วันนี้ (7 กรกฎาคม) รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 9-10 กรกฎาคม 2569 ตามคำเชิญของ ดาโต๊ะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย
การเยือนของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลักดันความร่วมมือต่าง ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ให้มีความคืบหน้าในโอกาสที่ทั้งสองประเทศจะฉลองครบรอบ 70 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี 2570 และ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (7 กรกฎาคม) ได้มติเห็นชอบตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เสนอ คือ
- เห็นชอบการเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่ บริเวณหลักเขตแดนที่ 23/9-23/10 และปิดจุดผ่านแดนเดิมบริเวณหลักเขตแดนที่ 22-23 ทั้งนี้ ให้มีผลบังคับใช้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป และกำหนดเวลาทำการตามเวลาท้องถิ่นประเทศไทย ระหว่างเวลา 05.00-23.00 น. ของทุกวัน
และให้เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานที่คั่งค้างให้แล้วเสร็จ อาทิ การก่อสร้างถนนเชื่อมต่อเพื่อเพิ่มศักยภาพการจราจรในฝั่งไทย การแก้ไขปัญหาช่องทางจราจรบริเวณหน้าด่านพรมแดนในฝั่งไทย และการจัดบริการรถรับส่งมายังพื้นที่ส่วนใน โดยให้หน่วยงานรับผิดชอบจัดทำแผนการปฏิบัติงานและกรอบระยะเวลาการดำเนินงานให้ชัดเจน ทั้งนี้ ให้จังหวัดสงขลาติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานและแจ้งให้กระทรวงมหาดไทยทราบก่อนรายงานผลมายังประธานคณะอนุกรรมการฯ รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศแล้วแต่กรณี
ให้กระทรวงมหาดไทย จังหวัดสงขลา ด่านศุลกากรสะเดา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการชี้แจงและประชาสัมพันธ์ข้อมูล เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเส้นทางการเดินรถ ช่องทางในการปฏิบัติพิธีศุลกากร การตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงแนวทางการดำเนินงานของภาครัฐเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้า และการท่องเที่ยวให้แก่ภาคเอกชน ผู้ประกอบการและประชาชนบริเวณชุมชนด่านนอก
นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. ยังเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมของนายกรัฐมนตรีไทยกับมาเลเซียในโอกาสการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 9-10 กรกฎาคม 2569 ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ
ร่างแถลงการณ์ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือไทย-มาเลเซีย ในสาขาสำคัญ ครอบคลุมไปถึงการพัฒนาและจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน การส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ การส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงและการรับมือกับภัยคุกคามจากอาชญากรรมข้ามชาติ การส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในมิติของความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรม และความร่วมมือในกรอบอาเซียน


