วันนี้ (29 พฤศจิกายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำท่วมและการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ว่า ในวันพรุ่งนี้ (30 พฤศจิกายน) ช่วงบ่ายตนจะเดินทางลงพื้นที่อีกครั้ง โดยได้นำคณะทำงานชุดใหญ่ลงพื้นที่ด้วย อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, อธิบดีกรมธนารักษ์, เลขาธิการ คปภ., ผู้บริหารจากสมาคมธนาคารไทย และสถาบันการเงินของรัฐ
เพื่อให้เห็นเหตุการณ์จริงทั้งหมดและเห็นหน้างานด้วยตัวเอง ให้สามารถเตรียมการและดำเนินการเรื่อง การให้สินเชื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างเต็มที่ และรวดเร็วในการนำกลับมาทำงานให้เกิดความเข้าใจ
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการลงพื้นที่เขต 8 อำเภอหาดใหญ่ เมื่อวานนี้ (28 พฤศจิกายน) ว่า สถานการณ์ไม่ปกติ สถานการณ์แย่ น้ำทำลายบ้านเรือนส่วนใหญ่ เหลือแต่เปลือกบ้าน สภาพในพื้นที่คือนอนไม่ได้จริงๆ จึงใช้หลักการเดียวกับ State Quarantine สมัยโควิด-19 คือ ทางจังหวัดจะจัดให้ผู้ที่ยังเข้าบ้านไม่ได้ไปพักอยู่ที่ โรงแรม อย่างน้อย 3-5 วัน ซึ่งถือเป็นการช่วยเหลือเศรษฐกิจในพื้นที่ด้วย พร้อมเร่งระดมอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ทำเฮ้าท์คลีนนิ่ง ทำความสะอาดทั้งเมืองและบ้านเรือน
ส่วนกรณีที่มีข่าวลือเรื่องความรุนแรงและการใช้อาวุธปืนในพื้นที่เขต 8 นั้น นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ส่วนตัวไม่พบเรื่องแบบนั้น มีเพียงเหตุการณ์อารมณ์ยั่วยุบ้าง ซึ่งได้สั่งการให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ดูแลเต็มที่
ส่วนกรณีที่มีผู้ปล้นสะดมสินค้า นั้น ได้สั่งการให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่ พร้อมส่ง อส. ของกระทรวงมหาดไทย 4,000 นาย ลงพื้นที่ไปช่วยเรื่องการควบคุมพื้นที่และการคลีนนิ่ง
เมื่อถูกถามถึงสาเหตุ ปัญหา และอุปสรรคที่ทำให้อำเภอหาดใหญ่วิกฤต นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ตอนนี้ต้องมองไปข้างหน้า แต่ในเรื่องที่มาของปัญหายอมรับว่า รัฐบาลมีความบกพร่องไม่ว่าจะมาจากสาเหตุใดก็ตาม
“เมื่อมีคนเสียชีวิต มีคนสูญเสีย มีคนบาดเจ็บอยู่บ้านไม่ได้ มันก็นายกฯ ทั้งนั้น ความผิดนายกฯ ทั้งนั้น นี่คือเหตุผลที่ต้องลงไปประจำ ต้องใช้องคาพยพ ใช้ความรู้ประสบการณ์ทั้งหมดที่มีอยู่ทุ่มเทลงไปในจุดแห่งปัญหานี้ และเร่งแก้ปัญหาพลิกฟื้นให้เร็วที่สุด”
อนุทินยังกล่าวเสริมว่า จะมีการยกระดับเรื่องการเตือนภัยให้ ‘เตือนปุ๊บต้องออกจากบ้านปั๊บ’ ซึ่งอาจต้องมีการแก้กฎหมายเพื่อซ้อมการหนีภัย โดยได้สั่งการให้ ปภ. และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นดำเนินการเรื่องนี้
อนุทินยังระบุว่า ต้องไปดูรายละเอียดทางวิศวกรรมเรื่องสภาพภูมิประเทศของหาดใหญ่ที่เป็นแอ่งกระทะ ซึ่งทำให้น้ำไหลลงมากองอยู่ก้นกระทะ โดยจะตรวจสอบอย่างละเอียดว่า ถนนเป็นอุปสรรคในการระบายน้ำหรือไม่ และจะทำอย่างไรให้แนวถนนช่วยในการระบายน้ำได้ รวมไปถึงการป้องกันไม่ให้น้ำทะเลที่หนุนสูงไหลกลับเข้าเมืองเมื่อระบายน้ำไปที่ทะเลสาบสงขลา


