×

ผ่ากลยุทธ์ Regional Optimization ในวันที่เวียดนามคือบ้านหลังที่สองของ “SCG” ขอโตยั่งยืน หนุน SCGD ครองตลาดวัสดุตกแต่งพื้นผิว–กระเบื้อง พร้อมรุกธุรกิจซีเมนต์ ปูพรมปูนคาร์บอนต่ำบุกตลาดโลก [ADVERTORIAL]

07.01.2026
  • LOADING...
scg-vietnam-regional-optimization-strategy-2026

HIGHLIGHTS

  • เวียดนามดินแดนแห่ง  ‘Growth Engine’  เอสซีจีชูกลยุทธ์ ‘Regional Optimization’ เติบโตยั่งยืน ปักธง “บ้านหลังที่สอง” ผลิตและส่งออกสู่ตลาดโลก
  • ถอดความสำเร็จ PRIME Group ภายใต้ ‘SCGD’ วัสดุตกแต่งพื้นผิว กระเบื้องเซรามิก  ครองตลาดเบอร์ 1 ในเวียดนาม   
  • ภาคก่อสร้าง-อสังหาริมทรัพย์ ดันธุรกิจซีเมนต์เอสซีจีเวียดนามโตแรง  ชี้แรงหนุนเทรนด์สิ่งแวดล้อม สามารถคุมต้นทุนแข่งขันได้ รุกขยายผลิตปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ สอดรับวิสัยทัศน์ Inclusive Green Growth และ ESG

เวียดนาม “ดินแดนแห่งโอกาส”  SCG ชูกลยุทธ์ Regional Optimization เติบโตยั่งยืน   

 

กุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ผู้อำนวยการเอสซีจี ประจำประเทศเวียดนาม กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศเวียดนามกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก และถูกขนานนามเป็น “เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย” หรือ “เสือตัวใหม่แห่งเอเชีย” 

 

ปัจจัยหลักมาจากเศรษฐกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด หลังเปิดประเทศและปฏิรูปเศรษฐกิจ (Doi Moi) ทำให้ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติอย่างมหาศาล จนถูกมองว่ากำลังแซงหน้าไทยและเติบโตเร็วมากในภูมิภาคอาเซียน 

 

ประกอบกับ โครงสร้างพื้นฐาน และการปรับตัวเข้ากับบริบทโลกยุคใหม่ ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ความท้าทายภาษีสหรัฐฯ (Reciprocal Tariff) ทำให้เวียดนามกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตภูมิภาค  (Hub Asean) 

 

ความโดดเด่นที่เห็นได้ชัดเจน นอกจากปัจจัยโครงสร้างพื้นฐาน ยังเต็มไปด้วยจำนวนประชากรกว่า 106 ล้านคน และสัดส่วนแรงงานวัยทำงานที่เต็มไปด้วยศักยภาพสูงถึง 60–70% ของประชากรทั้งหมด ส่งผลให้เวียดนามมี “ฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่”  

 

ขณะเดียวกัน หากดูตัวเลขเศรษฐกิจเวียดนามยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง  ซึ่งสะท้อนจากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 มีมูลค่ากว่า 3.27 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และขยายตัวถึง 8% และอนาคตเวียดนามตั้งเป้าการเติบโตของ GDP สูงถึง 10% ภายในปี 2573 

 

จากปัจจัยข้างต้น ส่งผลให้เวียดนามก้าวสู่ดาวเด่น (Rising Star) โดยอีกแรงหนุนสำคัญที่เป็นจุดแข็ง และความได้เปรียบนั่นคือ การเป็น  “ประตูสู่ตลาดโลก” ที่รัฐบาลมีข้อตกลงการค้าเสรีมากกว่า 60 ฉบับ ส่งผลให้การส่งออกมีสัดส่วนสูงถึง 85% ของ GDP ในปี 2567 

 

ทั้งยังเป็นประเทศที่มุ่งเน้นการผลักดันการปฏิรูปอุตสาหกรรมใหม่ อย่าง ชิปเซมิคอนดักเตอร์ และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ผ่านการใช้พลังงานหมุนเวียนและเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

 

“ณ วันนี้ คลื่นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าสูงถึง 38.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ  เวียดนามจึงกลายเป็นจุดหมายที่นักลงทุนทั่วโลกจับตา”

 

กุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ผู้อำนวยการเอสซีจี ประจำประเทศเวียดนาม แถลงวิสัยทัศน์

 

อุตสาหกรรมก่อสร้างเวียดนามโตพุ่งทะยาน

 

เมื่อเวียดนามมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามการขยายตัวเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นถนน สะพาน จึงเอื้อประโยชน์และสร้างโอกาสธุรกิจให้ ผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์ของเอสซีจี โดยเฉพาะปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ  ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตอบรับนโยบายของรัฐบาลที่ตั้งเป้า Net Zero ในปี 2050  อีกทั้งเป็นโอกาสของวัสดุตกแต่งพื้นผิวของ SCGD สอดคล้องกับโครงการที่อยู่อาศัยที่เติบโตต่อเนื่อง 

 

เอสซีจีและ SCGD มุ่งมั่นใช้เชื้อเพลิงทดแทนและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการพัฒนาอาคารเขียวในเวียดนาม

 

โดยเฉพาะการเร่งตัวของเมืองและความต้องการที่อยู่อาศัยด้วยสัดส่วนประชากรวัยทำงานกว่า 60-70% “เวียดนามกำลังเร่งเข้าสู่สังคมเมือง” ส่งผลให้ความต้องการอาคารพักอาศัยและอาคารพาณิชย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผลิตภัณฑ์ก่อสร้างของเอสซีจีมีบทบาทสำคัญในการตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวได้อย่างเต็มที่

 

‘เวียดนาม’ ขึ้นแท่นฐานการผลิตหลักเอสซีจี ส่งออกสู่ตลาดโลก

 

กุลเชฏฐ์ กล่าวอีกว่า ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบางและคาดการณ์ได้ยาก เอสซีจีได้ปรับกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจ ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก 

 

ได้แก่ การรักษาวินัยทางการเงินอย่างต่อเนื่อง การรวมศูนย์การผลิตเพื่อลดความซ้ำซ้อน การขยายพอร์ตสินค้าและบริการกลุ่ม Smart Value-HVA-Green และการรุกตลาดเวียดนามในฐานะฐานการผลิตเพื่อส่งออกสู่ตลาดโลก

 

“เอสซีจีใช้จุดแข็งจากการมีฐานการผลิตหลากหลายในอาเซียน ได้แก่ ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา ลาว และเมียนมา บริหารธุรกิจแบบบูรณาการในระดับภูมิภาค (Regional Optimization) เพื่อใช้ทรัพยากรและศักยภาพของแต่ละประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งด้านต้นทุน ประสิทธิภาพ และความยั่งยืน”

 

‘เวียดนาม’ คือ Strategic Country “บ้านหลังที่ 2” ของเอสซีจี  

 

กุลเชฏฐ์ กล่าวต่ออีกว่า ปัจจุบันเอสซีจีมีการลงทุนรวมในเวียดนามกว่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 28% ของสินทรัพย์รวมของเอสซีจี มีบริษัทในเครือ 28 แห่ง และพนักงานมากกว่า 15,000 คน สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งในหลากหลายอุตสาหกรรม ได้แก่

 

  • Long Son Petrochemicals (LSP) คอมเพล็กซ์ปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ
  • Binh Minh Plastics (BMP) ผู้ผลิตท่อพลาสติกพรีเมียมรายใหญ่ ที่มุ่งเน้นคุณภาพและความยั่งยืน
  • SCG Cement–Building Materials ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ หลังคา และวัสดุก่อสร้างหลากหลายประเภท
  • Prime Group ผู้นำอุตสาหกรรมวัสดุตกแต่งพื้นผิว
  • Duy Tan Plastics ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน
  • Vina Kraft Paper (VKPC) ผู้ผลิตกระดาษและบรรจุภัณฑ์คุณภาพสูง
  • Starprint บริษัทพิมพ์บรรจุภัณฑ์ครบวงจร
  • SCGJWD Logistics ผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร

 

กุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ผู้อำนวยการเอสซีจี ประจำประเทศเวียดนาม แถลงวิสัยทัศน์

 

ยึดกลยุทธ์ ESG : Inclusive Green Growth เติบโตคู่สังคม ความยั่งยืน

 

นอกจากนี้ เอสซีจียังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง Inclusive Green Growth ซึ่งมุ่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมในเวียดนาม โดยนำความเชี่ยวชาญจากประเทศไทยมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนากระบวนการผลิตและเทคโนโลยีสีเขียว

 

  • ด้านสิ่งแวดล้อม เอสซีจีลงทุนกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการใช้พลังงานหมุนเวียน พร้อมพัฒนาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ เพื่อตอบรับกระแสกรีนในเวียดนามและตลาดส่งออก
  • ด้านสังคม ดำเนินโครงการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน อาทิ โครงการ Sharing the Dream มอบทุนการศึกษาต่อเนื่องเกือบ 20 ปี รวมกว่า 6,000 ทุน และโครงการ Loving Water for the Future ติดตั้งระบบน้ำสะอาดให้ครัวเรือนในพื้นที่ห่างไกลกว่า 1,500 ครัวเรือน
  • ด้านบุคลากร มุ่งพัฒนาศักยภาพพนักงานกว่า 15,000 คน ผ่าน SCG Academy และโครงการพัฒนาผู้นำ เช่น Management Enrichment Program ร่วมกับ Duke University เพื่อสร้างผู้นำที่พร้อมรับมือความท้าทายในอนาคต

 

’PRIME Group‘ รั้งเบอร์ 1 ตลาดวัสดุตกแต่งพื้นผิวเวียดนาม หนุน SCGD ผงาดผู้นำอาเซียน

 

อีกหนึ่งธุรกิจในเครือของเอสซีจี ที่ประสบความสำเร็จในเวียดนาม ซึ่งได้รับแรงหนุนจาก “ภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์” ธุรกิจนี้เติบโตอย่างมากในเวียดนาม ส่งผลให้ PRIME Group JSC (PRIME) ยังคงครองสถานะ “ผู้นำตลาดวัสดุตกแต่งพื้นผิว” อันดับ 1 ในเวียดนาม 

 

กุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ผู้อำนวยการเอสซีจี ประจำประเทศเวียดนาม แถลงวิสัยทัศน์

 

โดยธุรกิจนี้เป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่สนับสนุน บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD บรรลุเป้าหมายการเป็นผู้นำธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิวและผลิตภัณฑ์ห้องน้ำในภูมิภาคอาเซียน ผ่านการ “บริหารธุรกิจแบบบูรณาการในระดับภูมิภาค” (Regional Optimization)

 

นำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า PRIME เป็นบริษัทในเครือของ SCGD ตั้งแต่ปี 2555 ได้ใช้ประเทศเวียดนามเป็นฐานการผลิตหลัก เพื่อรองรับทั้งตลาดภายในประเทศและการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ 

 

“การเติบโตของ PRIME สะท้อนถึงกลยุทธ์การลงทุนระยะยาวของ SCGD ที่มุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่านการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตควบคู่กับการพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่ม (High Value Added: HVA) ผ่านบริหารธุรกิจแบบบูรณาการในระดับภูมิภาค (Regional Optimization)”

 

กุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ผู้อำนวยการเอสซีจี ประจำประเทศเวียดนาม แถลงวิสัยทัศน์

 

รุกขยายผลิตกระเบื้อง-เซรามิก ตอบโจทย์ดีไซน์ ฟังก์ชันสุขภาพ 

 

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของ PRIME คือการขยายกำลังการผลิตกระเบื้อง Glazed Porcelain (GP) ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่สามารถตอบโจทย์ทั้งด้านความแข็งแรง อีกทั้งดีไซน์ และฟังก์ชันที่หลากหลาย เช่น ด้านสุขภาพ และด้านความปลอดภัย ทดแทนกระเบื้องเซรามิกเดิม

 

โดยในปี 2568 PRIME มีกำลังการผลิต GP อยู่ที่ 19 ล้านตารางเมตร หรือประมาณ 25% ของกำลังการผลิตทั้งหมด และตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 45 ล้านตารางเมตร หรือคิดเป็น 50% ของกำลังการผลิตรวม เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ขณะที่ด้านประสิทธิภาพการผลิต PRIME สามารถควบคุมต้นทุนได้ในระดับที่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตชั้นนำระดับโลก ส่งผลให้เวียดนามกลายเป็นฐานการผลิตและส่งออกหลักของ SCGD สนับสนุนกลยุทธ์การมองตลาดและฐานการผลิตในภูมิภาคนี้เป็นองค์รวม (Regional optimization) รวมถึงต้นทุนที่แข่งขันได้นี้ยังทำให้ส่งออกสินค้าไปยังตลาดใหม่ๆ ได้อีกด้วย  

 

ขณะเดียวกัน PRIME ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ปี 2593 ของ SCGD ผ่านการขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) อย่างเป็นรูปธรรม 

 

ส่วนในมิติด้านสิ่งแวดล้อม PRIME มีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์คิดเป็น 4.4% ของการใช้ไฟฟ้ารวม ใช้เชื้อเพลิงชีวมวลประมาณ 35% ของพลังงานทั้งหมด  และยังมีการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยการนำของเสียจากกระบวนการผลิตกลับมาใช้ใหม่

 

ในมิติด้านสังคม PRIME ให้ความสำคัญกับการดูแลพนักงานและชุมชนโดยรอบโรงงาน ผ่านการจัดสวัสดิการ การพัฒนาทักษะ การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงาน ตลอดจนการดำเนินกิจกรรมพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง

 

กุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ผู้อำนวยการเอสซีจี ประจำประเทศเวียดนาม แถลงวิสัยทัศน์

 

อย่างไรก็ตาม จากผลการดำเนินงานดังกล่าว ทำให้ PRIME ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งใน 100 องค์กรที่ยั่งยืนที่สุดของเวียดนาม ประจำปี 2568 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 รวมถึงติดอันดับ Top 5 ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนได้รับรางวัลด้านการดูแลพนักงานและการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบในระดับประเทศ

 

ทั้งนี้ บทบาทของ PRIME Group ไม่เพียงสะท้อนความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมวัสดุตกแต่งพื้นผิวในเวียดนามเท่านั้น แต่ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อน SCGD สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาคอาเซียนในระยะยาว

 

 “Inclusive Green Growth” หนุนธุรกิจซีเมนต์โตแกร่ง แตกไลน์วัสดุ “ปูนคาร์บอนต่ำ” รับเทรนด์สิ่งแวดล้อม 

 

ขณะที่ วิเชษฐ์ ชูเชื้อ Country Director – Vietnam ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง กล่าวว่า  จากปัจจัยโครงสร้างพื้นฐาน ต้นทุนที่แข่งขันได้ในตลาดเวียดนาม  และการดำเนินธุรกิจในเวียดนามมากว่า 20 ปี เริ่มจากการนำผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศไทยเข้ามาทำตลาด ก่อนขยายการลงทุนสู่ฐานการผลิตในภาคกลาง และต่อยอดสู่ภาคใต้ของประเทศ

 

กุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ผู้อำนวยการเอสซีจี ประจำประเทศเวียดนาม แถลงวิสัยทัศน์

 

ส่งผลให้ปัจจุบัน มีกำลังการผลิตปูนเม็ดรวมประมาณ 3 ล้านตันต่อปี และกำลังการผลิตซีเมนต์ราว 4 ล้านตันต่อปี โดยยังคงเน้นการจำหน่ายในประเทศเป็นหลัก ควบคู่กับการส่งออกเพื่อกระจายตลาดและบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจ

 

“เศรษฐกิจเวียดนามที่โดดเด่น อานิสงส์จากอุตสาหกรรมก่อสร้างและ อสังหาริมทรัพย์ในเวียดนาม ส่งผลให้บริษัทเติบโตต่อเนื่องเช่นกัน”

 

เอสซีจี ต่อยอดเทคโนโลยีและนโยบาย Inclusive Green Growth จากเมืองไทย ขยายมาสู่เวียดนาม ผลิต “ปูนคาร์บอนต่ำ” (SCG Low Carbon Cement) บุกเบิกผลิตภัณฑ์ก่อสร้างสีเขียวเพื่อรองรับความต้องการในประเทศ นอกจากนี้ยังส่งออกตลาดส่งออกทั่วโลก เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ซึ่งธุรกิจนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเอสซีจีในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมผลิตปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ ภายใต้แนวทาง “Inclusive Green Growth”

 

กุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ผู้อำนวยการเอสซีจี ประจำประเทศเวียดนาม แถลงวิสัยทัศน์

 

โดยที่ผ่านมาปูนคาร์บอนต่ำ (SCG Low Carbon Super Cement) ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าที่ให้ความสำคัญ กับการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยคุณสมบัติเด่นในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อร่วมลดคาร์บอนมุ่งสู่ Net Zero 2050 

 

ทำให้เอสซีจีเป็นที่ยอมรับในฐานะผู้นำธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถือเป็นสินค้ารักษ์โลกที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และโดดเด่นท่ามกลางการแข่งขันสูงในตลาด

 

“การเติบโตของเศรษฐกิจและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเวียดนาม กลุ่มธุรกิจ SCG Cement & Building Materials ยังคงมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมก่อสร้างของประเทศ โดยดำเนินธุรกิจผ่านบริษัทในเครือรวม 11 แห่ง มีพนักงานกว่า 2,000 คน ครอบคลุมการผลิตและจัดจำหน่ายปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ หลังคา และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างหลากหลายประเภท เพื่อตอบสนองความต้องการทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ”

 

SCG Cement & Building Materials ยึดหัวหาดเวียดนาม ส่งออกทั่วโลก 

 

วิเชษฐ์ กล่าวอีกว่า นอกเหนือจากการผลิตและจำหน่ายในตลาดเวียดนามแล้ว สินค้าที่ผลิตจากฐานการผลิตในประเทศยังถูกส่งออกไปยังหลายภูมิภาคทั่วโลก ทั้งเอเชีย อเมริกา โอเชียเนีย ยุโรป แอฟริกา รวมถึงบังกลาเทศ สะท้อนบทบาทของเวียดนามในฐานะหนึ่งในฐานการผลิตและส่งออกหลักของ SCG ในภูมิภาค

 

มุ่งพัฒนาเทคโนโลยี ฝ่าแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม

 

“ท่ามกลางแรงกดดัน กฎระเบียบการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วและรุนแรง ด้านสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เราจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยี และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน และลดของเสียในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่การผลิตตามหลัก ESG”

 

กุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ผู้อำนวยการเอสซีจี ประจำประเทศเวียดนาม แถลงวิสัยทัศน์

 

หนึ่งในแนวทางหลักคือการปรับปรุงสูตรการผลิตปูนซีเมนต์เพื่อลดการใช้ปูนเม็ด ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดคาร์บอนหลักในกระบวนการผลิต โดยนำวัสดุทดแทนจากภาคอุตสาหกรรม เช่น Fly Ash, Slag หินรีไซเคิล และของเสียอุตสาหกรรมอื่นๆ มาใช้ ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาหินปูน พร้อมส่งเสริมการลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่

 

ขณะเดียวกัน ยังมีการลดการพึ่งพาถ่านหิน ด้วยการนำเชื้อเพลิงทางเลือก เช่น ชีวมวล และเชื้อเพลิงจากขยะ (Refuse-Derived Fuel: RDF) มาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อลดปริมาณขยะและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

 

ด้านการใช้พลังงาน โรงงานปูนซีเมนต์ในเวียดนามได้มีการยกระดับอุปกรณ์และระบบการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ผ่านการติดตั้งระบบติดตามการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์ (Real-time Energy Monitoring) และระบบดึงความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ใหม่ (Waste Heat Recovery: WHR) ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานรวมของโรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาว

 

กุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ผู้อำนวยการเอสซีจี ประจำประเทศเวียดนาม แถลงวิสัยทัศน์

 

ยึดหลักมาตรฐานสากล เน้นเติบโตยั่งยืน

 

วิเชษฐ์ ทิ้งท้ายว่า ความพยายามด้านสิ่งแวดล้อมดังกล่าว ส่งผลให้ SCG Cement & Building Materials ในเวียดนามได้รับการรับรองจากองค์กร ระดับนานาชาติหลายแห่ง อาทิ Singapore Green Building Product (SGBC) ที่รับรองผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และระบบ International EPD System ซึ่งรับรองข้อมูลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ของผลิตภัณฑ์ตามหลักการประเมินวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment: LCA)

 

การได้รับการรับรองในระดับสากล สะท้อนถึงมาตรฐานการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างของ SCG ในเวียดนาม ที่สอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรมโลก และตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจควบคู่ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

 

 “การขยายตัวของภาคก่อสร้างและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเวียดนาม บทบาทของ SCG Cement & Building Materials จึงไม่เพียงอยู่ที่การเป็นผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไปสู่การเติบโตที่สมดุลไปพร้อมกับชุมชนและยั่งยืนในระยะยาว” วิเชษฐ์ กล่าว

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising