วานนี้ (1 เมษายน) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยให้มีคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.)
โดยมี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน,, อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และอารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) รวมถึงปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ร่วมเป็นกรรมการ
สำหรับอำนาจหน้าที่ ให้ คตร. มีอำนาจศึกษาหลักเกณฑ์ในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง และเสนอผลการศึกษาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา
รวมทั้งศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคำนวณราคา และกำหนดราคาสำหรับราคาขายส่งหน้าโรง ราคาขายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันฃ โดยเสนอ ครม. พิจารณาภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลบังคับใช้
ท่ามกลางสถานการณ์พลังงานที่ได้รับความสนใจ หลังจากที่ ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ล่าสุดได้ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ถึงแนวคิดเบื้องต้นที่เตรียมนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม คตร. ในวันนี้ (2 เมษายน) เวลา 10.00 น. โดยมุ่งเป้าไปที่การจัดการกับ ‘ค่าการกลั่น หรือ GRM’ ที่มองว่าอยู่ในระดับที่สูงเกินไป
ศ.ดร.พรายพล ระบุว่า ค่าการกลั่นในปัจจุบันจำเป็นต้องได้รับการพิจารณาปรับลดลงเนื่องจากอยู่ในระดับที่สูงเกินไป หากย้อนดูข้อมูลในอดีตช่วงวิกฤตยูเครน จะพบว่าค่าการกลั่นเคยพุ่งสูงไปถึง 5-6 บาทต่อลิตร จากภาวะปกติที่มักจะอยู่เพียง 2-3 บาทต่อลิตรเท่านั้น ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวส่งผลให้โรงกลั่นมีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในลักษณะที่พุ่งสูงเกินผิดปกติ
ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาความผันผวนและสร้างความเป็นธรรม ศ.ดร.พรายพล เตรียมเสนอแนวคิด การกำหนดเพดานสูงสุด (Ceiling) และพื้นต่ำสุด (Floor) ของค่าการกลั่น โดยในฝั่งของเพดานสูงสุด เสนอว่าไม่ควรเกิน 3 บาท

ภาพ : ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.)
ในขณะเดียวกัน กลไกนี้ก็ต้องมี ‘พื้นหรือเพดานขั้นต่ำ (Floor)’ ให้กับผู้ประกอบการด้วย ซึ่งคาดว่าจะนำเสนอตัวเลขไว้ที่ประมาณ 1 บาทกว่า การตั้ง Floor นี้มีขึ้นเพื่อรองรับกรณีที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงจนทำให้โรงกลั่นประสบปัญหาขาดทุนจากสต๊อก (Stock Loss) หรือเผชิญช่วงที่ค่าการกลั่นลดลงอย่างหนัก แนวทางนี้จะช่วยการันตีให้โรงกลั่นไม่ถึงกับต้องแบกรับภาวะขาดทุน
ไม่ต้องตั้งสูตรใหม่ ใช้กลไกปรับตัวเลขหน้าโรงกลั่น
สำหรับกลไกการนำมาใช้จริงนั้น ศ.ดร.พรายพล อธิบายว่า ไม่จำเป็นต้องถอดสูตรหรือเพิ่มสูตรการคำนวณใหม่ใดๆ ทั้งสิ้น กลไกนี้สามารถใช้ร่วมกับวิธีคิดราคาอ้างอิงหน้าโรงกลั่นแบบเดิมได้เลย เนื่องจากค่าการกลั่นนั้นสามารถคำนวณและสะท้อนมาจากราคาหน้าโรงกลั่นอยู่แล้ว
ระบบการทำงานคือ หากค่าการกลั่นคำนวณออกมาแล้วสูงเกินเพดานที่กำหนดไว้ หาก เช่น เกิน 3 บาท ก็จะถูกตัดให้เหลือเพียง 3 บาท ซึ่งจะส่งผลให้ราคาอ้างอิงหน้าโรงกลั่นปรับลดลงตามจำนวนที่ถูกตัดออกไป ในทางกลับกัน หากค่าการกลั่นต่ำกว่า Floor ที่ตั้งไว้ เช่น สมมติกำหนด Floor ไว้ที่ 1 บาท แต่ค่าการกลั่นร่วงลงเหลือ 0.50 บาท) ก็จะมีการขยับตัวเลขชดเชยเพิ่มเข้าไปอีก 0.50 บาท เพื่อให้ได้ครบ 1 บาทตามเกณฑ์ขั้นต่ำ
เมื่อประเมินถึงความเป็นไปได้ที่กลุ่มโรงกลั่นจะยอมรับหลักการนี้ ศ.ดร.พรายพล ให้ความเห็นว่าทางโรงกลั่นไม่น่าจะมีเหตุผลที่จะปฏิเสธ เพราะกลไกนี้เป็นหลักประกันว่าพวกเขาจะไม่ต้องรับภาระขาดทุน ในขณะเดียวกัน ภาครัฐก็สามารถบรรลุเป้าหมายที่ไม่ต้องการให้โรงกลั่นได้กำไรที่มากจนเกินไปเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.พรายพล ย้ำว่านี่เป็นเพียงแนวคิดและข้อเสนอเบื้องต้นที่จะนำไปเสนอในที่ประชุม คตร. เท่านั้น ในท้ายที่สุดแล้ว คณะกรรมการฯ จะมีมติรับข้อเสนอนี้หรือไม่ จำเป็นต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากกรรมการท่านอื่นๆ และตัดสินใจร่วมกันผ่านเสียงโหวตในที่ประชุม
ชี้แจง ‘ค่าการกลั่น’ เป็นเพียงดัชนีราคาน้ำมันดิบมาหักลบกับราคาน้ำมันสำเร็จรูป
ขณะที่ก่อนหน้านี้รุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่-ด้านการพาณิชย์องค์กร รักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่-ด้านธุรกิจปิโตรเคมี บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD WEALTH เพื่อชี้แจง ระบุว่า ประเด็นสำคัญที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมคือ ข้อมูลที่ปรากฏในเผยแพร่กันในสาธารณะ คือ ค่าการกลั่น (GRM) ที่สูงขึ้นจากระดับ 2 บาทต่อลิตร เป็น 6 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นการนำเพียงดัชนีราคาน้ำมันดิบมาหักลบกับราคาน้ำมันสำเร็จรูป โดยไม่ได้รวมค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium) ที่โรงกลั่นต้องซื้อจริงในราคาที่แพงขึ้น เพราะมีค่าพรีเมียมจากภาวะสงคราม (War Premium)
รวมถึงไม่ได้นำค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ต้องใช้ในกระบวนการกลั่นมาคำนวณรวมด้วย ในความเป็นจริง ปัจจุบันต้นทุนค่าพรีเมียมปรับตัวแพงขึ้นถึงประมาณ 4-6 บาทต่อลิตร โดยยังไม่ได้ถูกคำนวณหักออกจาก GRM ที่แสดงตัวเลขว่าอยู่ในระดับสูง ดังนั้นหากนำค่า War Premium มาคำนวณด้วยแล้ว GRM ของโรงกลั่น ก็จะกลับไปใกล้เคียงกับภาวะปกติที่ 2 บาทต่อลิตร ขณะที่การปรับตัวของต้นทุนน้ำมันดิบและราคาผลิตภัณฑ์ที่แพงขึ้นนั้น เป็นไปในทิศทางเดียวกันตามกลไกตลาด

ภาพ: รุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่-ด้านการพาณิชย์องค์กร รักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่-ด้านธุรกิจปิโตรเคมี บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
อีกหนึ่งความซับซ้อนของธุรกิจโรงกลั่นที่คนมักนำมาปะปนกันคือ ระยะเวลาในการบันทึกบัญชีและการจัดหาน้ำมัน (Time Lag) รุ่งนภา อธิบายว่า น้ำมันดิบที่โรงกลั่นตัดสินใจซื้อในเดือนนี้ด้วยราคาส่วนต่าง (Crude premium) ที่แพงขึ้นกว่า 25 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะถูกนำไปกลั่นจริงในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ขณะที่ค่าการกลั่น (GRM) ที่แท้จริงมีส่วนต่างเพียง 5-7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเท่านั้น หากในอีก 2 เดือนข้างหน้า สงครามยุติและราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง โรงกลั่นก็จะต้องขายผลิตภัณฑ์ในราคาตลาดที่ถูกลง ซึ่งจะทำให้โรงกลั่นเผชิญกับสภาวะขาดทุนจากส่วนต่างนี้ทันที
ดังนั้น ตัวเลขผลประกอบการรายเดือนตามหลักบัญชี จึงอาจแสดงภาพว่าเดือนนี้มีกำไรอย่างมาก แต่ในอีก 2-3 เดือนข้างหน้าตัวเลขอาจกลับมาติดลบอย่างหนัก เพื่อลดความสับสน ทางคณะทำงานของกระทรวงจึงเสนอให้โรงกลั่นปรับรูปแบบการรายงานข้อมูล โดยจับคู่ต้นทุนราคาน้ำมันดิบและราคาขายผลิตภัณฑ์ให้ตรงกันในเดือนเดียว (Pricing Month) เพื่อสะท้อนส่วนต่างให้เห็นภาพชัดเจน แม้ว่าตัวเลขนี้จะไม่ตรงกับรอบบัญชีที่มีการซื้อขายและกลั่นจริงก็ตาม

