นับถอยหลัง ค่ำคืนนี้! ทั่วโลกพุ่งไปให้ความสนใจไปที่สหรัฐฯ ซึ่งจะเป็น ‘วันปลดแอกอเมริกา’ จากการถูกเอารัดเอาเปรียบด้านภาษีจากทั่วโลก
รัฐ-และเอกชนไทย เตรียมมาตรการตั้งรับ หวั่นสะเทือนเศรษฐกิจไทย 7-8 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 2.4-2.7 แสนล้านบาท ‘กกร’ ห่วงหลายปัจจัยฉุด GDP อีก 0.2-0.6% กังวลท่องเที่ยวต่างชาติหด หลังเหตุ ‘แผ่นดินไหว’ ขณะที่นักวิเคราะห์ชวนจับตา 10 ข้อ ที่ทรัมป์จะดำเนินการคืนนี้และจุดชนวนเกมค้าโลกรอบใหม่ในอนาคต
วันนี้ (2 เม.ย. 2568) วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐฯ พร้อมด้วยตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพลังงาน สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แถลงการณ์เตรียมความพร้อมของไทยต่อนโยบายการค้าสหรัฐฯ ที่สหรัฐฯ จะประกาศมาตรการทางการค้าที่ตอบโต้ภาษีกับคู่ค้าสหรัฐฯ
โดยวุฒิไกร กล่าวว่า คณะทำงานได้มีการเตรียมประชุมและทำแผนการเจรจาเชิงรุกร่วมภาครัฐกับภาคเอกชนไว้แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาสหรัฐฯ ได้ประกาศใช้มาตรการด้านภาษี 4 รูปแบบ ประกอบด้วย
- มาตรการขึ้นภาษีรายประเทศ
- มาตรการขึ้นภาษีเป็นรายสินค้า
- ขึ้นภาษีกับกลุ่มประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมายที่ก่อปัญหาด้านยาเสพติด การอพยพเข้าเมือง
- ขึ้นภาษีตอบโต้รายประเทศ
ทั้งนี้ การที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีส่งผลกระทบต่อการค้าโลกและไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากสหรัฐฯ มีสัดส่วนการค้าโลก 20% และเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย แต่เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย
“จากการที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีในรอบแรก ไทยได้รับผลกระทบไปแล้ว คือ สินค้ากลุ่มเหล็กและอะลูมิเนียม ที่มีผลบังคับใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 12 มี.ค. โดยเหล็กขึ้นจากภาษี 0 -12.5 % เป็น 25 % อะลูมิเนียมจาก 0-6.25% เป็น 25%
แม้ไทยได้รับผลกระทบแต่มีการเก็บภาษีคู่แข่งในทุกประเทศ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยมากนัก เพราะยังส่งได้ตามปกติแต่ชะลอลง เนื่องจากเป็นสินค้าสหรัฐฯ จำเป็นต้องนำเข้า ส่วนกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ก็ได้รับผลกระทบ จากเดิม 0 – 4.9 %เป็น 25 % ซึ่งจะมีผล 3 เม.ย.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
อย่างไรก็ตาม คาดว่าสหรัฐฯ จะมีการปรับขึ้นภาษีไทยอีก 3-4 รายการ ประกอบด้วย
- สินค้ากลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ อาจปรับภาษีนำเข้าเป็น 25%
- ยา
- ไม้
- ผลิตภัณฑ์จากป่า
นอกจากนี้ ไทยยังมีแนวโน้มที่จะถูกเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) โดยสหรัฐฯ อาจจะมีการปรับเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าให้เท่าที่ไทยเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ
ปัจจุบัน พบว่าไทยมีการเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ ในสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตร ในอัตราสูงกว่าสหรัฐฯ 10%
“หากสหรัฐฯ เพิ่มภาษีให้เท่ากับไทยเก็บคาดว่าทำให้ไทยเสียหาย 7-8 พันล้านดอลลาร์ โดยสินค้าที่ได้รับผลกระทบ เช่น ข้าว กุ้งแปรรูป ยางล้อรถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์”
สำหรับแนวทางการเจรจานั้นที่ผ่านมาคณะทำงานได้เดินทางเข้าพบสภาคองเกรส เพื่อรับฟังความคิดเห็นและเสนอแนะตามขั้นตอนที่สหรัฐฯ เปิดรับความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้ลงทุน ผู้นำเข้าจากทุกประเทศรวมทั้งไทยเพื่อให้ชี้แจงข้อมูล
อย่างไรก็ตาม ทางไทยแจ้งเพื่อขอเข้าพบ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ( USTR ) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ที่รับผิดชอบในการพัฒนาและส่งเสริม นโยบายการ ค้าต่างประเทศของสหรัฐฯ ไปแล้ว แต่ยังไม่ได้เข้าพบ อยู่ระหว่างดำเนินการ
ไทยเล็งยึดแนวทางปรับลดภาษีนำเข้า
ทั้งนี้ ไทยอาจจะใช้แนวทางในการปรับลดภาษีนำเข้าและเพิ่มปริมาณนำเข้าเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้า เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง เนื้อสัตว์ เศษเนื้อ และเครื่องใน สุรา และเครื่องบิน
โดยในส่วนนี้อาจประสานให้บริษัทการบินไทย ดำเนินการเช่าหรือซื้อจากสหรัฐฯ แทน ส่วนในเรื่องของพลังงานพิจารณาให้ปตท.นำเข้าน้ำมันดิบ ปิโตรเคมี ก๊าซธรรมชาติ และก๊าซธรรมเหลว
อย่างไรก็ตาม การนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ คงไม่สามารถลดการขาดดุลการค้าที่สูงถึง 3-4 หมื่นล้านดอลลาร์กับไทยได้ ดังนั้นจะต้องทำทุกมิตินอกเหนือจากการค้า เพราะต้องมองในเรื่องของการลงทุน หุ้นส่วนทางพันธมิตร รวมทั้งต้องมีการสร้างเสถียรภาพการค้าเพื่อลดการขาดดุล โดยสนับสนุนให้ไทยเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ เพื่อสร้างการจ้างงานในสหรัฐฯ มากขึ้น
“ปัจจุบัน มีการลงทุน 70 บริษัท ใน 20 มลรัฐ มีการจ้างงาน 1.1 หมื่นตำแหน่ง โดยเน้นในมลรัฐที่ทรัมป์ให้ความสำคัญ โดยรัฐได้คุยกับอุตสาหกรรมอาหาร และพลังงาน ที่พร้อมเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ แล้ว”
หวั่นไทยถูกสวมสิทธิสินค้าส่งไปสหรัฐฯ
ทั้งนี้ สหรัฐฯ มีข้อกังวลในเรื่องการย้ายฐานการผลิตบางประเทศมายังไทยทำให้เกิดการสวมสิทธิสินค้าไทยไปสหรัฐฯ โดยกระทรวงพาณิชย์จะเข้าดูแล ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศได้ขึ้นบัญชีสินค้าที่เสี่ยงสวมสิทธิประเทศไทยแล้ว 49 รายการ
โดยเฉพาะเหล็ก ผลิตภัณฑ์จากจีน และยังกังวลมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ภาษีของไทยซึ่งประเด็นนี้ได้หารือกับหน่วยงานราชการเพื่อขอให้ลดเงื่อนไขและอุปสรรคต่างๆ นอกจากนี้ไทยยังเตรียมรับมือผลกระทบ และมาตรการเยียวยาผลกระทบกับผู้ประกอบการ และนำเรียนนายกฯ ไปหมดแล้ว วางเป้า 2 แนวทาง คือ
- แนวทางที่ 1 การเยียวยาเร่งด่วนทั้งผู้ประกอบ เอสเอ็มอี เช่น ลดดอกเบี้ย เข้าแหล่งเงินทุนมากขึ้น
- แนวทางที่ 2 ในระยะยาวต้องเดินหน้าเจรจาFTA กับประเทศต่างๆโดยเร็ว โดย FTA ไทย-EU จะเสร็จในปีนี้แน่นอน เพื่อรองรับหรือชดเชยการถูกสหรัฐฯ ตอบโต้ภาษี
“แนวทางการเตรียมรับมือและการเจรจานี้คณะทำงานคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติด้วยความรอบคอบและความเสียหายกับประเทศให้น้อยที่สุด โดยการเจรจายึดหลักการเน้นผลประโยชน์ร่วมกัน 2 ฝ่าย เพื่อสร้างสมดุลทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งแผนเจรจาให้เสนอให้นายกฯทั้งหมดแล้ว และท้ายที่สุดนายกฯจะเป็นคนตัดสินใจ” วุฒิไกร กล่าว
ไทย-สหรัฐฯ MOU นำเข้าก๊าซ LNG 7.5 พันล้านดอลลาร์
ด้านสมภพ พันธนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ไทยกับสหรัฐฯ มีความร่วมมือด้านพลังงานอย่างใกล้ชิด ทั้งในเรื่องนโยบายพลังงาน และโอกาสด้านการลงทุน
โดยในปี 67 ไทยได้นำเข้าน้ำมันดิบ ปิโตรเคมี ก๊าซธรรมชาติ และก๊าซธรรมเหลว (LNG) มูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์ ล่าสุด ลงนามนำเข้าก๊าซ LNG 1 ล้านตันต่อปี รวมระยะเวลา 15 ปี รวมมูลค่า 7.5 พันล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ปตท.ยังมีการลงทุนในสหรัฐฯ 1.2 พันล้านบาทในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ล่าสุดได้มีการพบหารือผู้ว่าการรัฐอลาสก้า โดยไทยสนใจเข้าลงทุนในอุตสาหกรรมก๊าซ LNG
ส.อ.ท.ห่วงทุนจีนสวมสิทธิ์ส่งออก สินค้าทะลักอาเซียน-ไทย
ขณะที่ภาคเอกชน เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เป้าหมายของทรัมป์ในการขึ้นภาษี เพื่อต้องการดึงการลงทุนและการจ้างงานกลับคืน ซึ่งปีที่ผ่านมาไทยเกินดุลสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจนมาอยู่ที่อันดับ 11 ของโลก
โดยคาดว่าอุตสาหกรรมที่เกินดุลมาก ก็จะได้รับผลกระทบ เช่น เหล็ก และอะลูมิเนียม ที่โดนขึ้นภาษีไปก่อนแล้ว ซึ่งไทยเราส่งออกไปสหรัฐฯ ค่อนข้างมากถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี นอกจากนี้จะมีการขึ้นภาษีแบบเจาะจง ซึ่งจะทำให้กลุ่มยานยนต์ และชิ้นส่วนรับผลกระทบเพิ่มอีก
เกรียงไกรกล่าวว่า ภาคเอกชนก็ต้องเตรียมแผนรับมือ รวมถึงต้องเตรียมข้อมูลชี้แจงด้วยว่าการเกินดุลบางส่วนก็มาจากการที่สหรัฐฯ เข้ามาลงทุนในไทย และส่งออกกลับไปสหรัฐฯ เช่น อุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ ไดรฟ์ ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ก็ยังเกินดุลไทยหลายส่วน โดยเฉพาะธุรกิจบริการออนไลน์ ดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะดาต้าเซอร์วิส รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญา
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ สอท.เป็นห่วงคือ เรื่องการที่สินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนเข้ามาสวมสิทธิสินค้าไทยเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งประเด็นนี้สหรัฐฯ มีการจับตาค่อนข้างมาก
ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ที่ไทยมีการส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มไปมากขึ้นเยอะซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการเร่งนำเข้าก่อนใช้มาตรการภาษี แต่สิ่งที่สวนทาง คือ ดัชนีการผลิตในประเทศที่ลดลง และสอดคล้องตัวเลขนำเข้าจากจีนก็เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจมีการนำสินค้าจีนเข้ามาเพื่อใช้สิทธิส่งออก หรืออาจนำวัตถุดิบมาผลิต แต่ใช้วัตถุดิบในประเทศเพียง 10-20% แต่ใช้วัตถุดิบจากจีนถึง 70-80%
“ตัวเลขที่น่าสนใจการนำเข้าจากจีนยังเพิ่มต่อเนื่อง โดยเฉพาะเดือนม.ค.68 เพิ่มถึง 20% โดยเฉพาะเหล็ก ยางรถยนต์ ดังนั้น สอท.จึงร่วมกับสมาชิกตั้งทีมติดตามดูอย่างใกล้ชิด พร้อมกับตั้งแพลตฟอร์ม FTI EYE ขึ้นมา เพื่อรับแจ้งข้อมูลเข้ามาหากพบเจอพฤติกรรมดังกล่าว และเร่งนำมาแก้ไขให้ทันท่วงที”
หอการค้าชี้ ไทยควรนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เพิ่ม เจาะสินค้าเกษตร ลดแรงกดดัน
ด้าน พจน์ อร่ามวัฒนนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยคนใหม่ เปิดเผยว่า หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ มีนโยบายที่ชัดเจนเรื่องของการขึ้นภาษีกับประเทศที่ได้หนุนการค้ากับสหรัฐฯ รวมถึงเรื่องดึงการลงทุนเข้าไปในสหรัฐฯ
หากพิจารณามูลค่าการค้าเฉพาะหมวดสินค้าเกษตรและอาหารพบว่าไทยเกินดุลสหรัฐฯ 142,654 ล้านบาท โดยประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกเกษตรอาหารอันดับที่ 11 ของโลกและไทยยังไทยยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก
อย่างไรก็ตาม ไทยเองควรพิจารณาเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหาร และพลังงาน เพื่อลดความกดดันด้านดุลการค้า รวมถึงพิจารณาปฏิรูปโควตาภาษีนำเข้าของไทยกับสหรัฐฯ ให้มีจุดยืนที่เป็นธรรมและสมดุล (Fair and Balance Postion)
“หอการค้าฯ กังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษีของสหรัฐฯ กับทั่วโลก ซึ่งอาจทำให้มีสินค้าต่างประเทศทะลักเข้าสู่ตลาดอาเซียนรวมถึงไทย ยิ่งกดดันต่อการส่งออกของไทยและผู้ประกอบการไทยในทุกระดับต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น”
ชงรัฐนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เพิ่ม รักษาดุลการค้า ร่วมกลุ่มประเทศแบบ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น
นอกจากนี้ โดยหอการค้าฯ เสนอให้รัฐบาลไทยพิจารณาการนำเข้าสินค้ากลุ่มต่างๆ ที่จะไม่กระทบต่อคู่ค้าและเกษตรกรภายในประเทศ
- พืชอาหารสัตว์ (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และถั่วเหลือง) ที่ผ่านมาไทยผลิตข้าวโพดเลี้ยงเพียงพอสำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และปัจจุบันยังต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอาจเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและหมอกควัน การเปิดโควต้านำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ
ในช่วงนอกฤดูเก็บเกี่ยวของไทย จะช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ (โค สุกร ไก่) ไทยมีต้นทุนวัตถุดิบที่ดีและถูกลง ซึ่งจะช่วยให้การส่งออกเนื้อสัตว์ไปต่างประเทศดีขึ้น รวมทั้งจะช่วยผู้บริโภคในประเทศในประเภทเนื้อสัตว์ด้วย
2.สินค้าอาหารทะเล เช่น ปลาแซลมอนแช่แข็ง หอยเชลล์ และปลาทูน่าจากเรือชักธงสหรัฐฯ ซึ่งไทยสามารถนำเข้าวัตถุดิบเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรูปภายในประเทศ
- สินค้าประเภทสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (Whisky & Wine)
- เครื่องในสัตว์ เพื่อนำมาผลิตและแปรรูปในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง ทำเป็นสินค้าเกรดพรีเมียมเพื่อส่งออกหอการค้าฯ มองว่านโยบายภาษีของสหรัฐฯ จะทำให้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของโลกเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
“ปัจจุบันประเทศจีน เกาหลีและญี่ปุ่นได้มีการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคกันแล้ว อีกทั้งสหภาพยุโรปก็มีแนวโน้มที่จะร่วมมือกับแคนาดาในการเปิดตลาดกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกด้วยเช่นกัน ”
ดังนั้น ทางหอการค้าฯ เห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีที่รัฐบาลของไทยจำเป็นต้องเร่งเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี FTA ปรับปรุงความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งจะทำให้ GDP ของไทยเติบโตขึ้นได้ไม่ต่ำกว่า1 % รวมทั้งการส่งออกจะโตได้ไม่ต่ำกว่า 10 %
‘กกร.’ ห่วงหลายปัจจัยฉุด GDP อีก 0.2-0.6% กังวลต่างชาติเที่ยวไทยลดลง หลังเหตุแผ่นดินไหว
วันเดียวกัน คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญหลายปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ GDP ในปี 2568 ต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เดิมที่ 2.4-2.9% ซึ่งแม้ในกรอบการขยายตัวดังกล่าว จะได้รวมผลกระทบบางส่วนจากมาตรการปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ไว้แล้ว แต่ยังมีความไม่แน่นอนถึงขอบเขตของมาตรการภาษีที่จะประกาศในวันที่ 2 เมษายน (ตามเวลาสหรัฐฯ) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อ GDP มากขึ้นอีก 0.2-0.6%
นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังอาจได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวช้า และเหตุการณ์แผ่นดินไหวล่าสุดในกรุงเทพฯ รวมทั้งบางจังหวัดในภาคเหนือของไทย ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น
ทั้งนี้ กกร. ยังคงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ จะโตได้ 2.4-2.9% การส่งออก ขยายตัว 1.5-2.5% และเงินเฟ้อ 0.8-1.2%
จับตา 10 ข้อ สิ่งที่ทรัมป์จะทำคืนนี้ และต่อๆ ไป
ด้านนักวิเคราะห์ อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) ประเมินว่า สิ่งที่ทรัมป์จะดำเนินการในคืนนี้ ( 2 เม.ย.) ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ จะประกาศ Reciprocal Tariff หรือมาตรการตอบโต้ มี 10 ข้อที่ต้องจับตา ดังนี้
- ขึ้นภาษีนำเข้า 10% ทุกชาติ – ทั้งที่เกินดุลและขาดดุลกับสหรัฐฯ
- สั่งตอบโต้ชาติที่ใช้ภาษี VAT เพราะได้เปรียบสหรัฐฯ
- ตรวจสอบชาติที่เป็นประตูให้สินค้าจีนสวมสิทธิ์ส่งออกไปสหรัฐฯ (อาจจูงใจให้คู่ค้าสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้ากับจีน)
- ตรวจสอบชาติที่บิดเบือนค่าเงิน – ปล่อยค่าเงินอ่อนเกินไป
- ออกมาตรการลดค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (จะให้แบงก์ชาติอื่นๆ เทขายดอลลาร์มาซื้อทองไหม)
- จำกัดการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีไปจีน และอาจจูงใจชาติอื่นให้ทำตาม
- จูงใจให้โรงงานย้ายกลับมาสหรัฐฯ โดยเฉพาะด้านเทค และยุทธศาสตร์ – น่าประกาศลดภาษีนิติบุคคล
- แบน หรือบีบให้ TikTok ขายให้สหรัฐฯ
- หลังขึ้นภาษีไปสักพัก ค่อยเจรจาให้ชาติต่างๆ นำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ลดภาษีให้เป็นธรรม
- ตอบโต้ชาติที่จำกัดการลงทุนของสหรัฐฯ โดยเฉพาะด้านบริการ เพื่อขยายอิทธิพลของสหรัฐฯ ไปประเทศอื่นๆ
ภาพ: Jim Watson / Getty Images