แบงก์ชาติ เปิดแผนสกัด ‘เงินเทา’ ปี 2570 จ่อปราบทุนเทาใช้เงินสด ฟอกเงินผ่าน ‘วิลล่า-รถหรู’ พร้อมเตรียมห้ามซื้อขายทองคำด้วย ‘เงินสด’ เกิน 10 ล้านบาท https://thestandard.co/bot-anti-money-laundering-plan/ แบงก์ชาติ เปิดแผนสกัด ‘เงินเทา’ ปี 2570 จ่อปราบทุนเทาใช้เงินสด ฟอกเงินผ่าน ‘วิลล่า-รถหรู’ พร้อมเตรียมห้ามซื้อขายทองคำด้วย ‘เงินสด’ เกิน 10 ล้านบาท th-TH แบงก์ชาติ เปิดแผนสกัด ‘เงินเทา’ ปี 2570 จ่อปราบทุนเทาใช้เงินสด ฟอกเงินผ่าน ‘วิลล่า-รถหรู’ พร้อมเตรียมห้ามซื้อขายทองคำด้วย ‘เงินสด’ เกิน 10 ล้านบาท https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/10/bot-anti-money-laundering-cover.jpg https://thestandard.co/bot-anti-money-laundering-plan/ 2026-10-29 19:33:03
แบงก์ชาติ เปิดแผนสกัด ‘เงินเทา’ ปี 2570 จ่อปราบทุนเทาใช้เงินสด ฟอกเงินผ่าน ‘วิลล่า-รถหรู’ พร้อมเตรียมห้ามซื้อขายทองคำด้วย ‘เงินสด’ เกิน 10 ล้านบาท

แบงก์ชาติ เปิดแผนสกัด ‘เงินเทา’ ในปี 2570 ห้ามซื้อขายทองคำด้วย ‘เงินสด’ เกิน 10 ล้านบาท ยกระดับเกณฑ์คุมเข้มร้านแลกเงิน (Money Changer) เพื่ออุดช่องโหว่ฟอกเงินข้ามชาติ พร้อมเตือนทุนเทาปีหน้าใช้เงินสดไม่ง่าย! จ่อสั่งแบงก์ห้ามรับฝากเงินสดมูลค่าสูง ที่ตรวจสอบที่มาของเงินไม่ได้ สกัดการฟอกเงินผ่านวิลล่า-รถหรู

 

 
 

วันนี้ (29 ตุลาคม) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน Governor Connect: A Year in Review, Moving Forward โดยเปิดแผน ‘สกัดเงินเทา’ ในปี 2570 หลังมาตรการสกัดเงินเทาที่ออกไปในปี 2569 ประสบผลสำเร็จ ดังนี้

 

เตรียมกำกับการซื้อขายทองคำด้วย ‘เงินสด’ เกิน 10 ล้านบาท ภายในพฤศจิกายน 2569 โดยเตรียมห้ามการซื้อขายทองคำด้วยเงินสดเกิน 10 ล้านบาท แต่ต้องซื้อขายด้วยการโอนเงินผ่านระบบการชำระเงิน (เพิ่มเติมจากมาตรการปัจจุบันที่ กำหนดวงเงินการซื้อหรือขายทองคำออนไลน์ ไม่เกินด้านละ 50 ล้านบาทต่อคนต่อแพลตฟอร์ม)

 

นอกจากนี้ ยังเตรียมยกระดับธุรกิจ Money Changer ภายในมกราคม 2570 โดยเตรียมยกระดับเกณฑ์การกำกับดูแลและรายงานข้อมูลของผู้ประกอบการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เพื่อป้องกันการใช้เป็นช่องทางฟอกเงินสีเทา

 

ส่งสัญญาณเตือนปีหน้า! ธุรกิจรับเงินสดไม่ง่าย เล็งสกัดฟอกเงินผ่านรถหรู-วิลล่าหรู

 

นอกจากนี้ วิทัยยังกล่าวต่อว่า ในด้านปราบทุนเทา ธปท.เตรียมออกมาตรการป้องกันการฟอกเงินผ่านรถหรู รถเก่า อสังหาริมทรัพย์ และวิลล่าหรู โดยเบื้องต้น วางแผนจะห้ามธนาคารรับฝากเงินสดมูลค่าสูง ที่ตรวจสอบที่มาของเงินไม่ได้ หลังพบว่ามีการใช้เงินสด 100-200 ล้านบาท ในการซื้อรถหรู และวิลล่า ราคาแพง

 

“ในปีหน้า กำลังคิดถึงเรื่องที่มันไกลกว่า เนื่องจาก ตอนนี้ใครทำธุรกิจค้าขายด้วยเงินสด ไม่ต้องแสดงเอกสารอะไร ไม่ต้องทำอะไร แต่ในปีหน้า ต่อไปใครขนเงินใส่รถกะบะไปซื้อวิลล่าที่ภูเก็ต 100 ล้านบาท 200 ล้านบาท แม้ธปท.อาจจะไม่มีอำนาจห้ามให้บริษัทอสังหาฯ ซื้อขายด้วยเงินสด แต่ ธปท.กำลังคิดว่า จะห้ามให้แบงก์ไม่ให้รับฝากเงิน” วิทัยกล่าว

 

ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา ธปท.ได้ออกมาตรการปราบเงินเทาและคอร์รัปชัน ผ่านระบบการเงิน เช่น การกำกับธุรกรรมเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาท ขึ้นไป ซึ่งพบว่าหลังออกมาตรการมูลค่าการถอนเงินสดลดลงกว่า 57% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2569 การกำหนดให้ร้านทองต้องรายงานข้อมูลเมื่อมีการถอนทองคำ (Physical Gold) ตั้งแต่ 2 กิโลกรัมต่อวัน ส่งผลให้ธุรกรรมดังกล่าวลดลงกว่า 85% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2569 ตลอดจนได้จัดทำ Framework for Safeguarding the Financial Sector from Illicit Activities และผลักดัน Bangkok Blueprint ร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ในงานประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ที่ผ่านมา

 

เปิดแผนงานสำคัญ ‘ธปท.’ ในยุคผู้ว่าฯ วิทัย ปี 2570

 

นอกจากนี้ วิทัยยังเปิดแผนงานสำคัญปี 2570 ธปท. จะให้ความสำคัญมากขึ้นใน 3 เรื่อง ได้แก่

 

(1) การแก้หนี้ครัวเรือน

 

(2) การเข้าถึงสินเชื่อ SMEs ได้แก่ SMEs Credit Portal กลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ และ Alternative Data Exchange รวมถึงการเพิ่มการแข่งขัน

 

(3) การกำกับดูแล Non-bank ทุกประเภท ทั้งกลุ่มที่ปล่อยสินเชื่อ (Non-bank Lending) กลุ่มบริการชำระเงิน (Payment) และกลุ่มที่ดำเนินการเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน (อาทิ Money Changer/Money Transfer) และกลุ่มอื่น ๆ (บริษัทบริหารสินทรัพย์ : AMC) เพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินให้ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจาก Non-bank มีขนาดใหญ่ขึ้น รูปแบบการประกอบธุรกิจมีความซับซ้อนขึ้น และมูลค่าสินเชื่อเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

ปรับโครงสร้างองค์กร ธปท. ครั้งใหญ่ ตั้งสายงานกำกับ Non-Bank

 

เพื่อกำกับดูแล Non-bank วิทัยเปิดเผยว่า ได้ปรับโครงสร้างองค์กร ธปท. ครั้งใหญ่ในรอบหลาย 10 ปี โดยจัดตั้ง สายงานกำกับ Non-Bank ขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งมี ‘ดารณี แซ่จู’ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพระบบการชำระเงินและกำกับบริการทางการเงิน ดูแล ครอบคลุมธุรกิจสินเชื่อ 5–6 ประเภท ธุรกิจบริการชำระเงิน (Payment) 9 ประเภท Money Changer และ Money Transfer

 

“ตั้งแต่ปี 2540 ธปท.เน้นการตรวจสอบและกำกับสถาบันการเงินที่รับฝากเงิน ในช่วงที่แบงก์ล้ม ทำให้คืนเงินฝากไม่ได้ ส่วนการตรวจสอบ Non-Bank ก็จะมีบ้าง ในสเกลที่จำกัด และกระจัดกระจายอยู่หลายหน่วยงานในแบงก์ชาติ”

 

“ดังนั้น ปัจจุบัน จึงรวมทั้งหมดเข้ามาด้วยกัน ผ่านปรับโครงสร้างครั้งแรกของแบงก์ชาติในรอบหลายสิบปี เพราะตามกฎหมายมีรองผู้ว่าฯ ได้แค่ 3 คน ธปท.จึงยุบตำแหน่งรองผู้ว่าฯ ด้านบริหาร แล้วสร้างเป็นตำแหน่ง รองผู้ว่าฯ ด้าน Non-Bank แทน”

]]>
เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ Voter แต่ละกลุ่มเลือกพรรคไหน? https://thestandard.co/us-midterm-election-voter-preferences/ เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ Voter แต่ละกลุ่มเลือกพรรคไหน? th-TH เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ Voter แต่ละกลุ่มเลือกพรรคไหน? https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/10/us-midterm-election-voter.jpg https://thestandard.co/us-midterm-election-voter-preferences/ 2026-10-29 19:27:45
เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ Voter แต่ละกลุ่มเลือกพรรคไหน?

ศึกเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พฤศจิกายน จะเป็นอีกการเลือกตั้งสำคัญ ที่อาจตัดสินว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะยังมีอำนาจมากน้อยเพียงใดในช่วงเวลาที่เหลือของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าพรรครัฐบาลรีพับลิกันของทรัมป์ หรือพรรคเดโมแครต จะได้คุมอำนาจสภาคองเกรส ซึ่งประกอบไปด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา และมีหน้าที่ในการร่างกฎหมายและควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลกลาง

 

จากการสำรวจโดยศูนย์วิจัย Pew Research Center ที่จัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 28 กันยายน ถึง 4 ตุลาคม พบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันส่วนใหญ่มีแนวโน้มสนับสนุนผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตมากกว่าพรรครีพับลิกัน ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยมีคะแนนนำอยู่ที่ 44% ต่อ 36%

 

ขณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 2 ใน 10 คนระบุว่า จะเลือกผู้สมัครจากพรรคทางเลือกอื่น หรือยังไม่ตัดสินใจ

 

ผลสำรวจนี้ยังแสดงให้เห็นว่า ชาวอเมริกันแต่ละกลุ่ม ตัดสินใจที่จะลงคะแนนให้พรรคใด โดยแบ่งตาม เพศ เชื้อชาติ อายุ ระดับการศึกษา และสังกัดพรรคการเมือง

 


 

ภาพอินโฟกราฟิกผลสำรวจการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ พร้อมธงชาติสหรัฐฯ 1

 

อ้างอิง:

 

]]>
ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ติงเครดิตบูโรคิดค่าธรรมเนียมแพง กำไรปีละ 380 ล้านบาท จ่อออกมาตรการหั่นค่าตรวจ-เช็กฟรีปีละ 2 ครั้ง ลดภาระต้นทุนประชาชน https://thestandard.co/bot-cut-ncb-credit-fee/ ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ติงเครดิตบูโรคิดค่าธรรมเนียมแพง กำไรปีละ 380 ล้านบาท จ่อออกมาตรการหั่นค่าตรวจ-เช็กฟรีปีละ 2 ครั้ง ลดภาระต้นทุนประชาชน th-TH ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ติงเครดิตบูโรคิดค่าธรรมเนียมแพง กำไรปีละ 380 ล้านบาท จ่อออกมาตรการหั่นค่าตรวจ-เช็กฟรีปีละ 2 ครั้ง ลดภาระต้นทุนประชาชน https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/10/bot-cut-ncb-credit-cover.jpg https://thestandard.co/bot-cut-ncb-credit-fee/ 2026-10-29 19:19:56
ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ติงเครดิตบูโรคิดค่าธรรมเนียมแพง กำไรปีละ 380 ล้านบาท จ่อออกมาตรการหั่นค่าตรวจ-เช็กฟรีปีละ 2 ครั้ง ลดภาระต้นทุนประชาชน

วันนี้ (29 ตุลาคม) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน GovernorConnect: A Year in Review, Moving Forward ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งครบรอบ 1 ปี โดยระบุว่า ธปท.เตรียมออกมาตรการลดค่าตรวจเครดิตบูโร โดยเตรียมเปิดทางให้สามารถจตรวจเช็กเครดิตบูโรได้ ฟรี 2 ครั้งต่อปี หวังลดภาระต้นทุนประชาชนในการขอสินเชื่อ

 

โดยคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะออกได้ภายในธันวาคมนี้ เนื่องจากปัจจุบัน อยู่ในระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นอยู่ (Hearing)

 

วิทัยอธิบายต่อว่า บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) ก่อตั้งโดยมีทุนจดทะเบียนราว 250 ล้านบาท และมีกำไรราว 380 ล้านต่อปี 15 ปีที่ผ่านมา กำไรไปแล้ว 3,600 กว่าบาท และผูกขาดเป็นโครงสร้างพื้นฐาน (Core Infrastructure) ของประเทศ ขณะที่ค่าตรวจเครดิตแพงมาก ธปท.จึงต้องการช่วยลดต้นทุน

 

วิทัยยังเปิดเผยอีกว่า ปัจจุบัน หากธนาคารส่งไปตรวจเครดิต จะมีค่าธรรมเนียม 12 บาท ซึ่งนับเป็นอัตราที่แพงมาก แต่หากไม่ได้เป็นสมาชิกจาก 12 บาท จะเพิ่มเป็น 150 บาท ทั้งๆ ที่เป็นข้อมูลเดียวกัน

]]>
ผยง ศรีวณิช ซีอีดฮ KTB และ ณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี ซีอีโอ FSMART คว้า Best CEO Awards 2026 https://thestandard.co/payong-srivanich-ceo-of-ktb-and-narongsak-lertsapthavee/ ผยง ศรีวณิช ซีอีดฮ KTB และ ณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี ซีอีโอ FSMART คว้า Best CEO Awards 2026 th-TH ผยง ศรีวณิช ซีอีดฮ KTB และ ณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี ซีอีโอ FSMART คว้า Best CEO Awards 2026 https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/10/payong-srivanich-ceo-of-cover.jpg https://thestandard.co/payong-srivanich-ceo-of-ktb-and-narongsak-lertsapthavee/ 2026-10-29 19:10:51
ผยง ศรีวณิช ซีอีดฮ KTB และ ณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี ซีอีโอ FSMART คว้า Best CEO Awards 2026

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ วารสารการเงินธนาคาร ประกาศผลรางวัลเกียรติยศแห่งตลาดทุนไทย ‘SET Awards ประจำปี 2569’ ในกลุ่มรางวัล Business Excellence โดย ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) คว้า Best CEO Awards ฝั่ง SET และ ณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี กรรมการผู้จัดการ บมจ.ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส (FSMART) คว้ารางวัลฝั่ง mai ขณะที่ พาชัย จันทร์พิทักษ์ ซีอีโอ บมจ.น้ำมันพืชไทย (TVO) รับรางวัล Young Rising Star CEO Awards ด้านกลุ่ม Sustainability Excellence มี 9 บจ. กวาดรางวัล Supply Chain Management Awards สะท้อนศักยภาพการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานยั่งยืนท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน

 

 
 

แม่ทัพ KTB–FSMART คว้ารางวัล Best CEO Awards

 

การเดินทางของตลาดทุนไทยท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้านต้องการผู้นำองค์กรที่มีวิสัยทัศน์และความยืดหยุ่นในการปรับตัว ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ วารสารการเงินธนาคาร ได้จัดพิธีประกาศผลและมอบรางวัล SET Awards ประจำปี 2569 เพื่อยกย่ององค์กรและผู้บริหารสูงสุดที่มีความโดดเด่นทั้งด้านผลการดำเนินงานทางธุรกิจและการพัฒนาความยั่งยืน

 

ไฮไลต์สำคัญในกลุ่มรางวัล Business Excellence ปีนี้ ตกเป็นของสองผู้นำองค์กรผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการเงินและบริการ:

 

  • ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB): คว้ารางวัล Best CEO Awards ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จากบทบาทการขับเคลื่อนดิจิทัลแบงก์กิ้งและแพลตฟอร์มการเงินระดับประเทศ
  • ณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (FSMART): คว้ารางวัล Best CEO Awards ของตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)
  • พาชัย จันทร์พิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน) (TVO): คว้ารางวัล Young Rising Star CEO Awards ในฐานะผู้นำรุ่นใหม่ที่สร้างการเติบโตอย่างโดดเด่น

 

ตอกย้ำ Trusted Marketplace หนุนห่วงโซ่อุปทานยั่งยืน

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทและผู้บริหารที่ได้รับรางวัล SET Awards ในปีนี้ ถือเป็นต้นแบบสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่มีคุณภาพ สร้างคุณค่าในระยะยาว และคิดค้นนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ซึ่งช่วยตอกย้ำพันธกิจของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการสร้าง “Trusted Marketplace” ผ่านการเสริมศักยภาพผู้ร่วมตลาด (Empowering Market Participants) ในทุกมิติ

 

ด้าน สันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานบรรณาธิการ วารสารการเงินธนาคาร ผู้ร่วมก่อตั้งและคณะทำงานตัดสินรางวัล ระบุว่า ปีนี้มีบริษัทได้รับรางวัลยอดเยี่ยมและรางวัลเกียรติยศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในหมวดนวัตกรรม (Best Innovative Company Awards) และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management Awards) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจไทยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงคุณค่าตลอดทั้งซัพพลายเชนอย่างเป็นรูปธรรม

 

สำหรับโครงสร้างรางวัลในงาน SET Awards 2026 แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก:

 

  1. กลุ่มรางวัล Business Excellence: มี 8 ประเภทรางวัล โดยมีบริษัทได้รับรางวัลเกียรติยศแห่งความสำเร็จ (SET Awards of Honor) 9 บริษัท และรางวัลยอดเยี่ยม 30 บริษัท ครอบคลุม บจ., บล., บลจ., ที่ปรึกษาทางการเงิน, กองทรัสต์ REIT และผู้บริหารสูงสุด
  2. กลุ่มรางวัล Sustainability Excellence: มีบริษัทจดทะเบียนได้รับรางวัล Supply Chain Management Awards รวม 9 บริษัท และมี 15 บริษัทได้รับการเชิดชูเกียรติ Sustainability Recognitions ในวาระพิเศษครบรอบ 10 ปีของรางวัลด้านความยั่งยืน

 

นอกจากนี้ การจัดงานยังนำเสนอแนวคิดผ่าน “ลายเส้นดินสอ” เพื่อสะท้อนการเดินทางและการเติบโตอย่างมั่นคงของตลาดทุนไทย พร้อมส่งต่อคุณค่าสู่สังคมด้วยการนำดินสอสีที่ใช้ตกแต่งภายในงานไปมอบให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลน สอดรับกับวิสัยทัศน์ The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities

]]>
ชำแหละรอยต่อ กทม.-ปภ. ภายใต้วิกฤตน้ำท่วม เมื่อเงินเยียวยากลายเป็นสมรภูมิการเมือง https://thestandard.co/bma-disaster-relief-budget-politics/ ชำแหละรอยต่อ กทม.-ปภ. ภายใต้วิกฤตน้ำท่วม เมื่อเงินเยียวยากลายเป็นสมรภูมิการเมือง th-TH ชำแหละรอยต่อ กทม.-ปภ. ภายใต้วิกฤตน้ำท่วม เมื่อเงินเยียวยากลายเป็นสมรภูมิการเมือง https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/10/bma-disaster-relief-budget.jpg https://thestandard.co/bma-disaster-relief-budget-politics/ 2026-10-29 19:00:47
ชำแหละรอยต่อ กทม.-ปภ. ภายใต้วิกฤตน้ำท่วม เมื่อเงินเยียวยากลายเป็นสมรภูมิการเมือง

สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครอาจคลี่คลายลงไปแล้ว แต่ฝันร้ายของผู้ประสบภัยเพิ่งเริ่มต้นขึ้น เมื่อเส้นทางการรับเงินเยียวยาเต็มไปด้วยขวากหนามและดราม่าทางการเมืองข้ามหน่วยงาน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

จากประเด็นร้อนงบฉุกเฉิน กทม. เหลือเพียง 28 ล้านบาท สู่ข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลบีบบังคับท้องถิ่นให้ร่วมจ่ายเงินสมทบ ลุกลามไปจนถึงเสียงสะท้อนด้วยความน้อยใจจากสภากรุงเทพมหานครว่า “คน กทม. ไม่ใช่คนไทยหรือ?”

 

THE STANDARD พาไปเจาะลึกเบื้องหลังความขัดแย้งที่ถูกฉาบหน้าด้วยคำว่าไร้รอยต่อ ชำแหละปัจจัยความล่าช้าจากคำร้องนับล้านเคส และกางโรดแมปการเยียวยาที่ทุกฝ่ายเดิมพันด้วยความเชื่อมั่นของประชาชน

 

ปฐมบทความขัดแย้ง เมื่อ ‘งบกลางฉุกเฉิน’ เหลือเพียง 28 ล้านบาท

 

ท่ามกลางความพยายามฟื้นฟูเมืองหลังวิกฤตอุทกภัย ประเด็นที่จุดพลุความสนใจให้สังคมหันมาจับจ้องศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) คือสถานะความมั่งคั่ง ของท้องถิ่นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เมื่อมีรายงานว่า งบกลางในหมวดฉุกเฉินของ กทม. ร่อยหรอลงจนเหลือเพียง 28 ล้านบาท ตัวเลขนี้สร้างความตื่นตระหนกและนำมาสู่คำถามตัวโตๆ ว่า กทม. กำลังเข้าสู่สภาวะถังแตก หรือไม่?

 

หากกางโครงสร้างงบประมาณประจำปี 2570 จะพบว่า กทม. มีงบประมาณภาพรวมสูงถึงราว 93,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นงบกลาง ที่อยู่ในอำนาจการบริหารจัดการของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครโดยตรง 1,395 ล้านบาท ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 3 หมวดสำคัญ ได้แก่ งบพัฒนาเมืองด่วน 900 ล้านบาท, งบปัญหาน้ำท่วม 95 ล้านบาท และ งบฉุกเฉินช่วยเหลือภัยพิบัติ 400 ล้านบาท

 

วิกฤตน้ำท่วมที่ผ่านมาบีบให้ กทม. ต้องควักเงินจากงบฉุกเฉินนี้ไปใช้แล้วถึง 372 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นค่าช่วยเหลือบรรเทาทุกข์เบื้องต้น เช่น การจัดซื้อถุงยังชีพและอาหาร 162 ล้านบาท และที่กลายเป็นประเด็นร้อนคือ การดึงเงินอีก 210 ล้านบาท โอนสมทบให้กับรัฐบาลผ่านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ส่งผลให้ตัวเลขในบัญชีเหลือเพียง 28 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ต้องรีบออกมายืนยันว่ากลไกทางการคลังของ กทม. ยังมีความยืดหยุ่น แม้หมวดฉุกเฉินจะเหลือน้อย แต่ในทางปฏิบัติ กทม. สามารถโอนงบข้ามหมวด มาใช้ต่อได้ตามความจำเป็น ประชาชนจึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกทอดทิ้งกลางทาง

 

‘บีบบังคับ’ หรือ ‘ร่วมจ่าย’? ดราม่าเงินสมทบ 510 ล้านบาท

 

จุดแตกหักที่ทำให้เรื่องนี้ลุกลามเป็นดราม่าทางการเมืองระดับชาติ เกิดขึ้นเมื่อ กทม. ต้องร่วมจัดสรรเงินสมทบเยียวยากับ ปภ. รวมเป็นวงเงินสูงถึง 510 ล้านบาท (โดยโอนไปแล้ว 310 ล้านบาท และอยู่ในช่วงหารือเพื่อจัดหาเพิ่มอีก 200 ล้านบาท)

 

สถานการณ์นี้เปิดช่องให้ฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะ สส. จากพรรคประชาชน ออกมาตั้งข้อสังเกตและโยนระเบิดลูกใหญ่ว่า กระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลกำลังบีบบังคับ ให้ กทม. ต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มอีก 200 ล้านบาท พร้อมตั้งเงื่อนไขว่าหากไม่จ่าย รัฐบาลก็จะไม่ยอมปล่อยเงินช่วยเหลือเยียวยาถึงมือประชาชนชาวกรุงเทพฯ

 

ข้อกล่าวหานี้สั่นคลอนภาพลักษณ์รัฐบาลจน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และอธิบดี ปภ. ต้องประสานเสียงปฏิเสธอย่างแข็งขัน โดยชี้แจงว่ากลไกดังกล่าวไม่ใช่การกรรโชกทรัพย์ทางการเมือง แต่เป็นการหารือร่วมกัน ภายใต้หลักการบริหารราชการแผ่นดิน ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งมีศักยภาพและฐานะทางการคลังสูง อย่างเช่น กทม. ที่มีงบเฉียดแสนล้านบาทต่อปี ย่อมต้องร่วมจ่ายตามสัดส่วนความสามารถ

 

อธิบดี ปภ. ยังให้เหตุผลสนับสนุนในมิติของการปฏิบัติงานว่า การนำเงินของ กทม. มารวมเป็นก้อนเดียวแล้วจ่ายผ่าน ปภ. นั้น เป็นไปเพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความสะดวกในระบบธนาคาร เพื่อให้เงินโอนตรงเข้าบัญชีผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วที่สุด

 

หมากเด็ดชัชชาติ แก้ปัญหางบสมทบส่วนที่เหลืออีก 200 ล้าน

 

ในขณะที่พรรคการเมืองสาดโคลนใส่กัน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เลือกใช้ท่าทีทางการทูต โดยยืนยันต่อสาธารณะว่าการทำงานกับรัฐบาลเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ ไร้ความขัดแย้ง และ กทม. ยินดีปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ประชาชนได้เงินเร็วที่สุด พร้อมระบุว่าในอดีต ปภ. ก็เคยควักกระเป๋าช่วย กทม. จ่ายเงินเยียวยามาแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท การร่วมจ่ายครั้งนี้จึงถือเป็นการให้เกียรติและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

 

ทว่า ท่ามกลางรอยยิ้มประสานรอยร้าว ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้ทิ้งหมากเด็ด ในการแก้ปัญหางบสมทบส่วนที่เหลืออีก 200 ล้านบาท โดยเสนอให้รัฐบาลใช้วิธีหักลบกลบหนี้จากยอดเงินที่รัฐบาลค้างจ่าย กทม. อยู่ ข้อเสนอนี้สะท้อนให้เห็นถึงชั้นเชิงในการรักษางบประมาณของท้องถิ่น ขณะเดียวกันก็เป็นการทวงถามความรับผิดชอบจากรัฐบาลส่วนกลางไปในตัว

 

เสียงสะท้อนจากสภาเสาชิงช้า “คน กทม. ไม่ใช่คนไทยหรือ?”

 

แม้ฝ่ายบริหารจะจับมือโชว์ความสามัคคี แต่บรรยากาศในสภากรุงเทพมหานครกลับดุเดือด สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) หลายเขตลุกขึ้นตั้งคำถามอย่างหนักหน่วงต่อวิสัยทัศน์ของผู้ว่าฯ กทม. ว่า เหตุใด กทม. ในฐานะท้องถิ่นจึงต้องยอมจ่ายเงินสมทบ ทั้งที่เม็ดเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้สามารถนำไปพลิกโฉมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ของเมืองได้อีกมาก

 

ความอัดอั้นของตัวแทนคนกรุงพุ่งเป้าไปที่รัฐบาลกลาง ด้วยวาทกรรมที่ว่า “คน กทม. ไม่ใช่คนไทยหรืออย่างไร?” ทำไมเมื่อเกิดภัยพิบัติ รัฐบาลจึงไม่ดูแลคนกรุงเทพฯ อย่างเบ็ดเสร็จเฉกเช่นคนในพื้นที่อื่นๆ

 

นอกจากนี้ ส.ก. ยังรุมจี้ให้มีการรื้อเกณฑ์การประเมินความเสียหาย โดยมองว่าเกณฑ์ที่ใช้อยู่นั้นล้าหลัง ไม่สะท้อนค่าครองชีพและมูลค่าทรัพย์สินในเมืองหลวง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำและกลายเป็นหลุมดำที่สูบเงินสะสมของ กทม. ในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดสภา กทม. ก็มีมติเห็นชอบในหลักการร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2570 วงเงิน 1,139 ล้านบาท เพื่อเร่งอุดรอยรั่ว นำไปจ่ายเยียวยาซ่อมแซมบ้านเรือน ชดเชยการประกอบอาชีพ และค่ารักษาพยาบาลให้จบโดยเร็ว

 

6 ปัจจัย ทำไมเงินเยียวยาคนกรุงถึง ‘ล่าช้า’ กว่าจังหวัดอื่น?

 

ท่ามกลางเสียงบ่นระงมจากผู้ประสบภัยในเมืองหลวงว่าได้รับเงินเยียวยาล่าช้ากว่าต่างจังหวัด ข้อมูลจากทีมบริหาร กทม. ชี้ให้เห็นถึงคอขวด 6 ประการที่เป็นอุปสรรคสำคัญ ได้แก่

 

  1. ขั้นตอนตามมติ ครม. ที่ซับซ้อนกว่า: กทม. เป็นจังหวัดเดียวที่มติ ครม. ระบุให้ต้องดึงงบประมาณตนเองมาร่วมสมทบ ทำให้เกิดกระบวนการทางเอกสาร ทั้งการขออนุมัติงบจากสภาฯ และการทำเรื่องโอนเงินข้ามหน่วยงานเข้าธนาคารออมสิน ซึ่งกินเวลามากกว่าปกติ
  2. คลื่นมนุษย์นับล้านคำร้อง: ปริมาณคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือผ่านแอปพลิเคชัน ทางรัฐ ในพื้นที่ กทม. พุ่งสูงทะลุ 1 ล้านเคส ซึ่งเป็นตัวเลขที่ท้าทายระบบการประมวลผลและกำลังคนอย่างยิ่ง
  3. ความซับซ้อนของที่อยู่อาศัย: บริบทของเมืองหลวงเต็มไปด้วย คอนโดมิเนียม แฟลต บ้านเช่า และบ้าน 1 หลังที่มีประชากรแฝงหลายครอบครัว กทม. จึงไม่อนุมัติการจ่ายเงินแบบ 1 คนต่อ 1 บ้านเลขที่ ได้ทันทีแบบชนบท ต้องมีการตรวจสอบลึกซึ้งเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์
  4. วิกฤตเลนสีเหลือง: คำร้องกว่า 60% หรือประมาณ 600,000 เคส ตกไปอยู่ในกลุ่มเลนสีเหลือง ซึ่งหมายถึงสถานะที่ต้องรอเจ้าหน้าที่ตรวจสอบหลักฐานเพิ่มเติม เช่น หนังสือสัญญาเช่า หรือรูปถ่ายความเสียหายที่ชัดเจน
  5. ข้อพิพาทสิทธิ์-ข้อมูลซ้ำซ้อน: การทุจริตหรือความสับสนเล็กๆ น้อยๆ เช่น การส่งรูปถ่ายซ้ำกัน การที่ผู้เช่าและเจ้าของบ้านแย่งกันยื่นสิทธิ์ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องสวมบททนายความจำเป็น ตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
  6. ภารกิจเคลียร์ขยะ 25,000 ตัน: ในช่วงหลังน้ำลดทันที เจ้าหน้าที่ กทม. ไม่สามารถนั่งโต๊ะอนุมัติเอกสารได้ เพราะต้องลงพื้นที่จัดการขยะชิ้นใหญ่และสิ่งปฏิกูลที่มากับน้ำกว่า 25,000 ตัน เพื่อป้องกันโรคระบาด ก่อนจะถอนกำลังกลับมาเร่งงานเอกสาร

 

สองช่องทางเยียวยา และการเช็คบิลทางกฎหมาย

 

ปัจจุบัน กทม. พยายามเร่งเครื่องสปีดการจ่ายเงินผ่าน 2 ช่องทางหลัก ช่องทางแรกคือ แอปพลิเคชันทางรัฐ สำหรับเงินช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น (อัตรา 5,000 บาท สำหรับกรณีน้ำล้อมบ้าน และ 9,000 บาท กรณีน้ำเข้าบ้าน)

 

ช่องทางที่สองคือ ระบบ Claim Bangkok (claim.bangkok.go.th) ซึ่งล้ำหน้าไปอีกขั้นด้วยการเปิดให้ประชาชนยื่นขอความช่วยเหลือตามมูลค่าความเสียหายจริง เช่น ค่าวัสดุซ่อมบ้าน ค่าอุปกรณ์ประกอบอาชีพ และค่าเช่าบ้านชั่วคราว (3,000 บาท/เดือน) โดยมีชุดนายช่างลงพื้นที่ประเมิน

 

เส้นตายธันวาคม บทพิสูจน์ระบบราชการไทย

 

ภายใต้แรงกดดันรอบทิศ กทม. ได้ขีดเส้นตายกำหนดการทำงานที่ชัดเจน โดยเปิดให้ประชาชนยื่นคำขอและแก้ไขเอกสารได้ถึง 30 พฤศจิกายน 2569 และตั้งเป้าว่าเจ้าหน้าที่นายช่างจะลงพื้นที่ตรวจประเมินความเสียหายจริงผ่านระบบ Claim Bangkok ที่ค้างอยู่ให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์

 

กระบวนการโอนเงินที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2569 ถูกตั้งเป้าว่าจะต้องสะสางและจ่ายเงินให้ครอบคลุมจบครบทุกเคสภายใน เดือนธันวาคม 2569

 

วิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งนี้ ไม่ได้ทิ้งไว้เพียงคราบน้ำและเศษซากความเสียหาย แต่ยังเปลือยให้เห็นถึงโครงสร้างการรวมศูนย์อำนาจ ปัญหาการจัดสรรงบประมาณระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่น รวมถึงการเล่นแง่ทางการเมืองบนความเดือดร้อนของประชาชน

 

หาก กทม. และรัฐบาลสามารถก้าวข้ามดราม่า 510 ล้านบาท และเคลียร์ 1 ล้านคำร้องได้ทันก่อนสิ้นปีตามสัญญา นี่จะเป็นผลงานโบว์แดงที่เรียกศรัทธาคืนมาได้ แต่หากถึงเส้นตายแล้วประชาชนยังต้องชะเง้อรอเงินเยียวยาก้อนประทังชีวิต… วิกฤตศรัทธาระลอกใหม่ที่รุนแรงกว่ามวลน้ำ จะซัดเข้าใส่ทำเนียบรัฐบาลและเสาชิงช้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

]]>
นุนิว ชวรินทร์ ส่งซิงเกิลพิเศษ ‘BORN TO BE’ ถ่ายทอดความเชื่อมั่นในตัวเอง https://thestandard.co/nunew-chawarin-releases-born-to-be/ นุนิว ชวรินทร์ ส่งซิงเกิลพิเศษ ‘BORN TO BE’ ถ่ายทอดความเชื่อมั่นในตัวเอง th-TH นุนิว ชวรินทร์ ส่งซิงเกิลพิเศษ ‘BORN TO BE’ ถ่ายทอดความเชื่อมั่นในตัวเอง https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/10/nunew-chawarin-releases-born-cover.jpg https://thestandard.co/nunew-chawarin-releases-born-to-be/ 2026-10-29 18:49:24
นุนิว ชวรินทร์ ส่งซิงเกิลพิเศษ ‘BORN TO BE’ ถ่ายทอดความเชื่อมั่นในตัวเอง

นับถอยหลังสู่คอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งที่สองของ นุนิว ชวรินทร์ โดยล่าสุดเจ้าตัวได้ส่งซิงเกิลพิเศษ BORN TO BE เพื่อเป็นการอุ่นเครื่องให้กับแฟนๆ ก่อนคอนเสิร์ตที่กำลังจะมาถึง พร้อมมิวสิกวิดีโอเมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา

 

ซิงเกิลพิเศษนี้ยังคงเป็นการร่วมงานกับ แอ้ม อัจฉริยา นักแต่งเพลงมากฝีมือแห่งวงการ ที่รังสรรค์บทเพลงอันทรงพลัง พร้อมถ่ายทอดมุมมองใหม่ๆ ของ นุนิว ชวรินทร์ ผ่านความเชื่อมั่นในตัวเองและเดินหน้าสู่เส้นทางความสำเร็จอย่างมั่นใจ

 

ทางด้านเจ้าของเพลงอย่าง นุนิว ชวรินทร์ เผยว่า “เพลงนี้ใหม่และปลดล็อกบางอย่างมากๆ เพลงพิเศษคอนเซปต์คอนเสิร์ตเริ่ดๆ เป็นอะไรที่ใหม่ๆ ฉีกๆ เก๋ๆ” ซึ่งหลังจากที่ซิงเกิลพิเศษนี้ถูกปล่อยออกมา ก็ได้รับกระแสตอบรับจากแฟนๆ อย่างล้นหลามเพราะถือเป็นการเผยอีกด้านของ นุนิว ให้แฟนๆ ได้สัมผัส ทั้งยังมาพร้อมมิวสิกวิดีโอที่เผยเพอร์ฟอร์แมนซ์สนุกๆ อีกด้วย

 

สำหรับ นุนิว ชวรินทร์ เป็นนักแสดงและศิลปินจากค่าย DOMUNDI ที่สร้างสรรค์ผลงานคุณภาพทั้งผลงานเพลงและงานแสดง รวมถึงคอนเสิร์ตเดี่ยวเต็มรูปแบบครั้งที่สอง NuNew 2nd Concert “Born to be NuNew Concert” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 31 ตุลาคม และ 1 พฤศจิกายน 2026 ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

 

สามารถฟังเพลง BORN TO BE เพื่อเตรียมพร้อมก่อนไปสนุกในคอนเสิร์ตเดี่ยวอย่างเต็มรูปแบบได้แล้วทุกแพลตฟอร์มสตรีมมิง และรับชมมิวสิกวิดีโอทาง YouTube: NuNew Official

 

 

ภาพ: DMD MUSIC

]]>
CL กำลังพิจารณาเซ็นสัญญากับ THE BLACKLABEL https://thestandard.co/cl-in-talks-theblacklabel-exclusive-contract/ CL กำลังพิจารณาเซ็นสัญญากับ THE BLACKLABEL th-TH CL กำลังพิจารณาเซ็นสัญญากับ THE BLACKLABEL https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/10/cl-in-talks-theblacklabel-cover.jpg https://thestandard.co/cl-in-talks-theblacklabel-exclusive-contract/ 2026-10-29 18:42:43
CL กำลังพิจารณาเซ็นสัญญากับ THE BLACKLABEL

CL วง 2NE1 กำลังพิจารณาที่จะเซ็นสัญญาแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ THEBLACKLABEL อันเป็นสังกัดที่อยู่ในเครือ YG Entertainment ที่ก่อตั้งโดย Teddy และ Kush ศิลปินและโปรดิวเซอร์มือทองที่เธอร่วมงานด้วยมานานมากกว่า 10 ปี

 

ข่าวนี้ทำให้แฟนเพลงตื่นเต้นไม่น้อยเพราะหลายคนต่างก็รอคอยรับชมผลงานของ CL ผู้มากความสามารถกันอยู่ หลังจากที่วง 2NE1 กลับมาเซ็นสัญญากับ YG Entertainment ในปี 2024 และได้เดินสายทัวร์คอนเสิร์ตไปทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อมีการรายงานว่าเธอเพิ่งจะเสร็จสิ้นการถ่ายทำมิวสิกวิดีโอตัวใหม่ไปเมื่อไม่นานนี้ โดยเมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา THEBLACKLEBEL ได้ออกมาให้ข้อมูลสั้นๆ ว่า “เรากำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจากับ CL ในการให้เธอเซ็นสัญญาแบบเอ็กซ์คลูซีฟ”

 

ถ้าหาก CL ได้เซ็นสัญญากับ THEBLACKLEBEL จริง ก็จะนับเป็นการเข้าไปอยู่ใต้สังกัดอื่นครั้งแรกของเธอในรอบ 7 ปีในฐานะศิลปินเดี่ยว เพราะหลังจากที่ CL ไม่ต่อสัญญากับ YG Entertainment ในปี 2019 เธอได้เปิดบริษัท Very Cherry เพื่อดูแลผลงานเดี่ยวของตัวเอง ก่อนที่จะเปิดตัวอัลบั้มเต็มชุดแรกนาม ALPHA ออกมาเมื่อปี 2021

 

สำหรับ THEBLACKLABEL เป็นสังกัดก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2016 โดย CL มีความคุ้นเคยกับ Teddy เป็นอย่างดีอยู่แล้ว เพราะเขาอยู่เบื้องหลังการรังสรรค์เพลงฮิตของ 2NE1 มามากมาย ตั้งแต่เพลง Fire, I Don’t Care และ I’m the Best โดยศิลปินในสังกัดปัจจุบันก็มีทั้ง Taeyang สมาชิกวง BIGBANG, ROSÉ วง BLACKPINK, Joen Somi, วง MEOVV และ ALLDAY PROJECT

 

ภาพ: Han Myung-Gu/WireImage

 

อ้างอิง: https://www.allkpop.com/article/2026/10/2ne1s-cl-in-talks-to-sign-an-exclusive-contract-with-teddys-the-black-label

]]>
Jeff Satur ส่งซิงเกิลใหม่ ‘ที่ชอบที่ชอบ’ พร้อมชวน แอลลี่ อชิรญา มาแสดงในมิวสิกวิดีโอ https://thestandard.co/jeff-satur-releases-grief-eaters/ Jeff Satur ส่งซิงเกิลใหม่ ‘ที่ชอบที่ชอบ’ พร้อมชวน แอลลี่ อชิรญา มาแสดงในมิวสิกวิดีโอ th-TH Jeff Satur ส่งซิงเกิลใหม่ ‘ที่ชอบที่ชอบ’ พร้อมชวน แอลลี่ อชิรญา มาแสดงในมิวสิกวิดีโอ https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/10/jeff-satur-releases-grief-cover.jpg https://thestandard.co/jeff-satur-releases-grief-eaters/ 2026-10-29 18:39:53
Jeff Satur ส่งซิงเกิลใหม่ ‘ที่ชอบที่ชอบ’ พร้อมชวน แอลลี่ อชิรญา มาแสดงในมิวสิกวิดีโอ

เจฟ ซาเตอร์ กลับมาพร้อมกับซิงเกิลใหม่ ‘ที่ชอบที่ชอบ (Grief Eaters)’ ซึ่งเป็นผลงานแรกหลังจากเซ็นสัญญากับค่าย Universal Music SEA โดยซิงเกิลนี้เขายังคงมาพร้อมกับเพลงเศร้าที่พูดถึงการพยายามปล่อยมือจากความทรงจำเก่าๆ เพื่อก้าวต่อไป แต่ในขณะเดียวกัน บางครั้งเราก็อาจจะอยากเลือกอยู่กับความทรงจำเก่าๆ อันแสนเศร้า เพราะมันยังคงทำให้เราได้รัก คิดถึง และรู้สึกใกล้ชิดกับคนคนนั้น

 

เขาเลือกใช้คำว่า ‘ที่ชอบที่ชอบ’ ซึ่งเป็นคำที่เราคุ้นเคยกันดี ทั้งในเชิงสถานที่เราอยากอยู่ หรือคำอวยพรให้คนจากไปได้อยู่ในที่ที่ดีและสงบ มาตีความหมายใหม่ให้เป็นการถูกผลักไสให้ไปอยู่ในที่ที่ดีกว่า แต่เขากลับตอบว่าไม่มีที่ไหนที่เขาอยากจะไปมากกว่าตรงนี้ แม้ว่าเขาจะอยู่กับความเศร้าก็ตาม ซึ่งทำให้เห็นถึงเรื่องราวที่มีความซับซ้อนทางอารมณ์และฟังแล้วอินตามได้ไม่ยาก

 

ที่ชอบที่ชอบ (Grief Eaters) ยังเป็นซิงเกิลที่เจฟรับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์และผู้แต่งด้วยตัวเอง ทั้งยังมี Pluviophile มาร่วมเขียนเนื้อเพลงกับเขาเช่นเคย และยังมีเสียงเปียโนสุดพิเศษจากโต๋ ศักดิ์สิทธิ์ ที่มาเสริมอารมณ์ความเศร้าเพิ่มไปอีกระดับ ส่วนมิวสิกวิดีโอก็ยังได้ศิลปินรุ่นใหม่อย่าง แอลลี่ อชิรญา มาร่วมแสดงเรื่องราวของคนสองคนที่มีความทรงจำดีๆ ร่วมกันมากมาย แต่สุดท้ายก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ และต้องรอคอยที่จะได้พบกันใหม่อีกครั้ง ซึ่งแฟนๆ สามารถฟังเพลงนี้ได้ในทุกช่องทางสตรีมมิ่ง และชมมิวสิกวิดีโอสุดอาร์ตได้ทางช่องยูทูบของ Jeff Satur

 

 

ภาพ: Universal Music Thailand

]]>
‘ชัชชาติ’ กางฉากทัศน์อนาคตน้ำ กทม. ชู AI-เทคโนโลยีระดับสากล สแกน DNA ถอดสมการ 3 น้ำ รับมือสภาพอากาศสุดขั้ว https://thestandard.co/chadchart-bangkok-ai-water-management/ ‘ชัชชาติ’ กางฉากทัศน์อนาคตน้ำ กทม. ชู AI-เทคโนโลยีระดับสากล สแกน DNA ถอดสมการ 3 น้ำ รับมือสภาพอากาศสุดขั้ว th-TH ‘ชัชชาติ’ กางฉากทัศน์อนาคตน้ำ กทม. ชู AI-เทคโนโลยีระดับสากล สแกน DNA ถอดสมการ 3 น้ำ รับมือสภาพอากาศสุดขั้ว https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/10/chadchart-bangkok-ai-water-cover.jpg https://thestandard.co/chadchart-bangkok-ai-water-management/ 2026-10-29 18:36:55
‘ชัชชาติ’ กางฉากทัศน์อนาคตน้ำ กทม. ชู AI-เทคโนโลยีระดับสากล สแกน DNA ถอดสมการ 3 น้ำ รับมือสภาพอากาศสุดขั้ว

วันนี้ (29 ตุลาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวปาฐกถาเปิดงาน The Future of Water: AI, Weather Resilience, and Frontier Technologies for Water Security ในหัวข้อ ‘The Future of Water Bangkok’s Water Challenges and Opportunities’ โดยเปิดเผยถึงทิศทางอนาคตการรับมือวิกฤตน้ำของกรุงเทพมหานคร ผ่านการถอดบทเรียนความท้าทายเชิงกายภาพ พร้อมกางแผนนำนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาบูรณาการสร้างระบบบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

 

ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่ต้องเผชิญกับความท้าทายจากสมการ 3 น้ำ ได้แก่ น้ำฝนที่ตกหนักสะสมในพื้นที่ลุ่มต่ำ, น้ำเหนือจากแม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา และน้ำทะเลหนุนจากอ่าวไทย ความเสี่ยงสูงสุดจะเกิดขึ้นเมื่อปัจจัยทั้งสามมาบรรจบกัน

 

จากบทเรียนมหาอุทกภัยปี 2554 กทม. ได้เดินหน้าก่อสร้างคันป้องกันน้ำท่วมความยาวรวม 80 กิโลเมตร ตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกน้อย และคลองมหาสวัสดิ์ โดยยกระดับความสูงคันกั้นน้ำที่ +2.80 ถึง +3.50 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจุดอ่อนริมแม่น้ำไปได้แล้วกว่า 87% ส่วนการจัดการน้ำฝนในเมือง กทม. ได้ใช้ระบบเครือข่ายท่อระบายน้ำ คลอง สถานีสูบน้ำ และอุโมงค์ระบายน้ำทำงานร่วมกัน โดยสามารถแก้ไขจุดเสี่ยงน้ำท่วม 737 จุด (ข้อมูลปี 2565) สำเร็จแล้วกว่า 70%

 

ความท้าทายสำคัญประการต่อมาคือ อิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักรุนแรงและกระจุกตัวในระยะเวลาสั้น เช่น ในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาซึ่งมีปริมาณฝนสะสมสูงเกิน 300 มิลลิเมตรในเวลาเพียงไม่กี่วัน ประกอบกับการเติบโตของเมืองที่เปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ทำให้พื้นที่รองรับน้ำตามธรรมชาติหายไป

 

ขณะเดียวกัน พื้นที่อยู่อาศัยหลายแห่งตั้งอยู่ในบริเวณลุ่มต่ำกว่าระดับคันคลองตามธรรมชาติ ทำให้ต้องพึ่งพาระบบสูบน้ำเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคจากการรุกล้ำริมคลอง และข้อจำกัดด้านงบประมาณในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น โครงการอุโมงค์ระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งวางแผนมาตั้งแต่ปี 2542 จำนวน 13 แห่ง แต่ปัจจุบันก่อสร้างและเปิดใช้งานจริงได้เพียง 5 แห่ง

 

เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดดังกล่าว กทม. ได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่และ AI เข้ามาใช้พยากรณ์ฝนล่วงหน้า 3 ชั่วโมง พร้อมสร้างแบบจำลองคาดการณ์สถานการณ์น้ำท่วม เพื่อสั่งการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำอัตโนมัติ ควบคู่ไปกับการปรับผังเมืองสู่แนวคิด Compact City หรือเมืองกระชับ ซึ่งการพัฒนาอาคารสูงอย่างเป็นระบบจะช่วยให้การสร้างคันกั้นน้ำปกป้องประชาชนทำได้ประหยัดและมีประสิทธิภาพมากกว่าการปล่อยให้เมืองขยายตัวในแนวราบ

 

นอกจากนี้ กทม. ยังนำนวัตกรรมท้องถิ่นอย่างท่อซิ่ง มาเร่งระบายน้ำออกจากชุมชนลุ่มต่ำ พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าเจาะจงพื้นที่ผ่าน Cell Broadcast และ LINE Alert รวมไปถึงการศึกษาโครงสร้างป้องกันน้ำทะเลหนุนระดับสากล เช่น Thames Barrier ของกรุงลอนดอน และ Maeslantkering ของเนเธอร์แลนด์ เพื่อเตรียมรับมือระดับน้ำทะเลอ่าวไทยที่อาจสูงขึ้นในอนาคต

 

สำหรับงานสัมมนาดังกล่าว จัดขึ้นโดย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ MIT Sloan ASEAN Office เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ โดยนำงานวิจัยและนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) มาต่อยอดแก้ไขปัญหาของประเทศไทย มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี Data และ AI ประเมินสถานการณ์น้ำ วางแผนรับมือภัยพิบัติ ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจ รวมถึงยกระดับการตรวจสอบคุณภาพน้ำของประเทศในระยะยาว

]]>
วิเคราะห์เลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐฯ บาดแผลทรัมป์ 2.0 ทำไมโอบามาต้องคัมแบ็ก และอนาคตการเมืองอเมริกา https://thestandard.co/us-midterm-election-trump-obama-analysis/ วิเคราะห์เลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐฯ บาดแผลทรัมป์ 2.0 ทำไมโอบามาต้องคัมแบ็ก และอนาคตการเมืองอเมริกา th-TH วิเคราะห์เลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐฯ บาดแผลทรัมป์ 2.0 ทำไมโอบามาต้องคัมแบ็ก และอนาคตการเมืองอเมริกา https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/10/us-midterm-election-trump-cover.jpg https://thestandard.co/us-midterm-election-trump-obama-analysis/ 2026-10-29 18:21:43
วิเคราะห์เลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐฯ บาดแผลทรัมป์ 2.0 ทำไมโอบามาต้องคัมแบ็ก และอนาคตการเมืองอเมริกา

บททดสอบครั้งสำคัญของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กำลังจะมาถึงในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ กับสมรภูมิการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (Midterm Election) หรือ ‘ตัวชี้วัด’ ทิศทางการเมืองและอนาคตของเขาและพรรครีพับลิกันในช่วง 2 ปีสุดท้ายของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า แม้ทรัมป์จะสามารถกลับมาคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งปี 2024 ได้สำเร็จ แต่การบริหารประเทศตลอดเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา กลับเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความไม่พอใจจากชาวอเมริกัน โดยเฉพาะปัญหาค่าครองชีพที่ยังไม่คลี่คลาย และการบังคับใช้นโยบายตรวจคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวด ขณะที่การตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่านยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาล ทั้งในด้านเศรษฐกิจและนโยบายต่างประเทศ

 

ขณะเดียวกัน พรรคเดโมแครตก็ถูกจับตามองอีกครั้ง โดยเฉพาะการกลับมามีบทบาทของ ‘ผู้มีบารมี’ ภายในพรรคอย่าง บารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ลงสนามช่วยหาเสียงในรัฐมิชิแกน แม้จะพ้นจากตำแหน่งมาเกือบ 10 ปีแล้วก็ตาม

 

การกลับมาของโอบามาทำให้เกิดคำถามว่า พรรคเดโมแครตกำลังเผชิญปัญหาขาดผู้นำที่สามารถเป็นศูนย์รวมทางการเมืองหรือไม่ ขณะที่นักการเมืองคนสำคัญอย่าง เกวิน นิวซอม (Gavin Newsom) ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย, อเล็กซานเดรีย โอคาซิโอ-คอร์เตซ (Alexandria Ocasio-Cortez) และคามาลา แฮร์ริส (Kamala Harris) อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่างก็ได้รับความสนใจในฐานะบุคคลที่อาจมีบทบาทในการกำหนดอนาคตของพรรค ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2028

 

THE STANDARD สนทนากับ ดร.ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ อาจารย์ประจำสาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์บาดแผลสำคัญของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 และสถานการณ์ภายในพรรคเดโมแครต ไปจนถึงฉากทัศน์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้งกลางเทอม โดยเฉพาะหากพรรครีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากในสภาคองเกรส

 

บาดแผลทรัมป์ 2.0 เมื่อผลของนโยบายสวนทางกับความคาดหวัง

 

หากพิจารณาผลงานของทรัมป์ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2025 ดร.ปองขวัญประเมินว่า มีนโยบายสำคัญอย่างน้อย 2 ประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของทรัมป์อย่างมาก ได้แก่ นโยบายตรวจคนเข้าเมือง และการตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่าน

 

ในประเด็นแรก อาจารย์ขยายความว่า ทรัมป์บังคับใช้มาตรการผลักดันผู้อพยพออกจากประเทศอย่างเข้มงวดและรุนแรง แม้จะเข้าใจได้ว่า การควบคุมคนเข้าเมืองจะเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่ทรัมป์ใช้หาเสียงมาโดยตลอด แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วนที่สนับสนุนเขา โดยเฉพาะชาวอเมริกันเชื้อสายฮิสแปนิกหรือลาติน อาจไม่ได้คาดการณ์ว่า รัฐบาลจะดำเนินมาตรการอย่างรุนแรงและกว้างขวางถึงระดับนี้

 

ผลที่ตามมา คือ ความไม่พอใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางกลุ่ม ซึ่งอาจนำไปสู่คะแนนเสียงที่ลดลง หลังฐานเสียงดังกล่าวมีบทบาทสำคัญต่อชัยชนะของทรัมป์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024

 

อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นบาดแผลทางการเมืองของทรัมป์ คือ การตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่าน ซึ่งกลายเป็นความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งในแง่เป้าหมายและทิศทางของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ รวมถึงผลกระทบต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน

 

อาจารย์ปองขวัญมองว่า การตัดสินใจดังกล่าวยังขัดแย้งกับภาพลักษณ์ที่ทรัมป์พยายามสร้างขึ้นในช่วงหาเสียงว่า จะเป็นผู้นำที่ยุติสงคราม หรือหลีกเลี่ยงการนำสหรัฐฯ เข้าไปพัวพันกับสงครามครั้งใหม่

 

นอกจากนี้ อาจารย์ปองขวัญยังวิเคราะห์ว่า แผลทางการเมืองของทรัมป์อีกอย่างหนึ่ง คือ การไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพและการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งเคยเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวอเมริกันจำนวนมากตัดสินใจสนับสนุนเขา

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อทรัมป์กลับมาบริหารประเทศ ปรากฏว่า เขายังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน

 

ทำไมทรัมป์ยังแก้ปัญหาปากท้องไม่ได้?

 

เมื่อถามว่า ทำไมทรัมป์จึงแก้ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของการเลือกตั้งในปี 2024 อย่าง ‘ปัญหาปากท้อง’ ไม่ได้ อาจารย์ปองขวัญเริ่มอธิบายว่า ที่ผ่านมา ทรัมป์ใช้เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างการจ้างงานภายในประเทศหาเสียง ผ่านมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าเพื่อจูงใจให้บริษัทต่างๆ ย้ายฐานการผลิตกลับมายังสหรัฐฯ ควบคู่กับการลดภาระภาษีให้ประชาชน เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้จากเงินทิปสำหรับแรงงานบางกลุ่ม และการส่งเสริมการผลิตน้ำมันภายในประเทศเพื่อลดต้นทุนพลังงาน

 

แต่ปัญหาสำคัญ คือ เครื่องมือทางเศรษฐกิจบางอย่างที่ทรัมป์เลือกใช้อาจสร้างผลกระทบสวนทางกับเป้าหมายการลดค่าครองชีพ ตัวอย่างสำคัญคือมาตรการขึ้นภาษีนำเข้า ซึ่งตามหลักเศรษฐศาสตร์ แนวคิดดังกล่าวมีแนวโน้มทำให้ราคาสินค้าภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนภาษีบางส่วนถูกผลักภาระมายังผู้บริโภค

 

ขณะเดียวกัน ผลประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิต และการสร้างงานภายในประเทศยังเป็นนโยบายระยะยาว อีกทั้งยังไม่มีหลักประกันว่าจะเกิดขึ้นจริง เพราะบริษัทต่างๆ ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบ ทั้งต้นทุนแรงงานที่สูงในสหรัฐฯ ความพร้อมของห่วงโซ่อุปทาน และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า

 

นอกจากนี้ ดร.ปองขวัญยังย้ำว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมปัญหาค่าครองชีพผ่านราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายของครัวเรือน ต้นทุนการผลิต และการขนส่งสินค้าในระบบเศรษฐกิจ

 

“ด้วยเหตุนี้ จึงอาจตั้งคำถามได้ว่า สมมติฐานพื้นฐานของทรัมป์เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนถูกต้องมากน้อยเพียงใด เพราะแม้นโยบายเหล่านี้อาจตอบโจทย์การฟื้นฟูภาคการผลิตและอุตสาหกรรมภายในประเทศในระยะยาว แต่ไม่ได้หมายความว่า จะสามารถลดค่าครองชีพของประชาชนได้ในระยะสั้น” อาจารย์ปองขวัญย้ำ พร้อมชี้ว่า นโยบายของทรัมป์ในบางกรณี อาจกลับทำให้ปัญหาที่เขาสัญญาว่าจะแก้ไขรุนแรงยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

โอบามาคัมแบ็ก เดโมแครตกำลังขาดผู้นำทางจิตวิญญาณหรือไม่?

 

หนึ่งในไฮไลต์ของการหาเสียงเลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐฯ ในโค้งสุดท้าย คือ การกลับมาของผู้มีบารมีในพรรคอย่างโอบามาในรัฐมิชิแกนและรัฐโอไฮโอ พร้อมโจมตีการดำเนินนโยบายทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นกำแพงภาษีและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ก่อนจะทิ้งท้ายวิวาทะเดือด โดยเปรียบเทียบว่า รสนิยมของทรัมป์ในการปรับปรุงทำเนียบขาว เหมือน ซัดดัม ฮุสเซน มาเปิดร้านชีสเค้กแฟกทอรี

 

อนึ่ง ปฏิเสธไม่ได้ว่า การปรากฏตัวของอดีตผู้นำสหรัฐฯ ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า เหตุใดพรรคเดโมแครตจึงยังต้องพึ่งพาเขาในการระดมฐานเสียง หรือสถานการณ์นี้สะท้อนปัญหาการขาดผู้นำที่สามารถเป็นศูนย์รวมของพรรคหรือไม่

 

ในประเด็นดังกล่าว อาจารย์ปองขวัญตอบคำถามว่า พรรคเดโมแครตกำลังประสบปัญหาในการสร้างผู้นำทางการเมืองที่สามารถเป็นตัวแทนของพรรคในระดับชาติได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม การกลับมาของโอบามาก็ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลดังกล่าวเพียงประการเดียว

 

อาจารย์ยกตัวอย่างว่า หากย้อนกลับไปดูการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 จะเห็นว่า พรรคเดโมแครตเผชิญความยากลำบากในการคัดเลือกผู้สมัครที่สามารถสร้างความนิยมและระดมการสนับสนุนจากประชาชนได้อย่างกว้างขวาง

 

เช่นเดียวกับสถานการณ์ขณะนี้ แม้มีนักการเมืองหลายคนได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น เช่น นิวซอม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย หรือ โอคาซิโอ-คอร์เตซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากนิวยอร์ก แต่บุคคลเหล่านี้ยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางมากเพียงพอที่จะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์รวมของพรรค

 

ส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงสร้างภายในพรรคเดโมแครตที่ประกอบด้วยกลุ่มการเมืองหลากหลาย ตั้งแต่กลุ่มสายกลางไปจนถึงกลุ่มก้าวหน้า ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งในเชิงนโยบายและแนวทางทางการเมือง

 

ในทางกลับกัน โอบามายังคงเป็นบุคคลที่มีทุนทางการเมืองสูง สามารถช่วยระดมฐานเสียงและสร้างความกระตือรือร้นให้ผู้สนับสนุนพรรคได้

 

อาจารย์ปองขวัญยังระบุทิ้งท้ายว่า การที่อดีตประธานาธิบดีกลับมาช่วยหาเสียงไม่ใช่เรื่องผิดปกติในการเมืองสหรัฐฯ และไม่ควรใช้เหตุการณ์นี้เป็นหลักฐานเพียงอย่างเดียวในการสรุปว่า พรรคเดโมแครตกำลังเผชิญวิกฤตผู้นำ

 

เลือกตั้งกลางเทอมจะบอกอะไรเกี่ยวกับฐานเสียงอเมริกัน?

 

สำหรับการแข่งขันในระดับรัฐ อาจารย์ปองขวัญมองว่า สิ่งที่น่าสนใจ คือ การเปลี่ยนแปลงของคะแนนเสียงที่อาจเกิดขึ้นแตกต่างกันไปตามพื้นที่และกลุ่มประชากร โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีเชื้อชาติ ระดับการศึกษา และฐานะทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน

 

อาจารย์มองว่า ปัจจัยเหล่านี้อาจช่วยให้เห็นว่า ฐานสนับสนุนของทรัมป์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024

 

อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งกลางเทอมอาจไม่สามารถใช้สรุปการเปลี่ยนแปลงของฐานเสียงอเมริกันในระยะยาวได้โดยตรง เนื่องจากในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ พรรคของประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ มักสูญเสียที่นั่งในการเลือกตั้งกลางเทอม โดยเฉพาะเมื่อประชาชนไม่พอใจผลงานของรัฐบาล

 

นอกจากนี้ การเลือกตั้งในแต่ละเขตยังมีปัจจัยเฉพาะพื้นที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นความนิยมส่วนตัวของผู้สมัคร ผลงานของผู้แทนคนเดิม หรือประเด็นทางการเมืองที่ประชาชนในพื้นที่ให้ความสำคัญ

 

ดังนั้น แม้ผลการเลือกตั้งจะสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของคะแนนนิยมในบางกลุ่ม แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าฐานเสียงของทั้งสองพรรคกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร

 

มิดเทอมสหรัฐฯ 2026 ปูทางเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2028?

 

นอกเหนือจากการแข่งขันเพื่อครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ยังเป็นโอกาสสำหรับนักการเมืองที่สนใจลงสมัครประธานาธิบดีในปี 2028 ผ่านการสร้างสถานะภายในพรรค

 

อาจารย์ปองขวัญย้ำว่า แม้การเลือกตั้งกลางเทอมจะไม่ได้เป็นการแข่งขันโดยตรงของผู้ที่ต้องการลงสมัครประธานาธิบดี แต่ก็เปิดโอกาสให้นักการเมืองเหล่านี้สร้างเครือข่ายสนับสนุน ผ่านการช่วยหาเสียง การระดมทุน และการเพิ่มบทบาททางการเมืองในระดับชาติ

 

สำหรับบุคคลที่น่าจับตามองของพรรคเดโมแครต ดร.ปองขวัญชี้ไปที่ชื่อของ คือ นิวซอม หลังมีบทบาทต่อต้านนโยบายของทรัมป์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกรณีการส่งกองกำลัง National Guard เข้าไปในนครลอสแอนเจลิส ระหว่างการประท้วงต่อต้านนโยบายตรวจคนเข้าเมือง

 

ขณะที่ชื่ออีกคนหนึ่งที่ทิ้งไม่ได้ คือ แฮร์ริส อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ แม้จะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งปี 2024 แต่ยังคงมีฐานสนับสนุนภายในพรรค และเริ่มกลับมามีบทบาทด้วยการเดินสายช่วยหาเสียงให้ผู้สมัครเดโมแครตในหลายรัฐ

 

ขณะที่ฝั่งรีพับลิกัน บุคคลที่ได้รับความสนใจคือ เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดี และมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งต่างมีบทบาทสำคัญในรัฐบาลทรัมป์ โดยเฉพาะแวนซ์ที่มีส่วนช่วยหาเสียงให้พรรครีพับลิกัน

 

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ปองขวัญมองว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าใครจะได้เป็นตัวแทนพรรคในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2028 เพราะการแข่งขันภายในพรรคยังไม่ได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ และผลการเลือกตั้งกลางเทอมอาจส่งผลต่อสถานะทางการเมืองของบุคคลเหล่านี้ด้วย

 

หากรีพับลิกันแพ้ ทรัมป์จะสูญเสียอำนาจในพรรคหรือไม่?

 

มาถึงฉากทัศน์ในทางการเมืองสหรัฐฯ หลังเลือกตั้งกลางเทอม THE STANDARD ตั้งคำถามว่า หากพรรครีพับลิกันพ่ายแก้ จะกระทบอำนาจรัฐบาล รวมถึงบทบาททรัมป์ในการกำหนดทิศทางพรรคมากน้อยเพียงใด

 

ในประเด็นดังกล่าว อาจารย์ปองขวัญอธิบายว่า ผลกระทบของการเลือกตั้งกลางเทอมต่อรัฐบาลทรัมป์จะขึ้นอยู่กับว่าพรรครีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากในสภาใด เช่น ในกรณีที่พรรคเดโมแครตกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร การผลักดันกฎหมายเพื่อสนับสนุนนโยบายของทรัมป์จะทำได้ยากขึ้น

 

ขณะเดียวกัน เดโมแครตยังสามารถใช้อำนาจของสภาในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เช่น การเรียกเจ้าหน้าที่มาให้ข้อมูลหรือการตั้งคณะกรรมการสอบสวน

 

แต่หากเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ด้วย ก็จะยิ่งเพิ่มข้อจำกัดต่อรัฐบาล โดยเฉพาะกระบวนการแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญในฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ

 

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังสามารถใช้อำนาจฝ่ายบริหารผ่านคำสั่งประธานาธิบดี (Executive Orders) ได้เช่นเดิม โดยเฉพาะด้านนโยบายต่างประเทศและการตรวจคนเข้าเมือง แม้จะเผชิญแรงกดดันและการตรวจสอบจากสภาคองเกรสมากขึ้นก็ตาม

 

ส่วนผลกระทบต่ออำนาจของทรัมป์ภายในพรรครีพับลิกัน อาจารย์ปองขวัญมองว่า เป็นอีกประเด็นที่ต้องจับตา เนื่องจากที่ผ่านมา มีสมาชิกพรรคบางส่วนแสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายของทรัมป์ โดยเฉพาะสงครามกับอิหร่านและมาตรการภาษีนำเข้า

 

นั่นหมายความว่า หากรีพับลิกันพ่ายแพ้อย่างหนักในการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็อาจทำให้สมาชิกพรรคบางส่วนเริ่มตั้งคำถามกับแนวทางทางการเมืองของทรัมป์ รวมถึงพยายามรักษาระยะห่างจากประธานาธิบดีในบางประเด็นมากขึ้น

 

อย่างไรก็ดี อาจารย์ปองขวัญย้ำว่า ผลการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายไม่ได้หมายความว่า ทรัมป์จะสูญเสียอำนาจในการกำหนดทิศทางพรรคทันที เนื่องจากเขายังคงมีฐานสนับสนุนสำคัญภายในพรรครีพับลิกัน

 

ด้วยเหตุนี้ ผลการเลือกตั้งวันที่ 3 พฤศจิกายน จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลายด้าน ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างทำเนียบขาวกับสภาคองเกรส ทิศทางการดำเนินนโยบายในช่วง 2 ปีสุดท้ายของรัฐบาลทรัมป์ และการแข่งขันเพื่อกำหนดอนาคตของพรรคการเมืองทั้งสองฝ่ายก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2028

]]>