วันนี้ (9 มีนาคม 2569) อัสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย เปิดเผยมาตรการรองรับความผันผวนตลาดทุนไทย จากสงครามอิหร่าน
โดยกล่าวว่า ที่ผ่านมาเวลาเกิดเหตุการณ์ The Black Swan ในตลาดหุ้นไทย ไม่ว่าจะเป็นโควิด แผ่นดินไหว สงครามภาษี ต่อเนื่องมาจนสงครามอิหร่านในปัจจุบัน
พบว่า การซื้อขายในตลาดหุ้นไทยยังดำเนินต่อไปได้ แม้จะมีความผันผวน ซึ่งเป็นการตอกย้ำบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในฐานะ Seamless infrastructure โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ที่ไม่สะดุดและเชื่อถือได้
นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมือป้องกันไม่ให้เกิดความผันผวนรุนแรงในตลาด ได้แก่
1. Circuit Breaker การหยุดการซื้อขายชั่วคราว ในกรณีที่ตลาดมีความผันผวนรุนแรง โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ
- ครั้งที่ 1 เมื่อ SET Index เปลี่ยนแปลง ลดลงถึง 8% ของค่าดัชนีปิดในวันทำการก่อนหน้า จะหยุดการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมด 30 นาที
- ครั้งที่ 2 เมื่อ SET Index เปลี่ยนแปลง ลดลงถึง 15% ของค่าดัชนีปิดในวันทำการก่อนหน้า จะหยุดการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมด 30 นาที
- ครั้งที่ 3 เมื่อ SET Index เปลี่ยนแปลง ลดลงถึง 20% ของค่าดัชนีปิดในวันทำการก่อนหน้า จะหยุดการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมด 1 ชั่วโมง
ซึ่งการหยุดการซื้อขายชั่วคราว (Circuit Breaker) เมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา สะท้อนว่า กลไกของตลาดมีประสิทธิภาพ เพราะ SET Index กลับมาปิดตลาดที่ -5.58% หลังจากระหว่างวันทำจุดต่ำสุดที่ 1,341.14 จุด ลดลงกว่า 8% จนเกิด circuit breaker เป็นครั้งที่ 7 ในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 159,000 ล้านบาท
2. Ceiling and Floor ข้อจำกัดราคาสูงสุดและต่ำสุดของหุ้นที่ซื้อขายได้ในแต่ละวัน โดยกำหนดให้ราคาเสนอซื้อและเสนอขายหุ้น เปลี่ยนแปลงได้ไม่เกิน 30% ของราคาปิดวันทำการก่อนหน้า
โดยสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ยังไม่มีหุ้นตัวใหญ่ตัวไหนที่แตะ Ceiling and Floor สะท้อนว่ากลไกลตลาดหุ้นไทยยังมั่นคง และมีเสถียรภาพที่ดีตามมาตรฐานสากล เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน อย่างไรก็ตามคาดว่า ผลกระทบจากสงครามอิหร่านครั้งนี้จะไม่รุนแรงเท่าช่วงโควิด
ยันติดตามผลกระทบสงคราม- ปิดช่องแคบฮอร์มุซ
อัสเดช กล่าวว่า หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจาก ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นได้ เนื่องจากปัจจุบันไทยนำเข้าน้ำมันผ่านตะวันออกกลาง 50% ของการน้ำมันทั้งหมด ซึ่งต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนก๊าซธรรมชาติ (LNG) ไทยนำเข้าราว 20% หากราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น ต้องติดตามผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียน จะมีทั้งบริษัทที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ ต่อเนื่องไปถึงผลกระทบจากค่าเงิน หากดอลลาร์แข็งค่าขึ้น จะส่งผลกระทบต่อรายได้บริษัทจดทะเบียนไทย
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเกิดสงครามหรือไม่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ให้ความสำคัญกับ การดูแลดูแลพฤติกรรมนักลงทุนในตลาด ไม่ให้มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ปัจจุบันโครงสร้างนักลงทุนยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ แม้ต่างชาติเข้ามาถือครองหุ้นไทย เพิ่มขึ้นเป็น 37% จากราว 30% ในปี 2568
เชื่อหุ้นไทย ‘พื้นฐานดี’ ฝ่าวิกฤติ Black swan
สำหรับจุดแข็งที่ทำให้ตลาดทุนไทย อยู่รอดท่ามกลางความผันผวนจากวิกฤติ Black swan ในช่วงที่ผ่านมา อัสเดช ให้ความเห็นว่า Downside risk ของตลาดทุนไทยค่อนข้างต่ำ จากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่มั่นคง ประกอบกับเป็นตลาดหุ้นที่ให้ปันผลสูง และบริษัทจดทะเบียนมีการซื้อหุ้นคืนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2568 ที่ผ่านมา ด้วยปัจจัยเหล่านี้ ตลาดทุนไทยจึงเป็น safe haven ชั้นดีของนักลงทุนต่างชาติ ที่เข้ามาพักเงินหลบความผันผวน ทำให้แม้มีวิกฤติกระทบตลาดหุ้นทั่วโลก ก็ยังมีกระแสเงินทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุนในตลาดทุนไทยอย่างต่อเนื่อง
ด้านศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กร และการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ตลาดทุนเราไม่ได้มี sector ใหญ่ที่หุ้นกระจุกตัว ไม่มีฟองสบู่ AI อีกทั้งมีนักลงทุนหลากหลายกลุ่มที่ช่วยพยุงราคาตลาด จึงมีคนรับซื้อราคาเสนอขาย ในช่วงที่ดัชนีเปลี่ยนแปลงมาก อีกทั้งเรายังเป็นประเทศ ที่ไม่เคยมีมาตรการ กีดกันการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้นักลงทุนต่างชาติมั่นใจได้ว่า จะไม่ต้องย้ายเงินลงทุนหนี”
จับตาสงครามอิหร่าน กระทบตลาดหุ้นไทย 3 ด้าน
สำหรับผลกระทบสงครามอิหร่านที่ลุกลามไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง ศรพล กล่าวว่า จะส่งผลกระทบต่อตลาดทุนไทยใน 3 ด้าน ดังนี้
- ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยืดเยื้อ ไทยจะได้รับผลกระทบ เนื่องเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังตลาดทุน เนื่องจากปัจจุบันหุ้นน้ำมันมีมูลค่าตลาดในสัดส่วนมากกว่า 50% ของตลาดหุ้นไทย เมื่อเทียบตลาดอื่นในภูมิภาค
- เงินเฟ้อจากต้นทุนการผลิตที่แพงขึ้นจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ไม่เฉพาะแค่ไทย แต่ต้องจับตาความเสี่ยงเงินเฟ้อในสหรัฐฯ หากปรับสูงขึ้น อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ชะลอการลดดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลต่อ fund flow ที่ไหลเข้าตลาดประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market)
- การบินถูกดิสรัปจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น จะกระทบต่อเนื่องไปยังการขนส่ง และการท่องเที่ยว แต่ปัจจุบันการท่องเที่ยวไทยผ่านช่วง High season จึงไม่กระทบมาก แต่ต้องจับตาผลกระทบต่อไปหากสงครามยืดเยื้อ เช่นเดียวกับ fund flow จากนักลงทุนต่างชาติที่แม้จะเข้าซื้อหุ้นไทย สามเดือนติดต่อกัน แต่ในเดือนมีนาคมมีมูลค่าขายสุทธิราว 15,000 ล้านบาท หากสงครามยืดเยื้อต้องจับตาผลกระทบต่อไป
ทั้งนี้ ระบบตลาดทุนไทยยังรองรับความผันผวนได้ สะท้อนจากดัชนี SET ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) ยังให้ผลตอบแทนเป็นบวกที่ 8.5% เป็นอันดับสามรองจากไต้หวันและเกาหลี แม้จะปรับตัวลดลงรวม 10.5% นับตั้งแต่สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่าน

