เคยมองคนที่ประสบความสำเร็จแล้วแอบคิดกับตัวเองไหมว่า เขาช่างสูงส่ง สมบูรณ์แบบ จนเราไม่น่าเอาตัวไปเทียบกับเขาได้เลย ทั้งที่ในความเป็นจริง คนที่ไปถึงจุดนั้นได้ส่วนใหญ่ไม่ได้อาศัยโชคอย่างเดียว แต่ค่อยๆ สร้างมันขึ้นมาจากการวางแผน และการจัดระเบียบความคิดอย่างจริงจัง
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้บางครั้งมันเริ่มจากประโยคสั้นๆ ในหัวว่า “I could be there” หรือ “ฉันก็ไปอยู่ตรงนั้นได้นะ” ฟังดูเหมือนคำพูดธรรมดา แต่ในเชิงจิตวิทยา มันคือสวิตช์ที่ช่วยเปิดการรับรู้ว่า เราเองก็มีความสามารถพอจะไปถึงเป้าหมายนั้นได้
ทำไมการตั้งเป้าหมาย ถึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนชีวิต
หลายคนโตมากับคำแนะนำประมาณว่า “Just do it your best” หรือ “ทำให้ดีที่สุดในแบบของตัวเอง” ซึ่งฟังดูดี แต่จริงๆ แล้วเป็นคำแนะนำที่กว้างเกินไป
งานวิจัยของ Edwin A. Locke และ Gary P. Latham สองนักจิตวิทยาองค์กรระดับตำนานผู้บุกเบิก ‘ทฤษฎีการตั้งเป้าหมาย’ (Goal-Setting Theory) ชี้ตรงกันว่า พฤติกรรมของมนุษย์ได้รับอิทธิพลจากเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างชัดเจน ยิ่งเป้าหมายเฉพาะเจาะจงและท้าทายมากเท่าไร ก็ยิ่งกระตุ้นให้เราใช้ความพยายามมากขึ้นเท่านั้น
Manifestation เป็นเรื่องเพ้อฝัน หรือทำได้จริง
พอพูดถึงคำว่า Manifestation หรือการตั้งเจตจำนง หลายคนอาจรู้สึกว่ามันดูเป็นเรื่องที่ออกไปทางความเชื่อมากกว่าวิทยาศาสตร์ แต่แนวคิดนี้มีรากฐานทางประสาทวิทยาศาสตร์รองรับอยู่พอสมควร
เบื้องหลังสำคัญคือระบบในสมองที่เรียกว่า RAS หรือ Reticular Activating System ซึ่งทำหน้าที่คล้ายพนักงานคัดกรองข้อมูลให้สมองของเรา เพราะในแต่ละวัน เรารับข้อมูลมากเกินกว่าจะสนใจทุกอย่างได้หมด สมองจึงต้องเลือกว่าจะให้ความสำคัญกับอะไร ลองนึกถึงเวลาที่คุณเริ่มอยากได้รถสีฟ้าสักคัน อยู่ดีๆ คุณก็จะเห็นรถสีฟ้าเต็มถนนทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยสังเกตเลย ไม่ใช่เพราะรถสีฟ้าเพิ่งมีเพิ่มขึ้น แต่เพราะสมองของคุณเริ่มมองหามัน
โอกาสในชีวิตก็คล้ายกัน ประโยคว่า “I could be there” จึงเหมือนการส่งสัญญาณให้สมองเริ่มมองหาเส้นทาง ความเป็นไปได้ และโอกาสที่ก่อนหน้านี้เราอาจมองข้ามไปทั้งหมด
ทำอย่างไรให้คำพูดกลายเป็นกลยุทธ์สู่ความสำเร็จ
เมื่อสมองเริ่มเปิดรับโอกาสแล้ว สิ่งสำคัญต่อจากนั้นคือ วิธีคิดและวิธีลงมือทำ อย่างแรกคือ ลองเปลี่ยนจากคำว่า “ฉันอยาก” เป็น “ฉันจะ” เพราะคำว่า “ฉันอยาก” มักสะท้อนภาวะรอคอย เหมือนเรายังยืนอยู่นอกประตู แต่คำว่า “ฉันจะ” ให้พลังอีกแบบ มันเป็นภาษาของการตัดสินใจ และทำให้สมองขยับจากโหมดฝัน ไปสู่โหมดลงมือทำมากขึ้น
เครื่องมือที่น่าสนใจคือ Framework ที่ชื่อว่า WOOP ซึ่งย่อมาจาก
- Wish = ความปรารถนา
- Outcome = ผลลัพธ์
- Obstacle = อุปสรรค
- Plan = แผนการ
จุดเด่นของวิธีนี้คือ มันไม่ได้ชวนให้เราคิดบวกอย่างเดียว แต่ชวนให้เราซื่อสัตย์กับตัวเองด้วยว่า อุปสรรคจริงๆ ที่ขวางเราอยู่คืออะไร โดยเฉพาะอุปสรรคภายใน เช่น ความกลัว ความเฉื่อย หรือความลังเล จากนั้นจึงวางแผนล่วงหน้าแบบง่ายๆ ว่าถ้าเกิดสิ่งนี้ ฉันจะทำแบบนี้ หรือที่เรียกว่า If-Then Plan วิธีคิดแบบนี้สำคัญมาก เพราะมันเปลี่ยนเป้าหมายจากสิ่งที่ดูดีในหัว ให้กลายเป็นพฤติกรรมที่พร้อมใช้งานในชีวิตจริง
ท้ายที่สุดแล้ว คำว่า “I could be there” อาจไม่ใช่การพาไปฝันไกลกว่าเดิม แต่คือการขยับเป้าหมายให้ใกล้ตัวขึ้น การเปลี่ยนแปลงก็ไม่ได้เริ่มจากก้าวใหญ่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากการตัดสินใจเล็กๆ ที่จริงจังพอจะพาเราเข้าใกล้มันทีละนิด


