จากกรณีที่ อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ลงนามแต่งตั้งคณะทำงานร่วม 3 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องค่าการกลั่น (GRM) โดยเฉพาะ ล่าสุด รุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่-ด้านการพาณิชย์องค์กร รักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่-ด้านธุรกิจปิโตรเคมี บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD WEALTH เพื่อชี้แจงถึงโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริงและผลกระทบที่กลุ่มโรงกลั่นกำลังเผชิญ
รุ่งนภา ระบุว่า กลุ่มโรงกลั่น ยินดีและพร้อมให้การสนับสนุนที่ภาครัฐตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ โดยล่าสุด วานนี้ (30 มีนาคม) ผู้ประกอบการโรงกลั่นได้เข้าหารือและชี้แจงข้อมูลกับคณะทำงานที่มีปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกระทรวงการคลังและ คณะกรรมการกฤษฎีกาเข้าร่วมด้วยเรียบร้อยแล้ว
ประเด็นสำคัญที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมคือ ข้อมูลที่ปรากฏในเผยแพร่กันในสาธารณะ คือ ค่าการกลั่น (GRM) ที่สูงขึ้นจากระดับ 2 บาทต่อลิตร เป็น 6 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นการนำเพียงดัชนีราคาน้ำมันดิบมาหักลบกับราคาน้ำมันสำเร็จรูป โดยไม่ได้รวมค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium) ที่โรงกลั่นต้องซื้อจริงในราคาที่แพงขึ้น เพราะมีค่าพรีเมียมจากภาวะสงคราม (War Premium)
รวมถึงไม่ได้นำค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ต้องใช้ในกระบวนการกลั่นมาคำนวณรวมด้วย ในความเป็นจริง ปัจจุบันต้นทุนค่าพรีเมียมปรับตัวแพงขึ้นถึงประมาณ 4-6 บาทต่อลิตร โดยยังไม่ได้ถูกคำนวณหักออกจาก GRM ที่แสดงตัวเลขว่าอยู่ในระดับสูง ดังนั้นหากนำค่า War Premium มาคำนวณด้วยแล้ว GRM ของโรงกลั่น ก็จะกลับไปใกล้เคียงกับภาวะปกติที่ 2 บาทต่อลิตร ขณะที่การปรับตัวของต้นทุนน้ำมันดิบและราคาผลิตภัณฑ์ที่แพงขึ้นนั้น เป็นไปในทิศทางเดียวกันตามกลไกตลาด
อีกหนึ่งความซับซ้อนของธุรกิจโรงกลั่นที่คนมักนำมาปะปนกันคือ ระยะเวลาในการบันทึกบัญชีและการจัดหาน้ำมัน (Time Lag) รุ่งนภา อธิบายว่า น้ำมันดิบที่โรงกลั่นตัดสินใจซื้อในเดือนนี้ด้วยราคาส่วนต่าง (Crude premium) ที่แพงขึ้นกว่า 25 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะถูกนำไปกลั่นจริงในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ขณะที่ค่าการกลั่น (GRM) ที่แท้จริงมีส่วนต่างเพียง 5-7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเท่านั้น หากในอีก 2 เดือนข้างหน้า สงครามยุติและราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง โรงกลั่นก็จะต้องขายผลิตภัณฑ์ในราคาตลาดที่ถูกลง ซึ่งจะทำให้โรงกลั่นเผชิญกับสภาวะขาดทุนจากส่วนต่างนี้ทันที
ดังนั้น ตัวเลขผลประกอบการรายเดือนตามหลักบัญชี จึงอาจแสดงภาพว่าเดือนนี้มีกำไรอย่างมาก แต่ในอีก 2-3 เดือนข้างหน้าตัวเลขอาจกลับมาติดลบอย่างหนัก เพื่อลดความสับสน ทางคณะทำงานของกระทรวงจึงเสนอให้โรงกลั่นปรับรูปแบบการรายงานข้อมูล โดยจับคู่ต้นทุนราคาน้ำมันดิบและราคาขายผลิตภัณฑ์ให้ตรงกันในเดือนเดียว (Pricing Month) เพื่อสะท้อนส่วนต่างให้เห็นภาพชัดเจน แม้ว่าตัวเลขนี้จะไม่ตรงกับรอบบัญชีที่มีการซื้อขายและกลั่นจริงก็ตาม

ภาพ : รุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่-ด้านการพาณิชย์องค์กร รักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่-ด้านธุรกิจปิโตรเคมี บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
ชี้ความเข้าใจผิด ‘โรงกลั่น’ และผู้ค้ามาตรา 7 คือผู้แบกรับภาระกองทุนน้ำมันฯ
รุ่งนภา ยังได้ชี้แจงถึงความเข้าใจผิดครั้งใหญ่ของสังคมที่มองว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนำเงินมาอุ้มโรงกลั่น ความเป็นจริงแล้ว โรงกลั่นและผู้ค้ามาตรา 7 คือผู้แบกรับภาระกองทุนน้ำมัน
กลไกที่แท้จริงคือ โรงกลั่นจะต้องเป็นผู้ขายน้ำมันหน้าโรงกลั่นในราคาที่ถูกลงตามที่รัฐกำหนด โดยต้องควักกระเป๋าจ่ายส่วนต่างต้นทุนไปก่อน เช่น ต้นทุนน้ำมันอยู่ที่ 50 บาทต่อลิตร แต่รัฐให้ขาย 30 บาทต่อลิตร ส่วนต่าง 20 บาทต่อลิตร นั้นโรงกลั่นต้องเป็นคนออกไปก่อน แล้วจึงไปทำเรื่องเบิกคืนจากกองทุนน้ำมันฯ ในภายหลัง
ในภาวะปกติ กองทุนน้ำมันฯ จะใช้เวลาจ่ายเงินคืนโรงกลั่นภายใน 3-6 เดือน ซึ่งเป็นเงินที่รัฐจะคืนให้ภายหลังแบบไม่มีดอกเบี้ย แต่ในช่วงวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ผ่านมา โรงกลั่นต้องแบกรับภาระรอเงินคืนนานกว่า 2 ปี
ดังนั้น เม็ดเงินที่กองทุนน้ำมันฯ ติดลบอยู่ประมาณ 40,000 ล้านบาทในขณะนี้นั้น แท้จริงแล้วคือ ‘เงินของโรงกลั่น’ ที่ภาครัฐค้างชำระอยู่ทั้งสิ้น และในปัจจุบัน รัฐก็ยังคงให้โรงกลั่นแบกรับภาระอุดหนุนราคาอยู่อีกกว่า 10 บาทต่อลิตร
ความเสี่ยงโรงกลั่นขาดสภาพคล่อง บาดแผล 2 ขาที่อาจทำให้น้ำมันขาดแคลน
สถานการณ์ปัจจุบันทำให้กลุ่มโรงกลั่นกำลังเผชิญกับบาดแผล 2 ขา (Double Impact) นั่นคือ
- ต้องนำเงินสดไปอุ้มกองทุนน้ำมันฯ โดยยังไม่ได้เงินคืน
- ต้องใช้เงินสดไปซื้อน้ำมันดิบในต้นทุนที่แพงขึ้นกว่า 2 เท่าพร้อมค่าพรีเมียมมหาศาล
รุ่งนภา เปิดเผยต่อว่า ได้แจ้งไปยังภาครัฐแล้วว่า ขณะนี้โรงกลั่นบางแห่งที่มีฐานะทางการเงินไม่แข็งแรง อาจจะเผชิญกับปัญหาสภาพคล่องตามมาได้ หากโรงกลั่นไม่มีเงินสดไปซื้อน้ำมันดิบเข้ามากลั่น จะส่งผลให้ปริมาณน้ำมันไม่เพียงพอ และผู้ที่จะเดือดร้อนที่สุดคือประชาชน ภาระอีกเรื่องหนึ่ง คือเมื่อรัฐบาลคืนเงินที่ค้างชำระ จะคืนให้เฉพาะ ‘เงินต้น’ เท่านั้น ส่วนภาระ ‘ดอกเบี้ย’ มหาศาลที่เกิดขึ้นระหว่างทาง โรงกลั่นต้องเป็นผู้แบกรับไว้เองทั้งหมด
ชี้ประเด็นภาษี Windfall Tax ต้องเป็นธรรม
สำหรับประเด็นที่มีการเรียกร้องให้เก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) จากโรงกลั่น รุ่งนภา ให้มุมมองว่า หากภาครัฐจะเข้ามาเก็บผลกำไรในช่วงที่ราคาน้ำมันเป็นขาขึ้น ก็ต้องมีคำตอบที่ชัดเจนว่า ในจังหวะที่ราคาน้ำมันลงจนโรงกลั่นขาดทุนหนัก ภาครัฐจะนำเงินมาคืนให้หรือไม่ เพราะโรงกลั่นไม่มีเงินไปจ่าย
บทเรียนจากปีที่มีสงครามยูเครน ชี้ให้เห็นว่าเมื่อนำผลประกอบการมาประเมินรวมทั้งปี ประกอบกับช่วงปลายปีที่ราคาไหลลงอย่างรวดเร็วและภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดี ส่งผลให้กำไรของโรงกลั่นในปีนั้นกลับต่ำกว่าปีปกติเสียด้วยซ้ำ
การจะบังคับใช้กฎหมายลักษณะนี้จึงต้องใช้เวลาพิจารณาอย่างรอบคอบ ต้องสมเหตุสมผล (Reasonable) เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายรวมถึงผู้ถือหุ้นด้วย
รุ่งนภา กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากให้สังคมและทุกฝ่ายเข้าใจกลไกและข้อเท็จจริงของธุรกิจโรงกลั่นอย่างถูกต้อง เพื่อที่ประเทศจะได้ไม่เสียเวลา และสามารถมุ่งเน้นไปที่การดูแลปัญหาเศรษฐกิจในมิติอื่นๆ แทนที่จะนำเรื่องโรงกลั่นมาเป็นประเด็นทางการเมือง

