โลกกำลังเผชิญจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่น้อยลงสวนทางกับจำนวนผู้สูงอายุที่พุ่งสูงขึ้น การย้ายถิ่นฐาน และการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่มันคือ ‘Mega Trends’ ที่กำลังสั่นคลอนระบบสาธารณสุขและสร้างความเหลื่อมล้ำทางสังคมครั้งใหญ่ หากขาดซึ่งการวางแผนที่ดี ไร้ซึ่ง ‘นวัตกรรมเชิงนโยบาย’ ที่ดีพอ อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบสาธารณสุขทั่วโลก
‘การประชุมวิชาการนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล’ (Prince Mahidol Award Conference: PMAC) ซึ่งจัดขึ้นโดย ‘มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์’ คือเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านนโยบายด้านสุขภาพระดับโลก ที่จัดต่อเนื่องมากว่า 20 ปี ภายใต้ความร่วมมือของรัฐบาลไทย องค์การระหว่างประเทศชั้นนำ เช่น องค์การอนามัยโลก ธนาคารโลก และอีกหลายองค์การทั่วโลก เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการนำวิสัยทัศน์จากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายประเทศมาต่อยอดจนกลายเป็น ‘นวัตกรรมเชิงนโยบาย’ ที่เปลี่ยนแปลงโลกได้จริง

ก่อนที่การประชุมวิชาการนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล หรือ PMAC 2026 จะเปิดฉากในวันที่ 26 – 31 มกราคม 2569 ภายใต้หัวข้อ “Navigating Global Demographic Transitions Through Innovative Policy: An Equity-Centered Approach” หรือ โลกเปลี่ยน ประชากรเปลี่ยน: นำทางด้วยนโยบายนวัตกรรมเพื่อสังคมที่เท่าเทียม THE STANDARD มีโอกาสพูดคุยกับ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ถึงความสำคัญของระบบสาธารณสุขในวันที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงทางประชากรครั้งใหญ่ (Demographic Change) และบทบาทของมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะสถาบนหลักด้านการแพทย์และสาธารณสุข
‘นวัตกรรมเชิงนโยบาย’ จะพลิกโฉมโครงสร้างสาธารณสุขโลกได้อย่างไร?
ศ.นพ.ปิยะมิตร บอกว่า หัวข้อการประชุมจะมีการหารือล่วงหน้าอย่างน้อย 2 ปี โดยจะนำเรื่องประเด็นที่เป็น Mega Trends มาหารือ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีผลกระทบโดยตรงต่อระบบสาธารณสุข ตัวอย่างเช่น ในปี 2568 การมาถึงของเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์กำลังทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในระบบสาธารณสุข จึงนำมาเป็นประเด็นสำคัญ ในหัวข้อ ‘Harnessing Technologies in an Age of AI to Build A Healthier World’ ส่วนปี 2570 จะหารือกันในประเด็นอิทธิพลของกระแสพาณิชย์ต่อสุขภาพ (Commercial Determinant of Health) หรือ เช่น อิทธิพลของเครื่องดื่ม อาหาร บุหรี่ และสุรา ซึ่งจำเป็นต้องมีนโยบายสาธารณะเข้ามาควบคุมดูแล”
“ปีนี้เรามุ่งไปที่เรื่องการเปลี่ยนแปลงทางประชากร ซึ่งมีประเด็นสำคัญอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ ‘Migration’ การย้ายถิ่นของประชากรทั้งที่เกิดจากความขัดแย้ง ทำให้ระบบสาธารณสุขบ้านเราต้องแบกรับภาระการดูแลคนกลุ่มนี้ที่ไม่มีบัตรประชาชน รวมถึงการเคลื่อนย้ายของแรงงานต่างชาติซึ่งเป็นกำลังสำคัญในตลาดแรงงานตามเมืองใหญ่
“โจทย์ใหญ่ต่อมาคือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัย คาดการณ์ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า เราจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับ Super-Aged Society ซึ่งจะมีประชากรอายุเกิน 60 ปี เพิ่มขึ้นเป็น 28% หรือมีประชากรอายุเกิน 65 ปี สูงถึง 20%”
ศ.นพ.ปิยะมิตร ยกตัวอย่างการออกแบบนวัตกรรมเชิงนโยบายเพื่อรับมือกับวิกฤตสุขภาพและโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อสังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อาจต้องมองเรื่อง ‘การขยายอายุเกษียณ’ กับ ‘การทำให้คนอยู่ในระบบงานได้นานขึ้น’ ออกจากกัน
“การเกษียณเป็นเรื่องของระบบที่ให้คนทำงานถึงอายุ 60 ปี แต่นโยบายที่เราพูดถึงคือการทำให้คนยังทำงานต่อเนื่องได้ แทนที่จะถูกตัดขาดจากระบบการทำงานไปอยู่บ้านเฉยๆ ซึ่งมักส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต และระบบเศรษฐกิจโดยรวม”
“หากจะให้คนทำงานในระบบยาวขึ้น อาจต้องมีนโยบายที่ต่างไปจากเดิม เช่น เมื่ออายุเกิน 60 ปี อาจไม่ต้องดำรงตำแหน่งบริหาร เงินเดือนอาจจะลดลงตามประสิทธิภาพการทำงาน และอาจจะขยายระยะเวลาทำงานไปถึง 64 หรือ 65 ปี หรือถึง 70 ปี ในอนาคต เรื่องเหล่านี้คือสิ่งที่ต้องนำมาคิดเป็นนวัตกรรม และต้องวางแผนบริหารการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายและต้องระดมสมองร่วมกัน”
อีกหนึ่งความท้าทาย คือกลุ่มแรงงานต่างชาติและประชากรชายขอบ ศ.นพ.ปิยะมิตร ยกกรณีศึกษาจากอำเภอแม่สอด เมื่อผู้ที่เข้ามาใช้บริการสุขภาพเกือบครึ่งหนึ่งไม่มีบัตรประชาชน โรงพยาบาลไม่สามารถปฏิเสธการรักษาได้ และในแง่การบริหาร งบประมาณรายหัวจาก สปสช. ก็ไม่มีรองรับ ทุกวันนี้หลายโรงพยาบาลจึงต้องอาศัยเงินบริจาค ในเชิงนโยบาย ต้องหารือร่วมกันว่าจะไปในทิศทางไหน
“ในเชิงนโยบาย ต้องหารือร่วมกันว่าจะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้ได้รับการดูแล ระดับการดูแลเมื่อเทียบกับคนไทยเป็นอย่างไร และถ้าจะทำให้ยั่งยืนต้องทำอย่างไร โจทย์นี้อาจจะออกมาในรูปแบบของการออกแบบสวัสดิการดูแลสุขภาพ แต่ก็ต้องมาหารือว่า แล้วใครควรเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย รัฐบาล นายจ้าง หรือควรมีสัดส่วนการรับผิดชอบอย่างไรเพื่อให้คนกลุ่มนี้มีที่พึ่งเมื่อเจ็บป่วย”
![ทำไมเวทีการประชุม ‘PMAC 2026’ จึงเป็นเครื่องมือแก้เกมปัญหาสุขภาพโลกในวันที่โลกเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร [Advertorial] 2](https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/01/pmac-2026-health-demographic-crisis-2.jpg?x92422)
Health Equity ความ ‘เท่าเทียม’ ที่ ‘ไม่เท่ากัน’
หากมองเชิงกลยุทธ์ ศ.นพ.ปิยะมิตร อธิบายว่า Health Equity หัวใจหลักคือการที่ทุกคนต้องได้รับการดูแลสุขภาพอย่าง ‘เท่าเทียม’ แต่ไม่ได้หมายความว่า ‘เท่ากัน’
“ถ้าไปดูนโยบายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจะพบว่ามันถูกออกแบบมาเป็น 4 ระดับ เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของประชากร ซึ่งการมีระดับการเข้าถึงที่ต่างกันนี้ไม่ใช่ความเหลื่อมล้ำ หากแต่คือการจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้มั่นใจว่าประชากรทุกคนจะมี ‘มาตรฐานขั้นต่ำ'”
“ประชากร 66 ล้านคน มีประมาณ 40 ล้านคนที่ต้องการเข้าถึงหลักประกันขั้นพื้นฐาน เพราะคนเหล่านี้อาจไม่มีสวัสดิการอื่น อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มที่เข้าไม่ถึงระบบ โดยเฉพาะแรงงานต่างชาติและคนชายขอบที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ซึ่งตามแนวคิดแล้ว นโยบายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติควรดูแลทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ไม่ใช่แค่คนไทยเท่านั้น”
“จริงๆ แล้ว Health Equity เป็นหลักสำคัญที่สอดแทรกอยู่ในการประชุม PMAC เกือบทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ UHC (Universal Health Coverage) ซึ่งก็คือระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของเรานั่นเอง สำหรับหัวข้อ Demographic Change ในปีนี้ Health Equity ก็เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนผ่านประเด็นการดูแลสุขภาพแรงงานต่างชาติและประชากรชายขอบ”
ศ.นพ.ปิยะมิตร กล่าวเสริมประเด็นเรื่องความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ก็ส่งผลต่อระบบสุขภาพของโลกเช่นกัน
“ตอนนี้เราเห็นความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาที่ชัดเจนขึ้น ทำให้ต้องปรับนโยบายด้านการจัดหาเครื่องมือแพทย์ โดยต้องพิจารณาใช้เครื่องมือจากทั้งสองฝั่งและเลือกสิ่งที่คุ้มค่าที่สุด เช่นเดียวกันกับการส่งบุคลากรไปฝึกอบรม จากที่เคยส่งไปทางตะวันตก ปัจจุบันต้องเริ่มส่งไปทางตะวันออกมากขึ้น เพราะนวัตกรรมใหม่ๆ จากจีน เกิดขึ้นในอัตราที่รวดเร็วกว่าสหรัฐอเมริกาถึงสองเท่าตัว รวมถึงนวัตกรรมยา ปัจจุบัน จีนก็พัฒนาไปมาก ในอีก 5 ปีข้างหน้า เราจะได้เห็นยาใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงจากจีนเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน พร้อมกับเรียนรู้กระบวนการพัฒนาแบบก้าวกระโดดของจีน เพื่อนำมาปรับใช้ให้เกิดขึ้นในประเทศเราบ้าง”
ระบบหลักประกันสุขภาพไทย โมเดลที่โลกจับตา
เมื่อเทียบกับ มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกา ศ.นพ.ปิยะมิตร บอกว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของไทยประสบความสำเร็จอย่างมาก ได้รับการยกย่องเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่มีระบบหลักประกันสุขภาพที่ดีที่สุด
“ประเทศไทยใช้เงินดูแลสุขภาพเพียงประมาณ 6% ของ GDP แต่กลับมีตัวชี้วัดทางสุขภาพ เช่น อัตราการเสียชีวิตระหว่างคลอด หรือเด็กที่เสียชีวิตระหว่างอายุ 0-5 ปี รวมถึงอายุเฉลี่ยของประชากร เราไม่ด้อยกว่าอเมริกา ซึ่งอเมริกาเองใช้เงินในการดูแลสุขภาพคนในประเทศสูงถึง 16% ของ GDP”
ผลลัพธ์ดังกล่าวยังส่งผลให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากในอดีตที่เคยใช้เพียง 2-3% ของ GDP มาอยู่ที่เกือบ 6% ในปัจจุบัน และสามารถขยายความครอบคลุมการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น การล้างไต หรือการรักษามะเร็งด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้มากขึ้น นี่คือผลลัพธ์ที่เกิดจากการนำข้อมูลมาหารือกันเพื่อยืนยันว่าเราใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ
![ทำไมเวทีการประชุม ‘PMAC 2026’ จึงเป็นเครื่องมือแก้เกมปัญหาสุขภาพโลกในวันที่โลกเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร [Advertorial] 3](https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/01/pmac-2026-health-demographic-crisis-3.jpg?x92422)
“การประชุมในปี 2026 เราจะนำข้อมูลมาแลกเปลี่ยนเพื่อคิดหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน เราจำเป็นต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศอื่นที่ทำสำเร็จมาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น หรือกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย เพื่อนำมาปรับใช้กับบริบทที่เหมาะสมกับประเทศไทย คนไทยที่เข้าร่วมประชุมจะนำข้อสรุปและองค์ความรู้ที่ได้จากเวทีกลับมานำเสนอในเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เพื่อผลักดันออกมาเป็นข้อเสนอนโยบายสำหรับนำเสนอต่อรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายในระดับชาติต่อไป นี่คือสิ่งที่สะท้อนว่า เวที PMAC มีบทบาทในการกำหนดนโยบายสาธารณะของประเทศ”
ทุกปีก่อนเริ่มงานประชุม จะมีการจัด Site Visit การศึกษาดูงานตามสถานที่ต่าง ๆ โดยแต่ละปี จะเลือกสถานที่ให้สอดคล้องกับหัวข้อการประชุม
“ปีนี้เราจะพาไปดูคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่มีการติดตั้งและใช้งานเครื่องมือทางการแพทย์ เช่น X-ray, CT, MRI จากประเทศจีน เพื่อให้เห็นว่าปัจจุบันเทคโนโลยีของจีนมีคุณภาพทัดเทียมกับแบรนด์จากตะวันตก อีกแห่งที่วางแผนไว้คือ พาไปดู Wellness Center สำหรับผู้สูงอายุ เพื่อให้เห็นแนวทางการรองรับสังคมสูงวัย หรืออาจจะพาไปดูชุมชนชายขอบในพื้นที่อำเภอแม่สอด รวมถึงพื้นที่อยู่อาศัยของแรงงานต่างชาติที่จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เห็นสภาพปัญหาจริง ได้รับข้อมูลสำคัญ และเกิดแรงบันดาลใจก่อนที่จะเริ่มการประชุม ซึ่งจะกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญในการนำไปพูดคุยหารือ เพื่อหาแนวทางพัฒนานโยบายให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
![ทำไมเวทีการประชุม ‘PMAC 2026’ จึงเป็นเครื่องมือแก้เกมปัญหาสุขภาพโลกในวันที่โลกเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร [Advertorial] 4](https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/01/pmac-2026-health-demographic-crisis-4.jpg?x92422)
รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของระบบสาธารณสุข
นอกจากงานเวทีการประชุม วาระสำคัญที่ทำควบคู่กันคือ การมอบ ‘รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล’ ให้กับบุคคล บุคลากร หรือองค์การทั่วโลก ที่มีผลงานดีเด่น เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ทางด้านการแพทย์และด้านการสาธารณสุข ซึ่งเป็นรางวัลที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งขึ้น เพื่อถวายเป็นพระราชานุสรณ์แด่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในฐานะองค์บิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธารณสุขของไทย
ศ.นพ.ปิยะมิตร เล่าว่า รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล แบ่งเป็น 2 สาขาคือ รางวัลทางการแพทย์ (Medical Sciences) ที่สร้างความก้าวหน้าและมีผลกระทบต่อประชาคมโลกอย่างชัดเจน และรางวัลทางสาธารณสุข (Public Health) ซึ่งเน้นนโยบายหรือการจัดการที่ช่วยแก้ไขปัญหาสุขภาพในวงกว้างและสร้างผลกระทบที่สำคัญ โดยมีคณะกรรมการนานาชาติมาร่วมพิจารณาผลงานที่ส่งเข้ามาจากทั่วโลก
![ทำไมเวทีการประชุม ‘PMAC 2026’ จึงเป็นเครื่องมือแก้เกมปัญหาสุขภาพโลกในวันที่โลกเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร [Advertorial] 5](https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/01/pmac-2026-health-demographic-crisis-5.jpg?x92422)
นายแพทย์วิวัฒน์ โรจนพิทยากร
“ความพิเศษของปีนี้คือ เรามีผู้ที่เข้ารับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลครบ 100 คนพอดี ในจำนวนนี้มีไม่ต่ำกว่า 4-5 ท่าน ที่ได้รับรางวัลโนเบล ซึ่งเป็นการยืนยันถึงคุณภาพและมาตรฐานของรางวัลนี้ได้เป็นอย่างดี แสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการรางวัลโนเบลเองก็เห็นพ้องกับผลงานที่เราได้คัดเลือก”
“คนไทยที่เคยได้รับรางวัลส่วนใหญ่จะอยู่ในสาขาสาธารณสุข เช่น นายแพทย์วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ท่านได้รับรางวัลจากการผลักดันนโยบายการใช้ถุงยางอนามัยในกลุ่มผู้ให้บริการทางเพศ ซึ่งช่วยลดการระบาดของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อ HIV ได้อย่างมหาศาลในประเทศไทย”
บทบาทของมหาวิทยาลัยมหิดลในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุขผ่านเวที PMAC
สำหรับมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะสถาบันหลักด้านการแพทย์และสาธารณสุข ศ.นพ.ปิยะมิตร บอกว่า เวที PMAC เปรียบเสมือนเครื่องมือในการพัฒนาองค์ความรู้และสำหรับตัวคณาจารย์เองและนักศึกษา โดยทุกปีจะส่งคณาจารย์ในสาขาที่เกี่ยวข้องเข้าไปมีส่วนร่วม ทั้งในฐานะผู้อภิปราย ผู้จัดทำเอกสารประกอบการประชุม และผู้สรุปเนื้อหาการประชุม คาดว่าปีนี้จะมีคณบดีและคณาจารย์จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคมเข้าร่วมจำนวนมาก
“ยิ่งไปกว่านั้น เราให้นักศึกษาจากหลากหลายสถาบันเข้าไปทำหน้าที่เป็นผู้ทำสรุปการประชุม ภายใต้การดูแลของอาจารย์ นี่เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญ ทำให้นักศึกษาได้สัมผัสกับการประชุมด้านสุขภาพระดับโลก และฝึกฝนทักษะที่จำเป็น นอกเหนือจากนั้นก็จะมีนักศึกษาที่ช่วยดูแลต้อนรับแขกผู้เข้าร่วมประชุม และทำหน้าที่เป็นผู้นำชมกึ่งล่ามในระหว่างกิจกรรมด้วย” ศ.นพ.ปิยะมิตร กล่าวทิ้งท้าย
![ทำไมเวทีการประชุม ‘PMAC 2026’ จึงเป็นเครื่องมือแก้เกมปัญหาสุขภาพโลกในวันที่โลกเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร [Advertorial] 6](https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/01/pmac-2026-health-demographic-crisis-6.jpg?x92422)


