ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานระดับโลก โดยเฉพาะในด้านพลังงาน โดย GGC เล็งจับมือกลุ่ม ปตท. ชงรัฐบาลใช้สูตรน้ำมัน B10-B20 ที่ประเทศไทยผลิตได้ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน
กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เปิดเผยในงานแถลงนโยบายและแนวทางการดำเนินธุรกิจ ปี 2569 ระบุว่า ปัญหาสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายของบริษัท เนื่องจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกหรือระบบโลจิสติกส์ เป็นสิ่งที่ GGC คาดการณ์และติดตามอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ในขณะเดียวกัน แม้การยกเลิกการสนับสนุนไบโอดีเซล B100 จากกองทุนน้ำมันไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่ผลกระทบก็มีไม่มากนัก เนื่องจากการอุดหนุนของรัฐบาลอยู่ในระดับเพียงประมาณ 50 สตางค์เท่านั้น
ชู ‘ไบโอดีเซล’ พลังงานบนดิน ทางรอดในวิกฤตสงคราม
ล่าสุด GGC วันนี้ (4 มีนาคม) ได้หารือกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทซึ่งเป็นบริษัทในเครือ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เพื่อเตรียมข้อนำเสนอแนวทางต่อรัฐบาลในการนำเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลจากปัจจุบัน 5% (B5) เป็น 10% (B10) ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพสามารถไปได้ถึง 20% (B20) ซึ่งจะสามารถช่วยลดการนำเข้าน้ำมันของรัฐบาล และจะช่วยรักษาสมดุลของอุปทานน้ำมันปาล์มในประเทศได้อย่างพอดี เนื่องจากผลผลิตปาล์มครึ่งหนึ่งถูกใช้เพื่อการบริโภค และอีกครึ่งหนึ่งใช้ในภาคพลังงาน
ทั้งนี้ มองว่าวิกฤตความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นโอกาสสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยมีความโดดเด่นด้านทรัพยากรที่ถือเป็น น้ำมันบนดิน นั่นคือพลังงานสะอาด (Green Energy) อย่างไบโอดีเซลที่ผลิตจากปาล์มน้ำมัน ปัจจุบันไทยนำเข้าน้ำมันดิบในปริมาณสูงถึงราว 100 ล้านบาร์เรล ซึ่งในจำนวนนี้ถูกนำมาผลิตเป็นน้ำมันดีเซลถึง 30-40%
โดยมีความเสี่ยงที่น่ากังวลคือ ราว 50% ของน้ำมันที่ใช้ในประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางและต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหากเกิดปัญหาการขนส่งจนราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อประเทศ กฤษฎาเสนอว่า หากประเทศไทยปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลจากปัจจุบัน 5% (B5) เป็น 10% (B10) หรือขยับไปที่ 20% (B20) จะสามารถช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลลงได้ 10-20% ซึ่งจะช่วยประหยัดเม็ดเงินนำเข้าประเทศได้สูงถึง 25,000 ล้านบาท โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นในระดับเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลขึ้นไปซึ่งการใช้การนำไบโอดีเซล มาใช้ผสมจะมีความคุ้มค่ามากขึ้น
อีกทั้งจะช่วยยืดระยะเวลาความมั่นคงทางพลังงานแล้ว ยังช่วยพยุงภาคการขนส่งให้เดินหน้า ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศเดินหน้าต่อไปได้ เนื่องจากผลผลิตปาล์มครึ่งหนึ่งถูกใช้เพื่อการบริโภค และอีกครึ่งหนึ่งใช้ในภาคพลังงาน
ทั้งนี้ ท่ามกลางภาพรวมอุตสาหกรรมที่กำลังการผลิตไบโอดีเซล (B100) ของทั้งตลาดมีอัตราการใช้ (Utilization Rate) เฉลี่ยเพียง 30% แต่ กฤษฎา เผยว่า ในปีที่ผ่านมา GGC สามารถรักษาอัตราการใช้กำลังการผลิต B100 ได้สูงถึงกว่า 50% หรือประมาณ 5 แสนตันต่อปี โดยปัจจัยสำคัญมาจากการบริหารจัดการ (Optimization) ภายในกลุ่ม ปตท. ผนวกกับความสามารถในการผลิตด้วยต้นทุนที่ดีกว่า ทำให้พันธมิตรและโรงกลั่นอื่นๆ เลือกที่จะสั่งซื้อจากบริษัท ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาและบริหารจัดการกำลังการผลิต B100 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แนะภาครัฐต้องมองภาพรวมทั้งอีโคซิสเต็ม
กฤษฎาเน้นย้ำว่า การสนับสนุนของภาครัฐต้องมองภาพรวมทั้งอีโคซิสเต็ม ไม่ใช่เพียงการพยุงราคาให้สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว ปัจจุบันต้นทุนผลปาล์มของไทยสูงมากเพราะให้ผลผลิตต่อไร่ (Yield) ต่ำ เฉลี่ยเพียง 3 ตันกว่าต่อไร่ และมีอัตราการสกัดน้ำมันเพียง 18% เทียบกับอินโดนีเซียและมาเลเซียที่ทำได้ถึง 4-5 ตันต่อไร่ เมื่อต้นทุนพุ่งไปถึง 3-4 บาท เกษตรกรจึงเรียกร้องให้ประกันราคาที่ 6-7 บาท ซึ่งเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายแต่ไม่ยั่งยืน
สิ่งที่ GGC ลงมือทำแล้วคือการลงพื้นที่ส่งเสริมเกษตรกรให้ปรับวิธีปลูกและนำของเสียจากโรงงานมาใช้ประโยชน์ จนสามารถดันผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 4 กว่าตัน และบางรายทำได้สูงสุดถึง 7 ตันต่อไร่ หากผลผลิตดีขึ้น ต้นทุนของเกษตรกรจะลดลงเหลือเพียง 2 บาทกว่า และหากขายได้ในราคา 4-4.50 บาท เกษตรกรจะมีกำไรเพิ่มขึ้นเท่าตัว วิธีนี้จะดึงต้นทุน B100 ลงมาอยู่ระดับ 20 กว่าบาทต่อลิตร ทำให้สามารถแข่งขันกับน้ำมันฟอสซิลได้ โดยไม่กระทบราคาขายปลีกหากน้ำมันดีเซลทรงตัวระดับ 30 กว่าบาทต่อลิตร

กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC
เร่งปรับโครงสร้าง ‘นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์’ ปลดล็อกผลขาดทุน
สำหรับความคืบหน้าของ โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ (NBC) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่กดดันผลประกอบการมาตลอด 3 ปี เนื่องจากตลาดเอทานอลอยู่ในภาวะซบเซาอย่างหนัก กฤษฎาเปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทกำลังเดินหน้ากลยุทธ์หลักคือการปรับโครงสร้างโครงการ (Restructure) แม้จะมีกระบวนการที่ต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการและใบอนุญาตต่างๆ แต่คาดว่าจะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ภายในปีนี้
เมื่อเจาะลึกถึงรายละเอียด ปัจจุบันการก่อสร้างทั้งเฟส 1 และเฟส 2 ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยในเฟส 2 เริ่มมีการรับรู้รายได้จากการขายสาธารณูปโภค (Utility) แม้ช่วงที่ผ่านมาปริมาณการขายจะยังไม่สูงนัก เนื่องจากพาร์ตเนอร์หลักอย่าง NatureWorks มีการเลื่อนกำหนดการดำเนินงานออกไป แต่ในปีนี้ NatureWorks ได้เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการทดลองเครื่องจักรสำหรับผลิตพลาสติกชีวภาพ (PLA) แล้ว ซึ่งจะช่วยให้การขายสาธารณูปโภคขยับตัวดีขึ้น
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเด็ดขาด บริษัทยังได้ตัดสินใจ หยุดผลิตเอทานอลชั่วคราว ในปีนี้ เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงจนไม่คุ้มค่ากับราคาขายในตลาด พร้อมเตรียมแผนทรานส์ฟอร์มระยะยาว จากกลุ่มธุรกิจ Bioenergy สู่ Biochemicals อย่างเต็มตัว
โดยมองถึงการนำกำลังการผลิต B100 ที่เหลือไปผลิตเป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำหรับแฟตตี้แอลกอฮอล์ (FA) รวมถึงการเตรียมความพร้อมนำเทคโนโลยีมาปรับปรุงคุณภาพน้ำมันพืชใช้แล้ว (Treated UCO) เพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมน้ำมันอากาศยานยั่งยืน (SAF) ในอนาคต
GGC ตั้งเป้า EBITDA โตไม่น้อยกว่า 10%
กฤษฎา กล่าวต่อว่า ในปี 2569 ตั้งเป้าหมาย EBITDA ในปีนี้เติบโตไม่น้อยกว่า 10% พร้อมทั้งมีแผนลดค่าใช้จ่ายลงไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท เตรียมงบลงทุน 400 ล้านบาทเพิ่มกำลังการผลิต Fatty Alcohol อีก 10,000 ตัน พร้อมตั้งเป้าผลักดันรายได้จากธุรกิจในกลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Products: HVP) หนุนรายได้รวมเติบโต 20% และวางรากฐาน Carbon Credit เพื่อสร้างข้อได้เปรียบทางธุรกิจในระยะยาว โดยมีเป้าหมาย EBITDA แตะระดับ 1,200 ล้านบาทภายในปี 2573
สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2569 แม้ประเทศไทยและภาคอุตสาหกรรมจะยังคงเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายกำแพงภาษี ความผันผวนของ เศรษฐกิจโลก และราคาพลังงานที่ปรับตัว ตามกลไกตลาด แต่ GGC มีความพร้อม ในการรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และด้วยศักยภาพด้านความยืดหยุ่นทางการเงิน (Financial Resilience) ที่แข็งแกร่ง บริษัทมีการบริหารจัดการ สภาพคล่องอย่างมีประสิทธิภาพ มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง และยังคงรักษาสถานการณ์เป็นบริษัทที่ปราศจากภาระหนี้ (Debt-Free Company) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่รองรับ การเติบโตตามยุทธศาสตร์ระยะยาวของบริษัทฯ
ปรับพอร์ตโฟลิโอ-ลุยเจาะตลาด High Value Products 4 แพลตฟอร์ม
สำหรับธุรกิจปัจจุบัน GGC มีอัตราการใช้กำลังการผลิตแฟตตี้แอลกอฮอล์ (FA) อยู่ที่ราว 70% โดยมีตลาดส่งออกหลักคืออินเดียและจีน รวมถึงตลาดรองอย่างญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และแอฟริกาใต้
บริษัทตั้งเป้าหมายขยายตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (HVP) ให้มีความสมดุลผ่าน 4 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่
- Home & Personal Care: เป็นแพลตฟอร์มหลักที่สร้างรายได้เป็นส่วนใหญ่ในปัจจุบัน
- Pharmaceutical (ยา): ตลาดยังมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก เนื่องจากมีความซับซ้อนในการทำงานร่วมกับโรงพยาบาลและทีมแพทย์
- Cosmetics & Skincare: มุ่งเน้นการผลิตสารออกฤทธิ์ (Active Ingredients) ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ เพื่อไม่ให้ทับซ้อนหรือแข่งกับลูกค้าปลายทางของบริษัทที่ซื้อครีมเบส (Cream Base) ไปใช้อยู่แล้ว
- Coating & Resin: นำเสนอผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ (Low Carbon) ให้กับโรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization)
อีกทั้ง ในปีนี้บริษัทจะเน้นการทำตลาดเชิงพาณิชย์ (Commercial Launch) สำหรับนวัตกรรมที่ซุ่มพัฒนามาปีกว่า เช่น Biocellulose และ Surfactant อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการเจรจากับ แบรนด์ระดับโลก ที่ต้องการบรรลุเป้าหมาย Scope 3 เพราะกลุ่มนี้ต้องการวัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green/RSPO) แต่ในราคาเท่ากับวัตถุดิบปกติที่ไม่ได้รักษ์โลก ซึ่ง GGC กำลังพยายามผลักดันแนวทางแบ่งเบาต้นทุนร่วมกันทั้งซัปพลายเชน เพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่รอดได้

