×

นายกฯ เปิดโปงขบวนการกักตุน น้ำมันหาย 57 ล้านลิตร ฟัน 6 คลังสุราษฎร์ฯ สั่ง DSI รับคดีพิเศษ

โดย THE STANDARD TEAM
03.04.2026
  • LOADING...
อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงเปิดโปงขบวนการกักตุนน้ำมัน หาย 57 ล้านลิตร สั่ง DSI รับเป็นคดีพิเศษ

วันนี้ (3 เมษายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พ.ต.ต. ยุทธนา แพรคำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ

 

 
 

รวมถึง พล.ร.อ. ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ/เลขาธิการ ศรชล. สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน รศ.พล.ต.อ. ดร.ธัธชัย ปิตะพีละบุตร รอง ผบ.ตร. /ผอ. ศปนม.ตร. กริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร และพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ร่วมกันแถลงถึงสถานการณ์ความมั่นคงด้านพลังงาน

 

นายกฯ แฉขบวนการกักตุนมัน

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงของรัฐบาล โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปรามการกักตุน และการลักลอบนำน้ำมันออกจากระบบของประเทศ ขณะนี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงร่วมดำเนินการอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายที่ฉวยโอกาส ทำให้น้ำมันของไทยถูกจำหน่ายด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมาย

 

รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ หรือ ศบก. ขึ้นมา รวมทั้งแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ในการตรวจสอบ ติดตาม และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่กักตุนน้ำมัน จนก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน

 

ทั้งนี้ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานยึดหลักปิดชื่อถือพฤติกรรมไม่ว่าเป็นผู้ใด หากเอาเปรียบประชาชน หรือทำลายความมั่นคงทางพลังงานของชาติ ต่อให้มีอิทธิพลเพียงใด จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเฉียบขาดและเคร่งครัด

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า กระทรวงยุติธรรม โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน กรมศุลกากร และฝ่ายปกครองในพื้นที่ ได้ติดตามพฤติกรรมของผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่และระดับกลาง (จ๊อบเบอร์) อย่างต่อเนื่อง

 

จากการตรวจสอบระบบการขนส่งน้ำมันจนถึงวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา พบรูปแบบการกระทำผิด ดังนี้

 

  • ประวิงเวลาการขนส่งน้ำมันทางทะเล เพื่อรอการประกาศปรับขึ้นราคาก่อนนำ (ฟีด) น้ำมันเข้าสู่ระบบเพื่อทำกำไรเพิ่ม
  • ปฏิเสธการจ่ายน้ำมันจากคลังน้ำมันขนาดใหญ่ ไปยังสถานีบริการหรือลูกค้าปลายทาง
  • ขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อกักตุน

 

อนุทินกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลกำลังเร่งตรวจสอบและขยายผลว่าเกี่ยวข้องกับบุคคลหรือกลุ่มใด รวมถึงกรณีการขนส่งน้ำมันทางทะเล ซึ่งเชื่อว่ามีการลักลอบขนถ่ายกลางทะเล และอยู่ระหว่างการสืบสวนอย่างเข้มข้น

 

นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติในการรายงานปริมาณน้ำมันระหว่างหน่วยงาน ได้แก่ กรมเจ้าท่า และกรมธุรกิจพลังงาน เมื่อเทียบกับข้อมูลปริมาณน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่นและการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต โดยรัฐบาลจะตรวจสอบยืนยันกับฐานข้อมูลการเดินเรือของ ศรชล. รวมทั้งขยายผลการขนส่งทางบกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ว่ามีการดำเนินการผิดเงื่อนไขหรือไม่ เช่น การส่งออกน้ำมันเกินปริมาณที่ได้รับอนุญาต

 

การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการค้ากำไรเกินควรในช่วงวิกฤตพลังงานโลก ส่งผลให้รัฐบาลต้องใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยส่วนต่างราคามากขึ้น จนขาดทุนกว่า 50,000 ล้านบาท โดยเงินอุดหนุนลิตรละ 17 บาท มีเจตนาเพื่อช่วยเหลือประชาชนในการสัญจร ไม่ใช่เพื่อเอื้อให้เกิดการกักตุนหรือลักลอบส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ

 

ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด เนื่องจากเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในประเทศ

 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเรื่องขยายผลเป็นคดีพิเศษ และดำเนินการตามกฎหมายอย่างเฉียบขาด ยืนยันว่าในฐานะหัวหน้ารัฐบาลจะไม่นิ่งนอนใจกับปัญหานี้ และจะเร่งให้ทุกหน่วยงานดำเนินงานอย่างเต็มที่ ควบคู่กับมาตรการป้องกัน เฝ้าระวัง และการบังคับใช้กฎหมาย

 

6 คลังน้ำมันสุราษฎร์ฯ กักตุน 57 ล้านลิตร

 

ขณะที่ พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า การดำเนินการจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การดำเนินการจากปลายทาง ตั้งแต่สถานีบริการน้ำมัน โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการปกครองเข้าตรวจสอบต่อเนื่องจนถึงต้นทางคือคลังน้ำมัน

 

อีกทางหนึ่ง ได้มอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษทำการตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางคือโรงกลั่น มายังคลังน้ำมัน และเมื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกัน พบการกระทำความผิดหลายพื้นที่ เช่น ในพื้นที่อ่างทองและนครสวรรค์ นอกจากนี้ยังพบโอกาสในการกักตุนของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และมาตรา 10

 

พร้อมยกตัวอย่างกรณีจังหวัดสุราษฎร์ธานี จากการตรวจสอบตั้งแต่ต้นทาง พบว่ามีเรือขนส่งน้ำมันออกจากคลังน้ำมัน เดินทางไปยังคลังน้ำมัน 6 แห่ง ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมทั้งสิ้น 96 เที่ยว และมีน้ำมันออกจากคลังน้ำมัน 217 ล้านลิตร โดยพบว่าน้ำมันที่ถึงปลายทางมีเพียง 160 ล้านลิตร ซึ่งหายไป 57 ล้านลิตร ยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ที่สามารถตรวจสอบได้ และจะให้กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเป็นคดีพิเศษ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

ส่วนในเรื่องการป้องกันและปราบปรามการกักตุน หลังจากนี้จะมีการตั้งวอร์รูมขึ้นที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อรายงานข้อมูลปริมาณน้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่การนำเข้าของกรมศุลกากร ว่าน้ำมันดิบมีปริมาณเท่าใด

 

เมื่อถามว่า จากการตรวจสอบพบว่าโรงกลั่นไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการกักตุนใช่หรือไม่ พล.ต.ท. รุทธพล ระบุว่า ได้ตรวจสอบทั้งระบบเอกสารและลงพื้นที่พิสูจน์ทราบในโรงกลั่นแล้ว พบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกักตุน โดยมีน้ำมันคงถังอยู่ในปริมาณที่ไม่สามารถนำขึ้นมาจำหน่ายได้

 

เมื่อถามว่า น้ำมันที่พบว่ามีเส้นทางการขนส่งผิดปกติสามารถยึดไว้ก่อนได้หรือไม่ พล.ต.ท. รุทธพล กล่าวว่าจากการตรวจสอบพบว่าน้ำมันอยู่ในคลังแล้ว แต่ยังไม่สามารถยึดได้ เนื่องจากยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นการกระทำผิดอย่างไร นอกจากกรณีที่ได้ดำเนินคดีไปแล้ว เช่น ในจังหวัดอ่างทอง อำเภอแม่สอด และนครสวรรค์

 

DSI รับการกักตุนน้ำมัน เป็นคดีพิเศษ

 

พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดี (DSI) กล่าวว่า การกระทำความผิดมีหลายลักษณะกรณีน้ำมันหาย กลางทะเล และการลักลอบส่งออกน้ำมัน อาจจะต้องใช้เวลาตรวจสอบ

 

ทั้งนี้สิ่งที่พบมูลความผิด คือ เรื่องการกักตุนน้ำมัน โดยกฎหมายได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าห้ามผู้ประกอบการปฏิเสธการจำหน่าย หรือ ชะลอเวลาการจำหน่ายน้ำมัน แม้แต่ประวิงเวลาการขนส่ อย่างการเดินทางขนส่งปกติ 2 วัน เพิ่มเป็น 5 วันถือว่าเป็นการประวิงเวลาส่งมอบสินค้า ทำให้กระทบกับความสงบเรียบร้อยและระบบเศรษฐกิจการคลัง

 

อย่างไรก็ตามส่วนอื่นก็จะขยายผลว่าในการทำผิดทุกเรื่อง แต่ประเด็นที่รับเป็นคดีพิเศษ โดยยึดจากพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ซึ่งจะขยายผลต่อไป และ เมื่อรับเป็นคดีพิเศษแล้วจะสามารถตั้งหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมสอบสวนในคดีพิเศษ ซึ่งจะร่วมบูรณาการกันอย่างเต็มที่

 

ศรชล. พบเรือชะลอขนน้ำมัน 20 เที่ยว 50 ล้านลิตร เร่งฟันผิด

 

พล.ร.อ. ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ/เลขาธิการ ศรชล. เปิดเผยว่า จากการสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่มีมาตรการงดการขนส่งน้ำมันไปยังกัมพูชา เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ผู้บัญชาการทหารเรือได้กำชับ และรอง ผอ.ศรชล. ได้ดำเนินการอย่างเคร่งครัดในการตรวจสอบและสกัดกั้นการขนส่งน้ำมัน รวมถึงการลักลอบค้าน้ำมันทางทะเลมาอย่างต่อเนื่อง

 

ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เกิดสถานการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันสะดุด และนำไปสู่ภาวะการกักตุนน้ำมันในประเทศไทย ศรชล. จึงได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยเฉพาะในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

 

ทั้งนี้ ศรชล. ได้ตรวจสอบเส้นทางและพฤติกรรมการเดินเรือขนส่งน้ำมันในช่วงเวลาดังกล่าว จากการวิเคราะห์ข้อมูลการเดินเรือจำนวน 96 เที่ยว พบความผิดปกติในการเดินเรือเพิ่มขึ้น โดยเมื่อเทียบกับรูปแบบปกติ พบว่ามีการเดินเรือช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้เพียง 1-2 วัน ก็ส่งผลให้มูลค่าน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุของการกักตุนน้ำมัน

 

สำหรับพฤติกรรมที่พบความผิดปกติ มีจำนวน 20 เที่ยว แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

 

  • กลุ่มแรก ใช้เวลาเพิ่มขึ้น 1 วัน จำนวน 3 เที่ยว ปริมาณน้ำมันกว่า 35 ล้านลิตร ซึ่งถือว่ามีมูลค่าสูง
  • กลุ่มที่สอง ใช้เวลาเพิ่มขึ้น 2 วัน จำนวน 7 เที่ยว ปริมาณน้ำมันกว่า 16 ล้านลิตร

 

รวมปริมาณน้ำมันทั้งสิ้นกว่า 50 ล้านลิตร ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม

 

นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมของเรือบางลำมีการจอดเทียบเรือกลางทะเลเป็นเวลานาน บริเวณแนวชายแดนหรือในน่านน้ำของไทย ซึ่งอาจเข้าข่ายการขนถ่ายน้ำมันกลางทะเล ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึก หากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมายจะดำเนินคดีต่อไป

 

พล.ร.อ. ธาดาวุธ ย้ำว่า ศรชล. มีหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางและพฤติกรรมการเดินเรือ หากพบความผิดปกติจะดำเนินการตามกฎหมายทันที พร้อมกันนี้ ศรชล. ยังได้ประสานข้อมูลกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี หากพบการกระทำผิด

 

เลขาธิการ ศรชล. ยืนยันว่า การปฏิบัติงานทั้งหมดมุ่งเน้นการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ตามนโยบายของรัฐบาล โดยจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ เพื่อไม่ให้มีการลักลอบนำน้ำมันออกนอกระบบ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น พร้อมขอให้ประชาชนมั่นใจว่าจะไม่มีการปล่อยปละละเลย และจะป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนอย่างเด็ดขาด

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising