“จู่ ๆ มอสโกก็ได้รับของขวัญชิ้นนี้ มันคือเส้นชีวิตของพวกเขา”
เป็นคำกล่าวของ วลาดิเมียร์ มิลอฟ อดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงพลังงานรัสเซียที่สะท้อนถึงสถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อสงครามสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล-อิหร่าน ลุกลามทั่วตะวันออกกลาง นำไปสู่การปิด ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ เส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงพลังงานโลก และบีบให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกาต้องกลับลำระงับมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย เพื่อยับยั้งเศรษฐกิจโลกที่อาจผันผวนรุนแรงจากราคาน้ำมันที่พุ่งทะลุเพดาน
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การตัดสินใจดังกล่าวกำลังเพิ่มอำนาจต่อรองของ วลาดิเมียร์ ปูติน และทำให้รัสเซียกลับมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่กุมชะตากรรมความมั่นคงทางพลังงานอีกครั้ง นับตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครน ขณะที่ยังได้เม็ดเงินมหาศาลไหลกลับไปหล่อเลี้ยงการทำสงครามยูเครนได้อย่างต่อเนื่อง
เหตุใดความขัดแย้งที่ดูเหมือนจะห่างไกลจากชายแดนรัสเซีย อาจเป็นส้มหล่นทางยุทธศาสตร์ที่ปูตินไม่ต้องลงแรงเอง แล้วชัยชนะครั้งนี้จะอยู่กับเครมลินได้นานขนาดไหน?
เปิดรายละเอียดมาตรการระงับคว่ำบาตร ทรัมป์ตกลงอะไรกับปูติน?
เมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา สก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกมายืนยันว่า สหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย โดยเปิดทางให้ประเทศต่างๆ ซื้อน้ำมันรัสเซียได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 11 เมษายน
เบสเซนต์ระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีลักษณะเฉพาะเจาะจงและระยะสั้น เป็นไปเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก และกดราคาน้ำมันไม่ให้สูงเกินไปจากสงครามในตะวันออกกลาง พร้อมยืนยันว่า จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญต่อรัฐบาลรัสเซีย
ขณะที่รัสเซียออกมาแสดงความยินดีกับมาตรการครั้งนี้ โดย คิริลล์ ดมิทรีเยฟ ผู้แทนพิเศษของปูตินออกมากล่าวว่า สหรัฐฯ ได้ยอมรับความจริงแล้วว่า ถ้าไม่มีน้ำมันจากรัสเซีย ตลาดพลังงานโลกไม่สามารถมีเสถียรภาพได้ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ผ่อนคลายมาตรการเพิ่มเติม
ด้าน ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกเครมลินก็ระบุในทิศทางเดียวกันว่า รัสเซียเข้าใจความพยายามของสหรัฐฯ ในการรักษาเสถียรภาพตลาด เท่ากับว่า ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และรัสเซียตรงกัน
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจครั้งนี้เต็มไปด้วยเสียงต่อต้านจากยูเครนและยุโรป โดย โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนโต้แย้งว่า สหรัฐฯ กำลังทำให้รัสเซียแข็งแกร่งขึ้น มีเงินเพิ่มงบประมาณซื้ออาวุธ
ขณะที่ อันโตนิโอ คอสตา ประธานสภายุโรปชี้ว่า การลดมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันจะเพิ่มทรัพยากรให้รัสเซียทำสงครามกับยูเครน
หลังจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022 รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้อดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน ได้ทยอยออกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียอย่างเข้มข้นเพิ่มขึ้นราว 500 รายการ เช่น
- การห้ามส่งออกเทคโนโลยีที่อาจถูกนำไปใช้ผลิตอาวุธ
- การห้ามนำเข้าทองคำและเพชร
- การปิดน่านฟ้าสำหรับเที่ยวบินรัสเซีย
- การคว่ำบาตรกลุ่ม ‘โอลิการ์ช’ หรือมหาเศรษฐีที่ใกล้ชิดเครมลิน พร้อมทั้งอายัดทรัพย์สินในต่างประเทศ
- มาตรการห้ามนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากรัสเซีย
หมีขาวที่กำลังจะตาย: รัสเซียได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรอย่างไร
The Economist และ Politico วิเคราะห์ตรงกันว่า มาตรการผ่อนคลายการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ในครั้งนี้คือ ‘จุดพลิกเกม’ สำหรับปูตินที่มาได้อย่างเหมาะเจาะและตรงเวลา เพราะที่ผ่านมา รัสเซียกำลังอยู่ในสภาวะจนตรอก ภายใต้ทางเลือกระหว่างการผ่อนกำลังทำสงครามยูเครนกับปล่อยให้เศรษฐกิจพังยับเยิน
ต้องอธิบายว่า ก่อนเกิดสงครามอิหร่าน เศรษฐกิจรัสเซียกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และชาติตะวันตกจากสงครามยูเครน โดยเฉพาะในภาคพลังงานที่เป็นเส้นเลือดหลักของรัฐ สะท้อนจากรายได้จากน้ำมันเริ่มลดลงต่อเนื่อง หลังลูกค้ารายใหญ่ในเอเชียอย่างอินเดียและจีนชะลอการซื้อ เพราะเกรงกลัวมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่อบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อย่าง Rosneft และ Lukoil
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ปริมาณส่งออกน้ำมันรัสเซียในเดือนกุมภาพันธ์ลดลงถึง 20% ซ้ำเติมด้วยราคาน้ำมันที่อ่อนตัว ทำให้รายได้จากน้ำมันและก๊าซของรัสเซียหดตัวถึง 44% เมื่อเทียบกับปี 2025 ขณะที่งบประมาณขาดดุลพุ่งแตะ 3.4 ล้านล้านรูเบิลภายในเวลาเพียง 2 เดือน
ภายใต้แรงบีบคั้นดังกล่าว รัสเซียจึงต้องหันไปใช้ ‘กองเรือเงา’ เพื่อหลบเลี่ยงข้อจำกัดทางการค้า เช่น กรณีเรือบรรทุกน้ำมันซาราห์ที่จดทะเบียนในฮ่องกง ปิดสัญญาณติดตามชั่วคราวเพื่อรับน้ำมันรัสเซีย 3 ล็อตนอกชายฝั่งโอมาน ก่อนมุ่งหน้าไปสิงคโปร์ และคาดว่าจะถ่ายโอนต่อให้เรือลำอื่นเพื่อส่งต่อไปยังเอเชีย เช่น จีน
เซอร์เกย์ วาคูเลนโก นักวิจัยอาวุโสจาก Carnegie Russia Eurasia Center อธิบายสถานการณ์ของรัสเซียกับ Politico ว่า แม้เศรษฐกิจยังไม่ถึงขั้นล่มสลาย แต่รัฐบาลต้องเผชิญทางเลือกที่ยาก เช่น ลดรายจ่าย เพิ่มภาษี และการลดงบทางทหารบางส่วน ขณะที่ในหัวของปูติน การยุติสงครามยูเครนไม่เคยอยู่ในทางเลือกก็ตาม
แต่ปรากฏว่า ทุกอย่างเปลี่ยนไปหลังการประกาศของสหรัฐฯ ปรากฏว่า เรือบรรทุกน้ำมันซาราห์หันหัวกลับแล่นสู่อินเดีย โดย The Economist นิยามว่า การเปลี่ยนทิศทางครั้งนี้เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการพลิกฟื้นอุตสาหกรรมพลังงานของรัสเซีย
เพราะเหตุใดรัสเซียจึงได้ประโยชน์จากสงครามอิหร่าน
หลังจากสงครามอิหร่านปะทุขึ้น นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างไม่เป็นทางการ อุปทานน้ำมันโลกหายวับไปกับตาราว 15–20% ทำให้ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว รัสเซียจึงกลับมาถืออำนาจต่อรองและได้เปรียบประโยชน์ด้วย 5 เหตุผลดังต่อไปนี้
- 1. วิกฤตอ่าวเปอร์เซียคือโอกาสของรัสเซีย โดยเฉพาะในการระบายสต็อกน้ำมันจำนวนมหาศาลที่ค้างอยู่กลางทะเล โดยรัสเซียที่จะได้รายได้จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เพราะน้ำมันจากรัสเซียคือทางเลือกที่ดีที่สุด เช่น คุณภาพใกล้เคียงจากน้ำมันของตะวันออกกลาง หรือโรงกลั่นในเอเชียอย่างอินเดียและจีนใช้แทนได้ทันที ขณะที่ความต้องการพุ่งเร็วกว่ากำลังผลิต
- 2. มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ เปิดช่องโหว่ให้ยุโรปแตกแถว เพราะหลายประเทศในยุโรปเริ่มหวาดกลัวต่อภาวะขาดแคลนพลังงาน ทำให้ความพยายามในการโดดเดี่ยวรัสเซียเพื่อลงโทษในสงครามยูเครนเริ่มอ่อนแรงลง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ เอกภาพยุโรปถูกบ่อนเซาะทำลาย โดย The Economist เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ยุโรปรายหนึ่งถึงกับกล่าวว่า ภูมิภาคไม่สามารถทำสงครามสองด้านพร้อมกันได้ คือ ทั้งอิหร่านและรัสเซีย
- 3. รัสเซียมีเวลาหายใจทำสงครามกับยูเครน โดย เซอร์เกย์ วาคูเลนโก อดีตผู้บริหาร Gazprom Neft ประเมินผ่าน The Economist ว่า ทุกๆ 10 ดอลลาร์ของราคาน้ำมัน Brent ที่เพิ่มขึ้นใน 1 เดือน จะทำให้รายได้จากการส่งออกพลังงานของรัสเซียเพิ่มขึ้นราว 2.8 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งประมาณ 1.6 พันล้านดอลลาร์จะไหลเข้าสู่รัฐบาลโดยตรง
เท่ากับว่า งบประมาณของรัสเซียในปี 2026 จะมีเงินไหลเข้ามากขึ้น ทำให้เครมลินมีเวลาหายใจในการทำสงครามกับยูเครน ขณะที่ยังช่วยเพิ่ม GDP ของประเทศโดยอัตโนมัติ
ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่า หากราคาน้ำมัน Brent อยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงที่รัสเซียบุกยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2022 และช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดต่อไป รัสเซียอาจได้รับ ‘ลาภลอย’ เป็นจำนวนที่มากพอจะชดเชยเงินทุนสำรองของธนาคารกลางราว 3 แสนล้านดอลลาร์ที่ถูกตะวันตกอายัดไปในปีเดียวกัน
- 4. จีนร่วมมือกับรัสเซียมากขึ้น สงครามอิหร่านครั้งนี้ทำให้จีนเจอจุดสลบทางพลังงาน คือ การขาดแคลนก๊าซ LNG และน้ำมันจากตะวันออกกลาง สถานการณ์นี้อาจทำให้จีนนำเข้าก๊าซผ่านท่อจากรัสเซีย ซึ่งเชื่อกันว่า โครงการ Power of Siberia 2 อาจกลับมาเป็นที่น่าสนใจอีกครั้ง แม้ก่อนหน้านี้การเจรจาจะติดขัด แต่จีนอาจยอมปรับเงื่อนไขบางอย่าง ที่อาจช่วยเพิ่มโอกาสให้โครงการเกิดขึ้นจริง
- 5. สงครามอิหร่านตัดกำลังสหรัฐฯ ในการช่วยยูเครน Politico มองว่า ยิ่งการสู้รบดำเนินต่อไป สหรัฐฯ ก็ยิ่งใช้ทรัพยากรทางทหารมากขึ้น ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการสนับสนุนยูเครน ท่ามกลางรายงานว่า รัสเซียให้ข้อมูลข่าวกรองแก่อิหร่าน เพื่อช่วยโจมตีเรือรบและเครื่องบินของสหรัฐฯ
‘ทูตพิศาล’ มองรัสเซียได้เปรียบ
ขณะที่ พิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา วิเคราะห์ฉากทัศน์สงครามอิหร่านในรายการ THE STANDARD NOW ว่า รัสเซียคือผู้ชนะและได้ประโยชน์สูงสุดจากสถานการณ์ทั้งหมด เพราะปูตินและทรัมป์ไม่ได้มองว่า อีกฝ่ายเป็นศัตรูต่อกันและกัน แต่มีผลประโยชน์ร่วมกันอยู่ 3 ข้อ
1.รัสเซียกอบโกยรายได้มหาศาลจากวิกฤตพลังงาน รัสเซียรวยขึ้นอย่างมหาศาลจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวพุ่งสูงขึ้น และยังมีข้อตกลงเจรจาซื้อขายน้ำมันมูลค่าอีกหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐตามมา
- 2. รัสเซียได้เปรียบในสมรภูมิยูเครน ทูตพิศาลมองว่า วิกฤตครั้งนี้ทำให้กลุ่มนาโต (NATO) แตกเป็นเสี่ยงๆ ยิ่งเพิ่มโอกาสให้รัสเซียสามารถเผด็จศึกและได้รับชัยชนะในยูเครนตามเงื่อนไขที่ตนเองต้องการได้สูงขึ้น ขณะที่ปูตินอาจใช้จังหวะนี้เข้าไปทำข้อตกลงกับทรัมป์ในประเด็นยูเครน
- รัสเซียเล่นบท ‘ผู้สร้างสันติภาพ’ อดีตทูตไทยประจำสหรัฐฯ เชื่อว่า ปูตินจะเป็นผู้ยื่นมือเข้าไปช่วยดึงทรัมป์ขึ้นจากเหว และช่วยรักษาหน้าทรัมป์เอาไว้ โดยหากทรัมป์ยอมโอนอ่อนในเรื่องยูเครน ปูตินก็จะเป็นคนไปเจรจาขอให้อิหร่านยอมลดราวาศอกลงในจุดที่ทำได้
สงครามอิหร่านอาจเป็นลาภลอยรัสเซีย แต่ไม่แก้วิกฤต
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์เตือนว่า การฟื้นตัวของรัสเซียจากสงครามอิหร่าน อาจเป็นเพียงภาวะชั่วคราวที่ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ เพราะยูเครนยังโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน อีกทั้งยังถูกคว่ำบาตรและมีข้อจำกัดด้านการลงทุน ทำให้รัสเซียมีศักยภาพเพิ่มกำลังการผลิตจำกัด
ปัจจุบัน รัสเซียมีกำลังการผลิตน้ำมันสำรองเพียง 3 แสนบาร์เรลต่อวัน โดยคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับน้ำมันจากอ่าวที่หายไป 10-15 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ยังไม่สามารถเพิ่มการผลิต LNG ได้มากนัก
ทั้งนี้ Politico วิเคราะห์ว่า ยังเร็วเกินไปที่รัสเซียจะประกาศชัยชนะ โดยมิลอฟ อดีตรัฐมนตรีช่วยพลังงานรัสเซียระบุว่า หากต้องการให้เศรษฐกิจเครมลินดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ราคาน้ำมันต้องอยู่ในระดับสูงแบบนี้ประมาณ 1 ปี แต่ถ้าได้ 1-2 เดือน ก็คงไม่ถึงกับกอบกู้เศรษฐกิจ
ส่วน The Economist มองว่า สงครามอิหร่านไม่ใช่ ‘ตัวเปลี่ยนเกม’ สำหรับรัสเซีย เพราะปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่เงิน แต่คือข้อจำกัดทางการทหารและเศรษฐกิจระดับพลเรือน โดยมองว่า ช่องแคบฮอร์มุซมอบประโยชน์ทางด้านพลังงานชั่วคราวเท่านั้น
อ้างอิง:
- https://www.nbcnews.com/world/russia/trump-eases-russian-oil-sanctions-iran-war-prices-ukraine-europe-rcna263310
- https://www.washingtonpost.com/business/2026/03/12/russian-oil-sanctions-lifted-iran/
- https://www.politico.eu/article/why-vladimir-putin-is-the-biggest-winner-from-the-war-in-iran/
- https://www.economist.com/europe/2026/03/13/vladimir-putin-enjoys-a-huge-windfall-from-the-iran-war


