราอยากจะมีบทบาทนำ เพราะเราเป็นรัฐด่านหน้า เรามีพรมแดนร่วมกับเมียนมา และคิดว่า สิ่งที่เราทำเป็นประโยชน์กับภูมิภาคโดยส่วนรวม” สีหศักดิ์ทิ้งท้าย
ภาพ: กระทรวงต่างประเทศ


