เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (4 มีนาคม) วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซีย จัดการเจรจากับ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งเดินทางเยือนรัสเซียเพื่อกระชับความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ที่รัฐบาลทหารเมียนมากำลังเผชิญกับการคว่ำบาตรและแรงกดดันจากชาติตะวันตก
นับเป็นการเดินทางเยือนรัสเซียครั้งที่ 4 ของ มิน อ่อง หล่าย ตั้งแต่กองทัพเมียนมายึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของ ออง ซาน ซูจี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 โดยหลังการรัฐประหาร ชาติตะวันตกออกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการเมืองเพื่อตอบโต้การยึดอำนาจ รวมถึงการที่รัฐบาลทหารเมียนมาปราบปรามผู้ต่อต้านรัฐบาล ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตหลายพันคน นำไปสู่ความขัดแย้งภายในประเทศที่ถูกมองว่าเป็นสงครามกลางเมือง
ทั้งนี้ ในการพบกันที่เครมลิน ปูตินกล่าวถึงการค้าระหว่างสองประเทศที่เติบโตขึ้น รวมถึงความร่วมมือในเวทีระหว่างประเทศ พร้อมขอบคุณรัฐบาลทหารเมียนมาที่ส่งลูกช้าง 6 ตัวให้แก่กรุงมอสโก
นอกจากรัสเซียยังมีจีนที่ถือเป็นพันธมิตรสำคัญของรัฐบาลทหารเมียนมา ทั้งสองประเทศให้การสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมามาโดยตลอด โดยเฉพาะในด้านการจัดหาอาวุธ เครื่องบินรบที่ผลิตโดยรัสเซียถูกนำไปใช้ในการโจมตีพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งหลายกลุ่มเป็นพันธมิตรกับกองกำลังต้านเผด็จการ
นอกจากนี้ รัสเซียยังคอยปกป้องรัฐบาลทหารเมียนมาในเวทีระหว่างประเทศ ขณะที่เมียนมาสนับสนุนนโยบายต่างประเทศของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง ทั้งสองประเทศเคยจัดการซ้อมรบร่วมกัน และลงนามข้อตกลงพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ โดยล่าสุดมีการลงนามข้อตกลงเพื่อวางกรอบความร่วมมือในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในเมียนมา รวมถึงการรับรองวุฒิการศึกษาระหว่างกัน
พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ยังแสดงจุดยืนสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน โดย มอร์แกน ไมเคิลส์ นักวิเคราะห์จากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อยุทธศาสตร์ศึกษา (IISS) ในสิงคโปร์ กล่าวว่า “รัสเซียเป็นผู้สนับสนุนหลักของรัฐบาลทหารเมียนมา นอกจากการสนับสนุนทางการทูตและเชิงสัญลักษณ์แล้ว รัสเซียยังมีบทบาทสำคัญในการเสริมขีดความสามารถด้านการรบของรัฐบาลทหาร”
ขณะที่ เนย์ โฟน ลัต โฆษกของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเมียนมา (NUG) ซึ่งเป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหาร ให้ความเห็นกับสำนักข่าว Associated Press (AP) ว่า มิน อ่อง หล่าย กำลังต้องการการยอมรับจากนานาชาติอย่างเร่งด่วน โดยเขาพร้อมแลกเปลี่ยนทรัพยากรของประเทศเพื่อให้ได้มาซึ่งการสนับสนุนเพื่อรักษาอำนาจของตนเอง เขาจึงเดินทางไปยังประเทศที่ยอมรับและให้การช่วยเหลือแก่เขา”
ภาพ: Sputnik / Sergei Bobylyov / Pool via Reuters
อ้างอิง: