“พี่ ผมเกิดไม่ทัน เมื่อก่อนเซเรียอานี่มันขนาดไหนเหรอ?”
คำถามจากเสียงปลายสายนี้ทำเอาผมเกือบสำลักลาเต้ร้อนคั่วกลางออกมา
“ผมเริ่มดูทันก็แค่ยุคอินเตอร์คว้า 3 แชมป์เอง”
ความจริงเรามีบทสนทนาและคำถามถึงเกมฟุตบอลกันมาตลอด ในช่วงหลังเรามักจะตั้งคำถามกันว่า เกมฟุตบอลที่เคยสนุกสนานในสมัยก่อนมันกลายเป็นฝุ่นไปแล้วใช่ไหม คำถามถึงฟุตบอลที่เคยยิ่งใหญ่เป็น ‘Giant’ ของวงการลูกหนังอย่างเซเรียอาเองก็อาจจะเข้าข่ายนั้นด้วยเหมือนกัน
นั่นสิ เซเรียอามันขนาดไหนเชียว?
ก่อนหน้าที่จะได้รับคำถามที่น่าเอ็นดูมา ผมเพิ่งมีโอกาสได้นั่งดูวิดีโอคอนเทนต์ที่จัดทำโดยสโมสร เอซี มิลาน ที่เชิญตำนานลูกหนังในระดับสูงสุด 3 คนมารวมตัวกันได้อีกครั้ง
จะเป็นใครไปได้อีกนอกจาก แฟรงค์ ไรจ์การ์ด, มาร์โค ฟาน บาสเทน และรุด กุลลิท
ในช่วงการแนะนำตัว ไรจ์การ์ดเรียกแทนตัวพวกเขาว่า ‘Olandese’ (ชาวดัตช์ในภาษาอิตาเลียน) แต่กุลลิท เติมให้ว่า ‘Magnifico Olandese’ (ชาวดัตช์ผู้ยิ่งใหญ่) ก่อนที่เสียงหัวเราะจากทั้ง 3 สุดยอดนักเตะจะดังขึ้น
ผมดูแล้วก็อมยิ้มเพราะเห็นด้วยกับกุลลิท ลำพังบนภาพปกของบทสัมภาษณ์ที่บอกแค่ว่า ‘The Three Dutchmen’ หรือ ‘ชาวดัตช์ 3 คน’ (ซึ่งก็ไม่ผิดเพราะเป็นเหมือนชื่ออย่างเป็นทางการในการเรียกตำนาน 3 คนนี้) อาจจะไม่ได้สื่ออะไรให้แฟนฟุตบอลสมัยใหม่ได้เข้าใจมากพอหรือดีพอ
บางทีการเรียกว่า ‘The Three Musketeers’ หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากตามสำนวนการแปลชั้นครูของ ‘ย.โย่ง’ เอกชัย นพจินดาผู้ล่วงลับว่า ‘สามทหารเสือชาวดัตช์’ อาจจะฟังดูตื่นเต้นมากกว่า
แต่ใดๆ ก็ตาม สามทหารเสือชาวดัตช์นี่แหละที่ทำให้คิดถึงจุดสูงสุดของฟุตบอลอิตาลี และกัลโชเซเรียอา
หากจะไล่เรียงประวัติศาสตร์ความยิ่งใหญ่ของฟุตบอลอิตาลีนั้นคงจะต้องสืบสาวเท้าความกันยาวนาน แต่ยุคสมัยที่ถือเป็นช่วงยุคทองของพวกเขานั้นเกิดขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นช่วงที่วงการฟุตบอลอังกฤษที่ครองความเป็นใหญ่ในช่วงก่อนหน้านั้นถูกแช่แข็งจากเหตุโศกนาฏกรรมที่สนามเฮย์เซล ในเกมยูโรเปียน คัพ รอบชิงชนะเลิศระหว่างลิเวอร์พูลกับยูเวนตุสในวันที่ 25 พฤษภาคม ปี 1985 จนมีผู้เสียชีวิตถึง 39 คน
ผลจากวันนั้นทำให้สโมสรฟุตบอลอังกฤษถูกแบนจากการเข้าร่วมแข่งขันในรายการสโมสรยุโรปของยูฟ่า เป็นเวลาถึง 5 ปีด้วยกัน ซึ่งทำให้พัฒนาการและความนิยมของวงการฟุตบอลอังกฤษเสื่อมถอยอย่างรวดเร็ว
มันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กัลโชเซเรียอารุ่งเรืองและเฟื่องฟู มีนโยบายการเฟ้นหาสุดยอดนักเตะระดับโลกเข้ามาเสริมทีมของเกือบทุกสโมสร กลายเป็นจุดแข็งที่ทำให้ฟุตบอลอิตาลีกลายเป็นลีกอันดับหนึ่ง ไม่ใช่เฉพาะเพียงแค่ในยุโรป
แต่เป็นลีกฟุตบอลอันดับหนึ่งของโลกเลยทีเดียว
โดยจุดที่มีความสำคัญอย่างมากคือกฎผู้เล่นชาวต่างชาติที่ไม่ใช่ชาวอิตาลีนั้น แต่ละสโมสรจะได้รับอนุญาตให้ส่งลงสนามได้พร้อมกันเพียงแค่ 3 คนเท่านั้น ซึ่งทำให้แต่ละสโมสรจะต้องเฟ้นหาเฉพาะแค่นักเตะที่เก่งที่สุดเท่านั้นมาร่วมทีม
ทีมที่ทำให้เห็นภาพนี้ชัดที่สุดคือ เอซี มิลาน ใต้การบริหารของซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ผู้เป็นหลายสิ่งหลายอย่างของชาวอิตาลี แต่หนึ่งในสิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นตำนานคือการเป็นประธานสโมสรของทีมรอสโซเนรี (แดงดำ) ด้วยนโยบายการทำทีมแบบถึงไหนถึงกัน
แบร์ลุสโคนี ซึ่งเป็นนักธุรกิจหนุ่มในเวลานั้นซื้อทีมมิลานต่อจากเจ้าของเดิม จูเซ็ปเป ฟารินี ในปี 1986 พร้อมกับปลดหนี้สินทั้งหมดที่เป็นบ่วงพันธนาการของสโมสรที่เกือบล้มละลายจนสิ้น พร้อมอัดฉีดงบไม่อั้นเพื่อทำให้ทีมนี้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง
นีลส์ ลีดส์โฮล์ม โค้ชผู้ยิ่งใหญ่ถูกปลดจากตำแหน่งหลังจบฤดูกาล 1986/87 โดยมี อาร์ริโก ซาคคี กุนซืออัจฉริยะผู้เป็นต้นตำรับของการเล่นเพรสซิงในแบบอิตาลี (ซึ่งได้มาจากปรมาจารย์ลูกหนังชาวยูเครน วาเลรี โลบานอฟสกี อีกที) เข้ารับตำแหน่ง
เท่านั้นไม่พอได้ทุ่มเงิน 16.5 ล้านกิลเดอร์ หรือเทียบได้กับ 7.7 ล้านยูโรในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสถิติโลกคว้าตัว รุด กุลลิท มิดฟิลด์อัจฉริยะมาจากพีเอสวี ไอนด์โฮเฟนในฤดูร้อนปี 1987 และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ของมิลาน ซึ่งต่อมาได้ ฟาน บาสเทน และคนสุดท้ายคือไรจ์การ์ด มาร่วมทีม
และอาจจะบอกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นยุคสมัยอันเรืองรองของเซเรียอาด้วย
ความยิ่งใหญ่ของมิลานตอนนั้น ตีคู่มากับคู่ปรับร่วมเมืองอย่าง อินเตอร์ มิลาน และยักษ์ใหญ่ตลอดกาลยูเวนตุสที่ครองบัลลังก์ยุโรป และทำให้เซเรียอากลายเป็นลีกที่ไม่ใช่ใครก็อยากดู อยากติดตาม
นักฟุตบอลก็อยากมาเล่นที่นี่เหมือนกัน
การได้ไปเล่นในเซเรียอาในเวลานั้นก็ถือเป็นเกียรติยศเช่นกัน เรียกว่าเป็นความฝันอันยิ่งใหญ่ ไม่ต่างอะไรจากการที่โดนทีมอย่างเรอัล มาดริด ตามจีบไปร่วมทีมเลยทีเดียว ซึ่งทำให้สุดยอดนักเตะทุกคนของโลกต่างปรารถนาที่จะได้โอกาสไปวาดลวดลายบนแผ่นดินรองเท้าบู๊ตสักครั้ง
โดยที่ทุกคนรู้ว่าไม่ใช่จะประสบความสำเร็จได้ที่นั่น เพราะระดับชั้นของฟุตบอลนั้นอยู่ในขั้นสูงสุดของโลก เก่งมาจากไหนก็สามารถดับได้ง่ายๆ ที่กัลโชเซเรียอา
หนึ่งในนั้นคือเอียน รัช เพชฌฆาตดาวยิงตลอดกาลของลิเวอร์พูล ซึ่งเคยทิ้งแอนฟิลด์เพื่อไปเล่นกับยูเวนตุส ในฤดูกาล 1986/87 แต่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงไม่สามารถแจ้งเกิดและปรับตัวกับชีวิตในอิตาลีได้ ก่อนจะระเห็จกลับมาบ้านเก่าที่เมอร์ซีย์ไซด์อีกครั้ง
แต่มนตร์เสน่ห์ลูกหนังที่นั่นทำให้นอกจากสามทหารเสือชาวดัตช์ เรายังได้เห็นสุดยอดนักเตะอีกมากมายที่เซเรียอา ไม่ว่าจะเป็น ‘สามทหารเสือชาวด็อยตช์’ ของอินเตอร์ มิลาน อย่าง โลธาร์ มัทเธอุส, อันเดรียส เบรเมห์ และเจอร์เกน คลินส์มันน์, ฌอง-ปิแอร์ ปาแปง, นาโปลี ที่มีสุดยอดเทพเจ้าลูกหนังอย่าง ดีเอโก มาราโดนา เคียงคู่กับ 2 ขุนพลแซมบ้า การาเก และอเลเมา
นอกจากนี้ยังมี ‘พี่น้องเลาดรุป’ ไมเคิล เลาดรุป (ลาซิโอ, ยูเวนตุส) และไบรอัน เลาดรุป (ฟิออเรนตินา), ซโวนิเมียร์ โบบัน (เอซี มิลาน), รุย คอสตา (ฟิออเรนตินา), กาเบรียล โอมาร์ บาติสตูตา (ฟิออเรนตินา), พอล แกสคอยน์ (ลาซิโอ)
ก่อนที่ ‘กฎบอสแมน’ จะเปลี่ยนฉากทัศน์ของเกมฟุตบอลทั่วโลก ซึ่งทำให้เซเรียอายิ่งดึงดูดสุดยอดนักเตะระดับโลกได้ง่ายขึ้นเพราะหากเป็นนักฟุตบอลในอียูถือว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน ไม่นับนักเตะนอกอียูที่ลงได้อีก 3 คนในทีม
ทีมไม่เล็กไม่ใหญ่อย่างปาร์มา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Parmalat (เทียบง่ายๆ เหมือน ไทย-เดนมาร์ก) ก็ยังกลายเป็นทีมรวมซูเปอร์สตาร์อย่าง เอร์นาน เครสโป, ฮวน เซบาสเตียน เวรอน, ลิลิยอง ตูราม, อาเรียล ออร์เตกา, จอร์จ เวอาห์ เจ้าของรางวัลบัลลงดอร์คนแรกที่ไม่ใช่ชาวยุโรป, อังเดร เชฟเชนโก, วอลเตอร์ ซามูเอล, พาเวล เนดเวด
ซีเนอดีน ซีดาน ก็มาค้าแข้งในยุคทองของเซเรียอากับยูเวนตุส โดยเวลานั้นยังดังไม่เท่า ยูริ จอร์เกฟฟ์ กองหน้ารุ่นพี่ร่วมทีมชาติฝรั่งเศส
โดยที่เรายังไม่ได้พูดถึงฮีโร่นักเตะอิตาลีระดับโลกอย่าง โรแบร์โต บาจจิโอ, โรแบร์โต มันชินี, อเลสซานโดร เดล ปิเอโร หรือฟรานเชสโก ต็อตติ เลยด้วยซ้ำ
ในขณะที่นักเตะจากทีมในเซเรียอา ต่อให้ไม่ใช่ของเกรดพรีเมียม หรือเกรดท็อป ขอแค่ประทับตราว่ามาจากกัลโช ก็ขายได้เสมอและส่วนใหญ่ก็ยังสามารถทำผลงานได้เหนือชั้นในลีกอื่นด้วย
แม้แต่ในพรีเมียร์ลีกเอง หากให้พูดแบบตรงไปตรงมาก็เคย ‘รับเซ้ง’ นักเตะของเหลือจากเซเรียอา ในช่วงแรกหลังเข้ายุคกฎบอสแมนที่โด่งดังหน่อยก็เช่น กุลลิทในวัยบั้นปลายชีวิตการเล่น, จิอันลูกา วิอัลลี และจิอันฟรังโก โซลา (คนหลังกลายเป็นตำนานของสแตมฟอร์ด บริดจ์เลยทีเดียว), ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี ที่ทำเซอร์ไพรส์ด้วยการมาเล่นกับมิดเดิลสโบรห์ และทำแฮตทริกได้ตั้งแต่เกมแรก
ไปจนถึง เปาโล ดิ คานิโอ ที่กลายเป็นตำนานผู้ยิ่งใหญ่ของทีมเวสต์แฮม หรือแม้แต่ เบนิโต คาร์โบเน กับเชฟฟิลด์ เวนส์เดย์, แอสตัน วิลลา และแบรดฟอร์ด
ถึงแม้ว่าฟุตบอลเซเรียอาจะเป็นลีกที่ดูยาก มีความน่าเบื่อเพราะเล่นกันช้า ละเอียดยิบในแท็กติก แต่ก็สูงส่งเหนือชั้นด้วยเทคนิคการเล่น แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนอยากดูเซเรียอาในเวลานั้นมากที่สุดก็เป็นเพราะเหล่าซูเปอร์สตาร์ระดับโลกที่มีนับไม่ถ้วน
เหมือนได้ดูหนัง The Avengers กันทุกสัปดาห์
ดังนั้นถ้าถามว่าเซเรียอาในยุค Prime (1985-2000) นั้นมันขนาดไหน
ต่อให้ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเวลานี้จะเป็นลีกที่ได้รับความนิยมสูงสุดตลอดกาล ต่อให้จะมีมูลค่าทางการตลาดสูงที่สุด ได้รับค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดมากที่สุด มากยิ่งกว่าเซเรียอาในปัจจุบันนับสิบเท่า และมีซูเปอร์สตาร์มากมายที่พร้อมจะมาโกยเงินที่นี่ (และในทางกลับกัน เซเรียอาก็รับเซ้งของเหลือจากพรีเมียร์ลีกแทน)
แต่ไม่เคยมีสักนิดในความรู้สึกว่าพรีเมียร์ลีกยุคนี้จะสามารถสู้กับความสุดยอดของเซเรียอาในเวลานั้นได้เลย
สิ่งที่น่าเสียดายก็เพียงด้วยปัญหาหลายอย่างตั้งแต่เรื่องของการล้มบอล (Calciopoli), ปัญหาการบริหารจัดการสโมสรที่ล้มเหลว (ทุ่มเงินมหาศาลจนติดลบแต่สโมสรขาดรายได้), ความอ่อนด้อยเรื่องของการตลาดและการประชาสัมพันธ์
ทุกอย่างรวมกันทำให้เซเรียอาวันนี้ตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย กลายเป็นเหมือน ‘เซเรียบี’ ของลีกระดับท็อปของยุโรปอีกที
แอบหวังว่าจะมีสักวันที่ภาพความยิ่งใหญ่ในความทรงจำจะกลับมา แต่ก็โต (แก่) พอจะเข้าใจโลกว่า บางอย่างผ่านไปไม่อาจหวนกลับมาอีกแล้ว