ตลาดหลักทรัพย์ฯ เล็งดึงธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย หวังดันตลาดทุนไทยมีความเป็นสากลและใช้มาตรฐานเดียวกับต่างประเทศ
ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ถึงกระแสข่าวการปรับแก้เกณฑ์เพื่อเปิดทางให้ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สามารถระดมทุนเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ได้ โดยประธาน ตลท. ยืนยันว่า ไม่ต้องแก้เกณฑ์ IPO ปัจจุบัน เนื่องจากไม่ได้มีข้อห้ามทางกฎหมายอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องแก้เกณฑ์ใดๆ เพราะเกณฑ์ปัจจุบันไม่ได้ห้ามธุรกิจกลุ่มนี้
ประธาน ตลท. ขยายความว่า หลักเกณฑ์การเข้าตลาดฯ นั้นพิจารณาจากธุรกิจที่ถูกกฎหมายเป็นหลัก ซึ่งธุรกิจสุราและเบียร์นั้นไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่ที่ผ่านมาผู้ประกอบการอาจจะไม่กล้าเข้ามาทำ IPO เนื่องจากความกังวลเรื่องกระแสต่อต้านหรือการประท้วงจากภาคสังคม ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ามีกฎระเบียบที่กีดกันธุรกิจกลุ่มนี้
โลกเปลี่ยนแล้ว ถึงเวลาตลาดทุนไทยก้าวสู่มาตรฐานสากล
ในประเด็นเรื่องความเหมาะสมและศีลธรรม ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ ให้มุมมองว่า ปัจจุบันบริบทของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อ 10-20 ปีก่อนที่มีความเคลื่อนไหวทางสังคมที่คัดค้านเรื่องนี้
ประธาน ตลท. กล่าว โดยเน้นย้ำว่าเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ตลาดทุนไทยมีความเป็นสากลและใช้มาตรฐานเดียวกับต่างประเทศ การเปิดกว้างให้ธุรกิจกลุ่มนี้สามารถระดมทุนได้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวให้ทันโลก
เล็งดึงบิ๊กธุรกิจกลับไทย สร้าง New Supply ให้ตลาด
เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการดึงกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มรายใหญ่ของประเทศไทยที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นต่างประเทศ ให้เข้ามาจดทะเบียน หรือการทำ Dual Listing เพื่อดึงธุรกิจไทยกลับมาจากต่างประเทศ รวมทั้งบริษัทแอลกอฮอล์ต่างประเทศนั้น
ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ มองว่าหากมีการเปิดโอกาส ผู้ประกอบการย่อมมีความสนใจ
“อยากทำให้มีธุรกิจใหม่ๆ เข้ามาในตลาดหุ้นไทย ใครที่เคยเข้าไม่ได้ ตอนนี้เข้าได้แล้ว เป็นการส่งสัญญาณเพื่อดึงดูดธุรกิจศักยภาพสูงและกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ๆ หรือ New Economy เข้าสู่ตลาดทุนไทยด้วย” ประธาน ตลท. กล่าว
ต้องใช้เวลาเตรียมตัว อาจเห็นความชัดเจนปีหน้า
อย่างไรก็ตาม สำหรับกรอบระยะเวลาที่จะได้เห็นหุ้นกลุ่มนี้เข้าเทรดในตลาดฯ นั้น ประธาน ตลท. ระบุว่าไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ในทันที เพราะขึ้นอยู่กับเอกชนในการยื่นไฟลิ่ง (Filing) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งกระบวนการเตรียมตัวเพื่อทำ IPO ต้องใช้เวลา ทั้งการแต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) และการเตรียมความพร้อมองค์กร โดยคาดว่าอาจจะเริ่มเห็นการเตรียมตัวในปีนี้หรือปีหน้า
นักวิเคราะห์ชี้ช่วยเพิ่มทางเลือกลงทุน แม้ไม่ใช่ธุรกิจ New Economy
ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ มองว่า หากตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดให้ธุรกิจผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาจดทะเบียนในตลาดจริง น่าจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับตลาดได้มากขึ้น เพราะหลายบริษัทเป็นบริษัทที่มีมูลค่าใหญ่มาก
การหาธุรกิจเข้ามาจดทะเบียนและระดมทุนผ่านตลาดเป็นหน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่แล้ว สำหรับธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ผ่านมาอาจจะติดเรื่องการต่อต้านจากประชาชนบางส่วน ที่มองว่าหากธุรกิจประเภทนี้เข้ามาระดมทุน อาจทำให้ประชาชนบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น
“การมีธุรกิจใหม่ๆ เข้ามาระดมทุนในตลาดจะช่วยเพิ่มเสน่ห์ แม้ว่าธุรกิจที่ว่านี้อาจจะไม่ได้เป็นธุรกิจเทคโนโลยี หรือธุรกิจในกลุ่ม New Economy แต่ถ้ามีการเติบโต และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ สามารถสร้าง Passive Income ให้กับนักลงทุนได้ ก็จะช่วยให้ผู้ลงทุนมีทางเลือกลงทุนมากขึ้น”
ด้าน ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP® Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เตรียมปลดล็อกหลักเกณฑ์ให้บริษัทที่ประกอบธุรกิจผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สามารถเข้าจดทะเบียนเสนอขายหุ้น IPO ได้นั้น อาจไม่ได้เป็นผลดีกับภาพลักษณ์ตลาดหุ้นไทยมากนัก เพราะตรงข้ามกับแนวทางของรัฐบาลที่รณรงค์ให้คนลดดื่มแอลกอฮอล์ การเข้ามาจดทะเบียนจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
ประกอบกับธุรกิจแอลกอฮอล์ในช่วงหลัง ไม่ได้มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากไม่ใช่ธุรกิจที่เป็นเทรนด์เทคโนโลยีใหม่
“ถ้าเอาบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่เข้ามาจดทะเบียน น่าจะช่วยดึงดูดการลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้มากกว่าธุรกิจเหล้า เหมือนกับหุ้น DELTA ซึ่งเป็นบริษัทเดียวที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับ AI ทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นค่อนข้างแรง“
ทั้งนี้ สาเหตุที่ ตลท.มีแนวคิดปลดล็อกการเข้า IPO ของธุรกิจแอลกอฮอล์ อาจเล็งเห็นถึงค่าเสียโอกาสเงินลงทุนไหลออกจากตลาดหุ้นไทย เนื่องจากธุรกิจแอลกอฮอล์หันไปจดทะเบียนในตลาดต่างประเทศ ทำให้เงินปันผลไหลออกไปนอกตลาด การปลดล็อกหลักเกณฑ์ครั้งนี้ อาจช่วยสกัดเม็ดเงินลงทุนให้อยู่ในประเทศ


