×

ยิ่งยิงยิ่งจน? อะไรคือ Precise Mass ที่พลิกเกมสงครามอิหร่าน เมื่อโดรนราคาถูกกำลังเขย่าสหรัฐฯ

03.04.2026
  • LOADING...
ภาพโดรนกำลังบินในสมรภูมิ สื่อถึงแนวคิด Precise Mass และสงครามราคาประหยัดที่กำลังเปลี่ยนโฉมการทหาร

ในอดีต ชัยชนะในสนามรบมักถูกผูกขาดโดยมหาอำนาจผู้ครอบครองเทคโนโลยีที่ซับซ้อนและอาวุธยุทโธปกรณ์ราคาแพง ทว่าในปัจจุบัน ภาพจำเหล่านั้นกำลังถูกท้าทายด้วยการปรากฏตัวของ ‘โดรนพิฆาต’ ราคาประหยัด แต่มีขีดความสามารถในการเจาะทะลุระบบป้องกัน และเข้าโจมตีเป้าหมายเป็นฝูงได้อย่างแม่นยำ

 

 
 

นอกจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนแล้ว สมรภูมิในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน คือภาพสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ดีที่สุด หลังสหรัฐฯ ตัดสินใจเปิดตัวโดรน LUCAS ที่พัฒนาขึ้นจากการคัดลอกพิมพ์เขียวโดรน Shahed-136 ของอิหร่าน เพื่อนำมาสู้ศึกในปฏิบัติการมหาพิโรธ (Operation Epic Fury) นับเป็นภาพสะท้อนว่า แม้แต่มหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลกก็ไม่อาจเพิกเฉยต่อพลวัตที่เปลี่ยนไปของสนามรบได้อีกต่อไป

 

ไมเคิล ซี.โฮโรวิตซ์ (Michael C. Horowitz) นักวิชาการอาวุโสด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมจาก Council on Foreign Relations (CFR) วิเคราะห์ว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัยของการทำสงครามแบบ ‘Precise Mass’ หรือแนวคิดการใช้อาวุธราคาถูกที่มีความแม่นยำสูงและทำงานร่วมกันเป็นฝูง ซึ่งกำลังสั่นคลอน ‘เศรษฐศาสตร์แห่งสงคราม’ อย่างรุนแรง จนอาจทำให้ยักษ์ใหญ่ที่มีงบประมาณมหาศาลอย่างสหรัฐฯ ต้องเพลี่ยงพล้ำในสมรภูมิที่วัดกันด้วยต้นทุนและความตาย

 

THE STANDARD ชวนสำรวจเบื้องหลังการปฏิวัติแนวคิดทางทหารครั้งนี้ว่า เหตุใด ‘ปริมาณ’ จึงกลายเป็น ‘คุณภาพ’ รูปแบบใหม่ และสงครามราคาประหยัดกำลังเขียนกติกาโลกขึ้นมาใหม่ได้อย่างไร

 
 

Precise Mass คืออะไร

 
 

ไมเคิล ซี. โฮโรวิตซ์ (Michael C. Horowitz) นักวิชาการอาวุโสจาก CFR ฉายภาพความเปลี่ยนแปลงนี้ผ่านบทความ First Ukraine, Now Iran: A New Era of Drone Warfare Takes Hold โดยชี้ให้เห็นว่า โลกกำลังก้าวข้ามขอบเขตการรบแบบเดิม เข้าสู่ยุคสมัยของ ‘Precise Mass’ อย่างเต็มตัว

 

Precise Mass คือแนวคิดที่เน้นการใช้อาวุธราคาถูก แต่มีความแม่นยำสูงและทำงานเป็นฝูง กล่าวอีกนัยคือ โลกในปี 2026 สู้กันการส่งอาวุธที่แม่นยำและมีจำนวนมหาศาลลงสู่สนามรบ

 

เขายกตัวอย่างว่า ในปฏิบัติการโจมตีอิหร่านระลอกแรก สหรัฐฯ ได้เปิดตัวโดรนพลีชีพเป็นครั้งแรก ซึ่งก็คือโดรน LUCAS ผลิตโดยบริษัท SpektreWorks มีราคาต่อลำราว 5.5 หมื่น ดอลลาร์ (ประมาณ 2 ล้านบาท) ถือว่ามีราคาถูกกว่าขีปนาวุธดั้งเดิมมาก ขณะที่มีระยะปฏิบัติการไกลถึง 800 กิโลเมตร

 

เพนตากอนยอมรับว่า ระบบดังกล่าวถูกพัฒนาแบบย้อนกลับ (Reverse-Engineered) โดยลอกพิมพ์เขียวมาจาก Shahed-136 โดรนพลีชีพแบบเที่ยวเดียว (One-Way Attack Drone) ของอิหร่าน ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อระเบิดตัวเองทันทีเมื่อกระทบเป้าหมาย

 

โฮโรวิตซ์ขยายความว่า ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา สงครามอ่าวคือการเปิดประตูสู่ ‘สงครามอวกาศ’ เพราะเป็นครั้งแรกที่โลกเห็นการใช้ดาวเทียมนำทางขีปนาวุธ และมีระบบ GPS แม่นยำสูงมาช่วยรบ แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นอาวุธราคาแพง (Exquisite Systems) เช่น เครื่องบินรบและเรือดำน้ำ แม้จะมีความแม่นยำสูง เทคโนโลยีดีล้ำ แต่ข้อเสียสำคัญ คือ ราคาแพงมหาศาล ผลิตยาก หากชำรุดก็ใช้เวลานานกว่าจะซ่อมแซมใหม่ได้

 

ทว่าในปี 2026 เกมได้เปลี่ยนไปแล้ว ตั้งแต่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022 เพราะการมาถึงของสงครามดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการมีอยู่ของ AI ที่ทำให้โดรนเลือกเป้าหมายได้เอง สงครามไซเบอร์ที่เน้นการโจมตีจากภายใน ไปจนถึงบทบาทของดาวเทียมเอกชนอย่าง Starlink ที่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของสนามรบยุคใหม่

 

จากเทคโนโลยีล้ำหน้าดังกล่าว โฮโรวิตซ์ชี้ว่า ตัวแปรเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้โลกเข้าสู่ยุค Precise Mass หรือยุคที่อาวุธไม่จำเป็นต้องแพง แต่เน้นความฉลาดบวกกับปริมาณที่มหาศาล จนสามารถทะลวงทุกระบบป้องกันได้

 
 

ทำไมสหรัฐฯ อาจเสียเปรียบในสงครามโดรน

 
 

โฮโรวิตซ์ฉายภาพให้เห็นถึงรอยร้าวในยุทธศาสตร์ความมั่นคงของสหรัฐฯ ที่กำลังถูกสั่นคลอนด้วยโดรนราคาประหยัดในสงครามอิหร่าน ด้วยเหตุผล 3 ปัจจัยดังต่อไปนี้

 

1. วิกฤต ‘กับดักต้นทุน’ กล่าวคือ สหรัฐฯ ในฐานะฝ่ายป้องกันตกเป็นรองอย่างหนักในเชิงเศรษฐศาสตร์ เนื่องจากต้นทุนการทำลายเป้าหมายสูงกว่าราคาของอาวุธศัตรูถึง 5-100 เท่า ปรากฏการณ์นี้ทำให้ชัยชนะในสนามรบอาจแลกมาด้วยความล่มจมทางงบประมาณ

 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ สหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธ Patriiot ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 4 ล้านดอลลาร์ต่อลูก ยิงโดรนที่มีราคาเพียง 3.5 หมื่นดอลลาร์ทิ้ง โดย โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครนถึงกับออกมากล่าวว่า ในสมรภูมิอิหร่านพียง 3 วัน สหรัฐฯ ใช้ Patriot ราว 800 ลูก ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่ากองทัพยูเครนใช้ในสงครามตลอดทั้ง 4 ปีเสียอีก

 

ถึงแม้สหรัฐฯ จะปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบป้องกันราคาย่อมเยาลงมาอย่าง Coyote แต่ต้นทุนต่อการยิงหนึ่งนัดยังสูงถึง 1.25 แสนดอลลาร์ ด้วยเหตุนี้ โฮโรวิตซ์จึงมองว่า สหรัฐฯ จึงให้ความสำคัญกับการบุกทำลายฐานปล่อยโดรนภาคพื้นดินของอิหร่านแทน เพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม

 

2. วิกฤตคลังแสงจากความล่าช้าของการผลิต Patriot ปัญหาใหญ่ที่ตามมาควบคู่มากับเรื่องเงินคือ ‘ปริมาณ’ และ ‘ความเร็ว’ ในการผลิตขีปนาวุธสกัดกั้น

 

โดยทั่วไปแล้ว Patriot ถือเป็นอาวุธที่มีความซับซ้อนสูงและผลิตได้ช้ามาก สวนทางกับโดรนที่ผลิตซ้ำได้ในระดับมวลชน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือในปี 2025 บริษัท Lockheed Martin สามารถผลิตขีปนาวุธ Patriot ได้เพียง 600 ลูกต่อปี แม้จะมีแผนเร่งกำลังการผลิตเป็น 2,000 ลูกในปี 2027 แต่ก็ช้าเกินไปสำหรับสงครามที่กำลังดำเนินอยู่

 

จากจุดนี้ โฮโรวิตซ์ยังเตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ สหรัฐฯ อาจถูกบีบให้ต้องดึงคลังแสงจากภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกมาสำรองใช้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อดุลอำนาจและการคานอำนาจกับจีนในอีกฟากหนึ่งของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

3. การยึดติดยุทโธปกรณ์ราคาสูงจนละเลยการป้องกัน โฮโรวิตซ์ชี้ว่า สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับผลลัพธ์จากการจัดลำดับความสำคัญผิดพลาด เพราะพึ่งพายุทโธปกรณ์ที่เน้นความประณีตและล้ำสมัยมากเกินไป เช่น เครื่องบินรบ F-35 หรือเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ราคาแพง ทว่างบประมาณที่จัดสรรให้กับการพัฒนาอาวุธแบบ Precise Mass กลับมีสัดส่วนไม่ถึง 0.5% ของงบกลาโหมทั้งหมด

 

นอกจากนี้ การคุ้นชินกับการครองอากาศแบบเบ็ดเสร็จมาอย่างยาวนาน ทำให้สหรัฐฯ ละเลยการพัฒนาระบบป้องกันภัยทางอากาศระยะใกล้ (Short-range Air Defense) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรับมือกับฝูงโดรน ส่งผลให้ในปัจจุบัน ฐานทัพและเรือรบของสหรัฐฯ ที่มีมูลค่ามหาศาล กลับต้องตกเป็นเป้านิ่งของโดรนราคาถูกอย่างน่ากังวล

 
 

แก้เกมสงครามโดรน ทำได้หรือไม่

 
 

คำถามสำคัญที่ตามมาคือ ในเมื่อเพลี่ยงพล้ำด้านต้นทุน แล้วสหรัฐฯ จะแก้เกมนี้อย่างไร ด้าน รศ.ดร.สุเจตน์ จันทรังษ์ ประธาน RV Connex บริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศชั้นนำของไทยให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่า ขณะนี้ สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับ ‘สงครามอสมมาตร’ (Asymmetric Warfare) อย่างเต็มรูปแบบ

 

กล่าวคือ สหรัฐฯ ที่มีงบประมาณทางการทหารมหาศาลอยู่ในจุดเสียเปรียบอิหร่าน เพราะต่อให้ขีปนาวุธพาทริออตรุ่นล่าสุดจะสกัดโดรนชาเฮดได้ 100% แต่ในเชิงธุรกิจและการทหาร ความต่างของราคาอาวุธย่อมหมายถึงการขาดทุน ขณะที่เป้าหมายของอิหร่านคือการบีบให้สหรัฐฯ หมดทรัพยากรจากการทำสงคราม

 

จากจุดนี้ อ.สุเจตน์ชี้ว่า สหรัฐฯ ก็เริ่มปรับตัวตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการพัฒนาเรื่องระบบต่อต้านโดรน (Anti-drone) ถือเป็นยุทธวิถีคู่ขนานกับการสร้างโดรน และนำโดรนเข้ามาใช้ในสงครามมากขึ้น เช่น โดรน LUCAS

 

ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลของ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังเดินหน้าโครงการ Replicator หรือโปรเจ็กต์ผลิตโดรนมหาศาลในยุค โจ ไบเดน ต่อ แต่เปลี่ยนชื่อและย้ายไปอยู่หน่วยใหม่ ขณะที่ พีธ เฮกเซท รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ก็ยังก่อตั้งโครงการคู่ขนาน คือ Drone Dominance โดยตั้งเป้าผลิตโดรนโจมตีแบบพลีชีพกว่า 2 แสนลำภายในปี 2027 ถือเป็นท่าทีที่แสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ ตื่นตัวกับเรื่องสงครามโดรนขนาดไหน

 

อย่างไรก็ดี อ.สุเจตน์ตั้งข้อสังเกตว่า สหรัฐฯ ยังไม่ได้เตรียมพร้อมเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับบทเรียนจากยูเครนที่แสดงให้โลกเห็นว่า สามารถตั้งรับและโจมตีรัสเซียจนสงครามยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 4 ก็ตาม

 

อ.ขยายความประเด็นนี้ว่า แม้ในเชิงเทคนิค การพัฒนาโดรนของสหรัฐฯ อาจมีจุดต่างสำคัญจากโดรนอิหร่า เช่น ระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมและเทคโนโลยีที่ซับซ้อนกว่า ซึ่งทำให้ต้นทุนสูงกว่าน แต่ในความเป็นจริง โดรนไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในสงคราม เพราะสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือระบบควบคุม การสื่อสาร และที่สำคัญ คือ ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน

 
 

ยูเครนโมเดล ต้นแบบการพัฒนาโดรนโลก

 
 

ประธานบริษัท RV Connex ชี้ว่า ยูเครนเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับโลกและสหรัฐฯ เพราะในช่วงเริ่มต้นสงคราม ยูเครนแทบไม่มีโดรนทางทหารที่พร้อมใช้งาน แต่เริ่มจากการนำโดรนเชิงพาณิชย์มาปรับใช้ในสนามรบ ก่อนจะพัฒนาอย่างรวดเร็วผ่านความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับกองทัพ

 

กล่าวได้ว่า ลักษณะสำคัญของยูเครนโมเดล คือ การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับเอกชน โดยเอกชนทำหน้าที่ผลิตพัฒนา ส่วนกองทัพใช้งานและให้ข้อมูลย้อนกลับ ทำให้สามารถปรับปรุงคุณภาพได้อย่างรวดเร็ว เช่น กรณียูเครนสามารถพัฒนาอาวุธเวอร์ชันใหม่ได้ภายในเวลา 1 สัปดาห์

 

นอกจากนี้ รศ.ดร.สุเจตน์ย้ำว่า ในสงครามจริง เทคโนโลยีไม่สามารถหยุดนิ่งได้ เช่นในช่วงแรกของสงคราม ยูเครนเคยใช้สัญญาณวิทยุควบคุมโดรน แต่เมื่อรัสเซียพัฒนาระบบรบกวนสัญญาณ (Jamming) ขึ้นมา ยูเครนก็ต้องปรับไปใช้เทคโนโลยีอื่น เช่น การควบคุมผ่านสายไฟเบอร์หรือวิธีใหม่ๆ

 

อ.ขยายความว่า ยูเครนสามารถผลิตโดรนออกมาใช้งานไม่ต่ำกว่า 4 ล้านลำต่อปี แม้จะต้องใช้โดรนหลายลำต่อเป้าหมายหนึ่งเป้า แต่โดยเฉลี่ยแล้ว ยุทธวิถีของยูเครนคุ้มค่ามาก เพราะใช้งบประมาณไม่ถึง 1,000 เหรียญในการสร้างความเสียหายต่อทหารรัสเซีย 1 นาย

 

ขณะที่ยูเครนยังมุ่งเน้นพัฒนาระบบต่อต้านโดรน ตั้งแต่วิธีง่ายที่สุดคือการขึงตาข่ายคลุมป้องกันรถถังในช่วงเริ่มต้นสงคราม ไปจนถึงการใช้โดรนสกัดกั้น (Interceptor Drones) โดยใช้เรดาร์จับตำแหน่งโดรนของศัตรู และส่งโดรนสกัดกั้นที่มีความเร็วระดับสูง เข้าไปบินพุ่งชนหรือระเบิดตัวเองใกล้ๆ เพื่อทำให้โดรนอีกฝ่ายตกลงมา

 
 

มองอนาคตเทรนด์สงครามข้างหน้า อาวุธแพงยังจำเป็นอยู่ไหม

 
 

รศ.ดร.สุเจตน์วิเคราะห์ว่า สงครามอิหร่านมีแนวโน้มจะกลายเป็น ‘สงครามยืดเยื้อ’ เหมือนสงครามยูเครน เนื่องจากโดรนได้กลายเป็นอาวุธที่สามารถผลิตและโจมตีได้อย่างต่อเนื่อง แม้ความแม่นยำจะไม่เต็มร้อย แต่ขีดความสามารถในการสร้างความเสียหายต่อเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ ทั้งระบบเรดาร์และโครงสร้างพื้นฐาน

 

อ.จึงมองว่า หากจะให้สงครามยุติลงเร็ว แนวโน้มจึงมักต้องอาศัย ‘การเจรจา’ มากกว่าการเอาชนะทางทหารเพียงอย่างเดียว พร้อมกับต่อยอดมองไปถึงเทรนด์ของสงครามในอนาคต เพราะปัจจุบัน สหรัฐฯ ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า การใช้ระบบป้องกันราคาแพงอย่างพาทริตออตสกัดโดรนราคาถูกคุ้มค่าหรือไม่

 

ดังนั้น แนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นหลังจากนี้ คือ หลายประเทศไม่สามารถพึ่งพาอาวุธราคาแพงเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป และต้องหันมาพึ่งพาศักยภาพของตนเองมากขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมโดรนภายในประเทศ

 

อ.นิยามว่า ที่จริงแล้ว สงครามโดรนก็คือสงครามกองโจรอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งใช้ความคล่องตัวและต้นทุนต่ำเข้ามาแทนที่อำนาจการยิงแบบดั้งเดิม ขณะที่อาวุธหนักไม่สามารถทำลายได้อย่างเด็ดขาด โดยที่การแข่งขันยังไม่มีวันหยุดนิ่ง เพราะหากฝ่ายหนึ่งพัฒนาโดรนโจมตี อีกฝ่ายก็ต้องหาวิธีรับมือคู่ขนานอย่างระบบต่อต้านโดรน

 

ประธานบริษัท RV Connex ยังมองไปถึงสถานการณ์ในประเทศไทยว่า จำเป็นต้องพัฒนาองค์ความรู้ด้านนี้อย่างจริงจัง ทั้งในเรื่องเทคโนโลยี ระบบควบคุม การสื่อสาร และยุทธวิธี รวมถึงการฝึกบุคลากร ซึ่งต้องใช้เวลาและประสบการณ์ ไม่สามารถเร่งให้เกิดขึ้นได้ในระยะสั้น

 

เพราะในสงครามยุคนี้ เทคโนโลยีที่ดีที่สุดอาจมีอายุสั้นมาก บางครั้งไม่กี่สัปดาห์ก็อาจล้าสมัยแล้ว หากไม่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้น ประเทศที่ได้เปรียบในสงครามโดรน ไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าที่สุดเสมอไป แต่คือประเทศที่สามารถเรียนรู้ ปรับตัว และพัฒนาได้เร็วที่สุดในสนามรบจริง

 

แฟ้มภาพ: e-crow / Shutterstock

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising