เลือกตั้ง 2569 : การต่างประเทศฉบับพรรคประชาชน ภายใต้ชายที่ชื่อ ‘พิศาล มาณวพัฒน์’

01.02.2026
  • LOADING...
ทูต พิศาล มาณวพัฒน์ อธิบายวิสัยทัศน์การต่างประเทศของพรรคประชาชน

ในโลกที่ระเบียบสากลเดิมกำลังถูกท้าทายด้วยแนวคิดอำนาจนิยมและการแบ่งขั้วที่ชัดเจนระหว่างมหาอำนาจ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญกับโจทย์การเมืองระหว่างประเทศที่ไม่เหมือนเดิม ซับซ้อน และท้าทายขึ้น

 

ในฐานะหนึ่งในทีมบริหารของพรรคประชาชนและได้รับการวางตัวเป็นหัวหอกขับเคลื่อนนโยบายการต่างประเทศให้กับพรรคประชาชน ทูตพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีแนวทางอย่างไรในการนำไทยฝ่าคลื่นสึนามิทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์นี้ บทความนี้จะเจาะลึกวิสัยทัศน์การต่างประเทศเชิงรุกของทูตพิศาลที่มุ่งหวังปฏิรูปภาพลักษณ์และยุทธศาสตร์ของไทยให้กลับมา ‘สง่างาม’ บนเวทีโลกอีกครั้ง

 

ทูตพิศาล มาณวพัฒน์ อธิบายวิสัยทัศน์การต่างประเทศของพรรคประชาชน 1

 

ภูมิทัศน์โลกใหม่: เมื่อสหรัฐฯ เขียนกติกาใหม่เอง

 

ทูตพิศาลชี้ให้เห็นว่า โลกในยุคของโดนัลด์ ทรัมป์ พลิกกลับตาลปัตรจากโลกยุคหลังสงครามเย็น สหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนบทบาทจากสถาปนิกผู้สร้างระเบียบโลก ไปสู่ผู้เล่นที่ยึดผลประโยชน์ฝ่ายเดียว (Unilateralism) เป็นที่ตั้ง โดยที่ไม่สนกติกาพหุภาคีชุดเดิมที่ตนวางรากฐานมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงขนาดยอมหักหาญน้ำใจประเทศพันธมิตรใกล้ชิด กรณีการพยายามเข้าครอบครองกรีนแลนด์เพื่อสกัดอิทธิพลจีนและรัสเซีย คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งทำให้สหรัฐฯ และยุโรปเกิดรอยร้าวและความไม่ไว้ใจกัน

 

ที่น่ากังวลคือการสร้างกลไกใหม่อย่าง Board of Peace ของทรัมป์ เป็นอีกเครื่องสะท้อนว่าสหรัฐฯ กำลังถอยห่างออกจากสหประชาชาติมากขึ้นเรื่อยๆ โดยกลไกใหม่นี้ถูกมองว่าจะมาแทนที่ UN โดยอ้างว่าคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติล้มเหลวในการแก้ปัญหาขัดแย้งระหว่างประเทศ เนื่องจากรัฐมหาอำนาจมีสิทธิ์วีโต้ แต่องค์กรใหม่จะเป็นความหวังในการแก้ปัญหาในฉนวนกาซ่า รวมถึงพื้นที่ขัดแย้งอื่นๆ ซึ่งทรัมป์ตั้งตัวเองเป็นประธานและควบคุมกฎเกณฑ์ทั้งหมด ปัจจุบันมีหลายประเทศตอบรับ และมีการเชิญไทยร่วมเป็นสมาชิกด้วย

 

ทูตพิศาลให้ความเห็นต่อประเด็นนี้ว่า แม้สหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์จะไม่สนกติกาโลกแล้ว แต่ประเทศที่เหลือที่ยึดถือคุณค่าสากลแบบเดียวกันยังคงมีพันธกิจที่จะรักษากติกานี้ไว้อยู่ เพราะกติกานี้จะเป็นเกราะปกป้องเอกราชและอธิปไตยของประเทศขนาดกลางและขนาดเล็ก เพราะถ้าไม่มีกติกาอะไรเลย ประเทศเหล่านี้ก็อาจกลายเป็นปลาเล็กที่ถูกปลาใหญ่กลืนกิน ดังนั้นทุกประเทศจึงยังต้องการกติกาที่เหมือนกัน ไม่ควรมีใครที่มีอำนาจเหนือความตกลงที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน

 

สปีชของมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดาบนเวที World Economic Forum ที่ดาวอสเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เป็นหนึ่งในวาทะผู้นำที่เซ็ตโทนการเมืองโลกหลังจากนี้และจะถูกกล่าวถึงไปอีกนาน เป็นอีกหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ที่ชี้ว่าโลกจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกต่อไปพร้อมกับการมีบทบาทมากขึ้นของกลุ่ม Middle Power ซึ่งทูตพิศาลเห็นด้วยว่า เราต้องยอมรับความเป็นจริงนี้ และเลือกแนวทางการปรับตัวที่ Practical หรือสามารถปฏิบัติได้จริงในโลกที่เปลี่ยนไป

 

ประเด็นว่าไทยควรเข้าร่วมบอร์ดสันติภาพของทรัมป์หรือไม่ ทูตพิศาลให้พิจารณาชั่งน้ำหนักให้ดีว่า ไทยจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ ถ้าไทยได้ประโยชน์และสอดคล้องกับหลักการที่เราตั้งไว้ รวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศ ก็สามารถเข้าได้ แต่ Board of Peace มีค่าสมาชิกที่ต้องดูด้วยว่ามากเกินสมควรหรือไม่ ซึ่งการเข้าไปช่วยฟื้นฟูกาซ่า ไทยสามารถมีส่วนร่วมในภารกิจด้านสิทธิมนุษยชนผ่านอุตสาหกรรมต่างๆ ในไทย เช่น บริษัทก่อสร้าง ในกรณีเข้าไปช่วยสร้างบ้านหรือฟื้นฟูเมืองจากกองซากปรักหักพัง

 

ทูตพิศาล มาณวพัฒน์ อธิบายวิสัยทัศน์การต่างประเทศของพรรคประชาชน 2

 

นิยามไทยในโลกยุคใหม่และบทบาทที่ควรจะเป็น

 

“เราควรมองว่า เราไม่ใช่ประเทศเล็กครับ” ทูตพิศาล ตอบคำถามว่า ตอนนี้ไทยเป็นประเทศขนาดกลาง หรือ Middle Power แล้วหรือไม่

 

เหตุผลที่ไทยไม่ใช่ประเทศขนาดเล็กแล้ว เพราะไทยมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 30 ของโลก มีประชากร 70 ล้านคน มีขนาดพื้นที่ใกล้เคียงกับฝรั่งเศส และมีกำลังทางทหารที่เข้มแข็งพอสมควร

 

และที่สำคัญทูตพิศาลชี้ว่า ไทยมีที่ตั้งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในเอเชียตะวันออก เป็นทางออกสู่มหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกได้ นอกจากนี้ยังมีผืนแผ่นดินที่เชื่อมต่อระหว่างเอเชียใต้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

และไทยยังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อทั้งสหรัฐฯ และจีนด้วย

 

พรรคประชาชนเสนอแนวทางที่เรียกว่า “ไม่โปรสหรัฐฯ ไม่โปรจีน แต่โปรไทย” ซึ่งไม่ใช่การเป็นกลางแบบนิ่งเฉย แต่เป็นการใช้ความสัมพันธ์ที่มีกับทั้งสองฝ่ายเป็นไพ่ต่อรองให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 

“ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยาวนาน ควรจะเป็นไพ่ที่เราสามารถวางความสมดุล ด้วยการทูตที่ชาญฉลาดพอที่จะทำให้ทั้งสองมหาอำนาจเห็นความสำคัญของเรา เกรงใจเรา ไม่มองข้ามเรา” ทูตพิศาลกล่าว

 

อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ นิวเดลี และออตตาวา อธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า การทำให้มหาอำนาจเกรงใจเรา เป็นเรื่องท้าทายมาก ซึ่งรัฐบาลพรรคประชาชนสามารถแสดงบทบาทนั้นได้ เพราะพรรคไม่ได้มาด้วยผลประโยชน์ของใครและไม่มีการใช้เงินซื้อเสียง ดังน้ันเมื่อไม่อยู่ภายใต้การบงการของกลุ่มทุน จึงสามารถมุ่งไปสู่เป้าประสงค์ที่เป็นผลประโยชน์หลักของชาติได้

 

ไทยมีพื้นฐานด้านการทูตที่เป็นที่ยอมรับในเวทีโลกอยู่แล้ว ทูตพิศาลมองว่า ไทยมีการต่างประเทศเปิดที่มีขนบธรรมเนียมที่ดี มีเสียงชื่นชมการเดินหมากที่สร้างสรรค์ และไทยยังเป็นผู้ก่อตั้งอาเซียนด้วย

 

แต่ช่วงหลังรัฐประหารเป็นต้นมา บทบาทไทยในเวทีโลกจางหายไปพอสมควร ซึ่งทูตพิศาลเห็นว่า ไทยควรแสดงจุดยืนต่อประเด็นระหว่างประเทศให้ชัดเจนได้มากกว่านี้

 

ความต่างที่สำคัญของรัฐบาลพรรคประชาชนคือการยึด ‘หลักการเป็นกระดูกสันหลัง’ อย่างเข้มข้น เช่น ในกรณีความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ไทยจะต้องกล้าแสดงจุดยืนตามกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ใช่การงดออกเสียง (Abstain) เพียงเพราะเกรงใจมหาอำนาจ ซึ่งทูตพิศาลมองว่าการกระทำเช่นนั้นทำให้ไทย ‘เสียรังวัด’ ในประชาคมโลก

 

เช่นเดียวกับกรณีกรีนแลนด์ ทูตพิศาลกล่าวว่าเราไม่เห็นด้วยเช่นกัน เพราะเรื่องนี้ละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศในเรื่องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนอย่างชัดเจน

 

งานปฏิรูปต้องมา ปรับโครงสร้างกระทรวงการต่างประเทศ

 

การปฏิรูประบบราชการเป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงของพรรคประชาชน ทูตพิศาลมองเห็นความจำเป็นในการผ่าตัดโครงสร้างต่างๆ ซึ่งรวมถึงกระทรวงการต่างประเทศ ที่ควรปรับโครงสร้างด้วย โดยเฉพาะหน่วยราชการที่ไปประจำการอยู่ในต่างประเทศ

 

ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานจากกระทรวงอื่นที่ไม่ได้สังกัดกระทรวงการต่างประเทศกระจายอยู่ทั่วโลก แต่อยู่ภายใต้การนำของเอกอัครราชทูตในฐานะหัวหน้าทีมไทยแลนด์ แต่ในความเป็นจริง การทำงานของหน่วยงานต่างๆ ไม่มีความเป็นเอกภาพ เพราะต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างของบประมาณ และไม่มีแผนงานหรือวางเป้าหมายร่วมกัน

 

ดังนั้นพรรคจึงต้องการให้มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบมากขึ้น สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลในกรุงเทพฯ ต้องการ หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาลจะมีการตั้งรองนายกรัฐมนตรี 4 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นจะรับผิดชอบเรื่องการปฏิรูประบบราชการโดยเฉพาะ เพราะว่าพรรคให้ความสำคัญอย่างมาก

 

เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะทำควบคู่กับการดำเนินนโยบายต่างประเทศ คือการปรับเปลี่ยนมายด์เซ็ตการทำงานของคนในกระทรวง และอาจจำเป็นต้องแก้ไขกฎระเบียบหรือร่าง พ.ร.บ.ใหม่ เพื่อให้การเดินเกมรุกด้านการทูตในภูมิภาคต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็ว คล่องตัว และตอบสนองผลประโยชน์ของชาติมากขึ้น

 

หัวใจสำคัญคือการทำงานในประเทศระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเศรษฐกิจ และฝ่ายความมั่นคงจะต้องเป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อให้การดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมดสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน

 

ทูตพิศาลกล่าวว่า ในด้านนโยบายต่างประเทศ รัฐบาลประชาชนจะให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมดเป็นอันดับแรก เพราะได้แสดงให้เห็นชัดแล้วจากเหตุการณ์ที่ผ่านๆ มา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความไม่สงบในเมียนมา ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ และความขัดแย้งบริเวณชายแดนกับกัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบถึงไทย สร้างความเดือดร้อน ความสูญเสีย ความทุกข์ยาก และความไม่ปลอดภัยแก่ประชาชนและทหาร

 

โจทย์ความมั่นคง ‘การทูตนำ การทหารหนุน’

 

“เมื่อปรับการทำงานภายในที่สอดคล้องกันได้แล้ว การต่างประเทศกับการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านต้องนำโดยกระทรวงการต่างประเทศ” ทูตพิศาลกล่าว

 

ปัญหาความมั่นคงชายแดนจะใช้วิธีการทูตเพื่อหาข้อยุติที่โต๊ะเจรจาให้ได้ โดยมีกำลังของกองทัพที่เข้มแข็งเป็นผู้สนับสนุน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองที่จะทำให้เราเจรจาประสบผลสำเร็จได้ เพราะประเทศใดที่มีกำลังทหารเหนือกว่า จะมีอำนาจต่อรองมากกว่า

 

ในกรณีของกัมพูชานั้น ทูตพิศาลมองว่าไทยต้องเปลี่ยนจากการตั้งรับมาเป็นการรุกด้วยอำนาจต่อรองที่โลกยอมรับ ไทยมีไพ่เหนือกัมพูชาที่สำคัญมาก 2 ใบ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ที่ทุกฝ่ายเห็นชอบ นั่นคือเงื่อนไขการกำจัดทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนกับเรื่องการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ข้ามแดน

 

เรื่องการฝังทุ่นระเบิดใหม่ชัดเจนว่าขัดต่ออนุสัญญาออตตาวา ส่วนปัญหาสแกมเมอร์ก็มีคนตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์และถูกหลอกลวงทั่วโลก ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ไทยสามารถทำให้ประชาคมโลกร่วมกันกดดันกัมพูชาได้ หรือที่เรียกว่ายุทธศาสตร์ทำให้โลกล้อมกัมพูชา

 

ในความเห็นของทูตพิศาลนั้น ขั้นแรกที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งในชายแดนได้อย่างยั่งยืน คือการเก็บกวาดทุ่นระเบิด เพราะเมื่อเคลียร์ทุ่นระเบิดได้ด้วยความร่วมมือของทุกฝ่ายแล้ว ก็จะสร้างเขตปลอดภัยสำหรับประชาชนและทหาร และสร้างพื้นที่ทำงานปลอดภัยให้กับคณะกรรมการปักปันเขตแดน ซึ่งจะสามารถเดินหน้าปักปันเขตแดนให้แล้วเสร็จนำโดยเจ้ากรมแผนที่ทหารได้ต่อไป

 

ที่ผ่านมาการปักปันเขตแดนดำเนินมาเกินครึ่งหนึ่งแล้ว แต่พื้นที่ที่ยังทำไม่สำเร็จคือบริเวณที่มีการสู้รบ ดังนั้นหากไม่มีทุ่นระเบิด ก็จะลดความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะระหว่างกันได้

 

อีกเครื่องมือสำคัญคือ MOU43 ซึ่งทูตพิศาลมองว่า เป็นกรอบการเจรจาที่ทำให้การปักปันเขตแดนประสบผลสำเร็จมาเกินครึ่งแล้ว ซึ่งถือเป็นกลไกทวิภาคีที่สำคัญ หากเรายกเลิกตอนนี้ ก็จะเข้าทางฝ่ายกัมพูชาที่ไม่ต้องการแก้ปัญหาในกรอบทวิภาคี และจะทำให้กัมพูชาวิ่งไปที่ศาลโลกได้ แต่ไทยไม่อยากให้ปัญหาสองฝ่ายไปอยู่ในกลไกพหุภาคีหรือการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการภาคีที่ 3 อยู่แล้ว

 

ทูตพิศาลเสริมว่า แม้ตัว MOU อาจไม่สมบูรณ์แบบหรือมีข้อบกพร่อง เราก็สามารถไปเจรจากับกัมพูชาเพื่อหากลไกใหม่ได้ ความหมายก็คือหากยกเลิกก็ต้องมีกลไกอื่นมาทดแทน ไม่ใช่ยกเลิกไปเฉยๆ โดยที่ไม่มีอะไรมารองรับ ซึ่งจะทำให้ต้องกลับไปตั้งต้นกันใหม่

 

สร้างมือปราบที่เป็นสัญลักษณ์ปราบสแกมเมอร์จริงจัง

 

การส่งสัญญาณเอาจริงกับเรื่องนี้จำเป็นต้องหาเจ้าภาพเพื่อรับผิดชอบแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ ทูตพิศาลยกตัวอย่างสหรัฐฯ ที่ตั้งทูตพิเศษเข้ามาดูเรื่องกิจการในตะวันออกกลาง หรืออีกตัวอย่างคือเมื่อเรานึกถึงการกวาดล้างสแกมเมอร์อย่างจริงจังของรัฐบาลจีน เราจะนึกถึงหน้า ‘หลิวจงอี’ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนที่มีบทบาทสำคัญในการเข้ามาบัญชาการปราบสแกมเมอร์บริเวณชายแดนเมียนมาเมื่อปีที่แล้ว

 

บุคคลเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรับเรื่องและเดินสายประสานกับหน่วยงานฝ่ายต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ มีอำนาจในการตัดสินใจและรับคำสั่งโดยตรงจากผู้นำ เพื่อทำงานอย่างมีเอกภาพและประสิทธิภาพ ซึ่งการแก้ปัญหาสแกมเมอร์นี้ ทูตพิศาลก็เสนอให้มีการตั้งทูตพิเศษของไทยเพื่อทำหน้าที่เชิงสัญลักษณ์และดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะเช่นกัน โดยจะทำงานร่วมกับ ปปง., สตช. และตำรวจไซเบอร์แบบครบวงจร อีกทั้งทำหน้าที่ประสานความร่วมมือกับรัฐบาลต่างประเทศ เช่น จีน ด้วย

 

การตั้งวอร์รูมก็จำเป็น ทูตพิเศษคนนี้ต้องมีผู้ช่วยทั้งซ้ายทั้งขวา ซึ่งเป็นมือหนึ่งของแต่ละหน่วยงานที่สามารถให้ข้อมูลเชื่อมโยง และยกระดับการทำงานในภาพรวมให้ประเทศไทยมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

 

ทูตพิศาลชี้ว่า ‘การทูตเชิงรุก’ หรือ ‘การกลับสู่จอเรดาร์’ เป็นเพียงวาทกรรม สิ่งสำคัญคือ Action หรือการกระทำ ซึ่งไทยควรลุกขึ้นมามีบทบาทนำในเรื่องการปราบสแกมเมอร์ที่เป็นภัยคุกคามร่วมกันของประชาคมโลก

 

เขากล่าวเสริมว่า การเป็นเจ้าภาพจัดประชุมนานาชาติว่าด้วยเรื่องสแกมเมอร์ในไทยเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ซึ่งต่อยอดมาจากแนวคิดที่เสนอในที่ประชุมอาเซียนที่มาเลเซียและ APEC ที่เกาหลีใต้นั้น ท้ายที่สุดไม่ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์อะไรที่เป็นรูปธรรมนัก แม้แต่ตัวนายกรัฐมนตรีที่ควรจะให้ความสำคัญกับงานนี้มากที่สุด กลับไม่มากล่าวเปิดการประชุม ถึงแม้มีเอกสารการประชุมออกมา แต่ก็ไม่ได้ลงรายละเอียดแบบชัดเจนถึงเป้าหมายที่ไทยกับประเทศต่างๆ จะทำร่วมกันให้สำเร็จและจับต้องได้

 

ที่ผ่านมามีหลายประเทศที่ดำเนินการจริงจังเพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงขบวนการสแกมเมอร์ เช่น สหรัฐฯ อังกฤษ จีน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งทูตพิศาลเห็นว่า ไทยควรร่วมมือกับประเทศเหล่านี้ เพราะต่างได้รับผลกระทบร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างจริงจัง มากกว่าการประชุมหลายสิบประเทศที่อาจได้ภาพเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น

 

ทูตพิศาลเชื่อมั่นว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ไทยแก้ปัญหาสแกมเมอร์ได้สำเร็จ คือตัวผู้นำรัฐบาลไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะเมื่อไม่มีเรื่องนี้ก็ไม่ต้องเกรงใจกับทุนเทาใดๆ และเมื่อส่งสัญญาณชัดเจน คนที่อยู่ในหน่วยงานที่มีหน้าที่เข้าไปแก้ไขปัญหา ก็จะทำงานด้วยความสบายใจ ซึ่งการต่างประเทศจะนำประเทศรุกโดยไม่ต้องพูด แต่รุกด้วยการลงมือทำ มีทิศทาง และมีแบบแผน

 

สีจิ้นผิงก็ต้องการกวาดล้างคอร์รัปชัน และไม่เอาทุนสีเทาข้ามชาติที่ไปสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น และทำให้จีนเสียชื่อเสียง ดังนั้นถ้าเราร่วมมือกับจีนในการแก้ปัญหาสแกมเมอร์ได้ ก็จะเป็นจุดที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นด้วย

 

“เราต้องตัดขาดวงจรนั้น ให้เขาเห็นว่าบัดนี้ไทยต้องการแก้ปัญหานี้ ผมมั่นใจว่ามันจะเป็นความร่วมมือที่สร้างความใกล้ชิดระหว่างเรากับจีน เพราะมีเป้าหมายเหมือนกัน… เราจะได้ใจจีน และจะได้พลานุภาพของจีนในการช่วยแก้ปัญหารอบบ้านเรา” ทูตพิศาลกล่าว

 

การต่างประเทศฝ่าพายุภูมิเศรษฐศาสตร์

 

ในยุคที่มหาอำนาจใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจ เช่น ทำสงครามภาษีเพื่อกดดันให้ประเทศอื่นยอมศิโรราบ ทำให้โจทย์การเมืองระหว่างประเทศในปัจจุบันซับซ้อนขึ้น โดยผูกเงื่อนกับเรื่องการค้า การลงทุน และซัพพลายเชนเทคโนโลยี การต่างประเทศยุคใหม่จึงต้องมียุทธศาสตร์รับมือกับคลื่นภูมิเศรษฐศาสตร์ด้วย

 

ทูตพิศาลมองว่า โครงสร้างเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันทำให้อำนาจต่อรองของเราน้อย ไม่มีพลัง กล่าวคือเป็นโครงสร้างที่เราพึ่งพาทั้งจีนและสหรัฐฯ มากเกินไป ไทยพึ่งพาสหรัฐฯ ในเรื่องตลาดส่งออก เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก คิดเป็นร้อยละ 18 ของการส่งออกสินค้า เราส่งไปตลาดสหรัฐฯ และเราได้ดุลการค้ามหาศาลกับสหรัฐฯ แต่ในขณะเดียวกันเราก็พึ่งพาจีน ทั้งเรื่องตลาดผลไม้ของไทย นักท่องเที่ยว และการเป็นแหล่งลงทุนสำหรับผู้ประกอบการจีน นอกจากนี้ไทยยังกลายเป็นตลาดสินค้า SME จำนวนมาก ในราคาที่เขาผลิตได้ถูกกว่าผู้ประกอบการของไทย ไทยจึงขาดดุลการค้าอย่างมหาศาลกับจีน

 

ปรากฎการณ์นี้ทำให้ไทยกลายเป็นพื้นที่กระสุนตกในสายตาของวอชิงตัน เขามองว่าเราเป็นทางผ่านของสินค้าจีนที่มาสวมสิทธิ์ส่งออก ดังนั้นจึงเจอกำแพงภาษีกีดกันโดยตรง ขณะเดียวกันการพึ่งพานักท่องเที่ยวจีนมากเกินไป เมื่อเกิดข่าวที่สร้างความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยขึ้น นักท่องเที่ยวก็ไม่มาไทย ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนัก ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องลดการพึ่งพาในเชิงโครงสร้าง

 

ในเชิงการทูตนั้น ไทยยังจำเป็นต้องเจรจาอย่างเป็นมิตรกับสหรัฐฯ เพื่อให้เห็นถึงผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อลดโอกาสที่จะเป็นเขตกระสุนตก ส่วนการแก้ปัญหาสินค้าทะลักเข้ามาจนสร้างความเดือดร้อนแก่ SME ไทยนั้น นอกเหนือจากตัวกฎหมายที่ต้องแก้ปัญหาเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว สิ่งที่ทำควบคู่ไปด้วยคือการยกระดับห่วงโซ่คุณค่า นั่นก็คือการนำเทคโนโลยีจากต่างชาติ รวมถึงจีนเข้ามามาต่อยอดมากขึ้น และเพิ่มการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ทำให้ไทยเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนที่สำคัญของทั้งจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

 

แน่นอนว่า การต่างประเทศจะมีบทบาทนำในบางเรื่อง และทำงานอย่างเป็นระบบ BOI อาจจะเป็นคนออกหน้า และมีรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจมาร่วมขับเคลื่อนด้วย โดย กระทรวงการต่างประเทศในฐานะที่เห็นภาพทั้งโลกและมีความเข้าใจในบริบททางภูมิรัฐศาสตร์ควรจะเป็นคนที่สามารถให้คำแนะนำในการวางหมากแต่ละก้าวได้

 

ส่วนอาเซียนในภาพรวมควรเป็นซัพพลายเชนที่เกื้อหนุนกันระหว่างสมาชิก ทูตพิศาลมองว่าประเทศในอาเซียนควรร่วมมือกันและแบ่งบทบาทในซัพพลายเชนแทนการเป็นคู่แข่งกัน ซึ่งจะเพิ่มอำนาจต่อรอง ดึงดูดภาคธุรกิจต่างชาติ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาคด้วย

 

และท่ามกลางความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ การมองหาตลาดใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงก็เป็นสิ่งสำคัญ และแน่นอนว่าการจะลดการพึ่งพาชาติมหาอำนาจในด้านการค้าและการลงทุนได้นั้น ก็ต้องมีตลาดอื่นมาแทนที่ด้วย ซึ่งทูตพิศาลมองเห็นความสำคัญของอินเดีย ตะวันออกกลาง เอเชียกลาง และแอฟริกาด้วย ซึ่งล้วนมีศักยภาพ แม้ไม่สามารถแทนที่ตลาดสหรัฐฯ และจีนได้ทั้งหมดก็ตาม

 

โดยตลาดต่างๆ ที่กล่าวมา มีแร่หายาก มีน้ำมันสำรอง มีประชากรที่มีกำลังซื้อ และมีเทคโนโลยี ประเทศเหล่านี้คือประเทศที่ไทยต้องไปจับมือ และเพิ่มความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนให้มากขึ้น

 

ทูตพิศาลยกตัวอย่างแคนาดาที่เศรษฐกิจผูกกับสหรัฐฯ อย่างแนบแน่น เมื่อผู้นำเห็นอนาคตที่ไม่แน่นอน จึงปรับนโยบายต่างประเทศหันไปจับมือกับจีน และเพิ่มความร่วมมือกับสหภาพยุโรป อย่างในเวทีดาวอส เขาเรียกร้องให้ประเทศขนาดกลางผนึกกำลังกันให้มากขึ้น ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่จะอยู่รอดได้ท่ามกลางความเสื่อมถอยของระเบียบโลกเก่า

 

OECD vs BRICS

 

สิ่งที่รัฐบาลไทยต้องสานต่อ คือการเข้าเป็นสมาชิก OECD ให้ได้ ซึ่งทูตพิศาลมองเป็นส่วนสำคัญที่เราจะประกาศตัวยกระดับมาตรฐานด้านนโยบายสาธารณะและเศรษฐกิจ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งการเข้าร่วมจะกลายเป็นโอกาสที่ดีให้ไทยได้ร่วมมือกับประเทศที่มีมาตรฐานสากลได้

 

แต่เมื่อพูดถึง OECD คนมักจะนำไปเทียบกับกลุ่ม BRICS ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ และโยงเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ โดยมองว่าการเลือกเข้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะหมายถึงการเลือกข้าง และกลุ่ม BRICS ก็ตกเป็นเป้าการโจมตีของทรัมป์ด้วย

 

ทูตพิศาลย้ำว่า OECD และ BRICS เป็นคนละเรื่องกัน OECD มุ่งยกระดับนโยบายสาธารณะและเศรษฐกิจให้ได้มาตรฐาน ส่วน BRICS เป็นกลุ่มที่ไม่มีกลไกกลางในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางการค้า แต่ชูป้ายทางการเมืองว่าไม่ขออยู่ภายใต้การนำของสหรัฐฯ

 

สำหรับทูตพิศาล มองว่าไทยไม่จำเป็นต้องเข้าไปอยู่ร่วมกับ BRICS แบบเต็มตัว เพราะไทยมีความใกล้ชิดกับรัสเซีย อินเดีย และจีนอยู่แล้ว ที่ผ่านมาความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจของกลุ่ม BRICS ก็ยังไม่เห็นอะไรเป็นรูปธรรม แต่การเป็นสมาชิกเต็มตัวอาจเสี่ยงตกเป็นเป้าของทรัมป์และสหรัฐฯ ได้

 

“BRICS เป็นกลุ่มความร่วมมือที่ทรัมป์จำได้แล้ว เขาเคยขู่ว่าจะขึ้นภาษีกับประเทศที่อยู่กลุ่ม BRICS คือสำหรับผมไม่ต้องไปเอาใจทรัมป์ แต่อย่าไปขัดใจ” ทูตพิศาลกล่าว “การรับมือกับมหาอำนาจ ไม่ใช่ดูว่าเราควรจะโปรใคร เราดูว่าผลประโยชน์เราอยู่ที่ไหน ถ้ามหาอำนาจนั้นสามารถใช้มาตรการที่กระทบผลประโยชน์ของเราได้ เราก็ไม่ควรแกว่งเท้าไปหาเสี้ยน”

 

ความร่วมมือกับสมาชิก BRICS สามารถโฟกัสเป็นรายประเทศแทนได้ ซึ่งอินเดียคือตลาดสำคัญที่มีศักยภาพของไทย ในฐานะที่ทูตพิศาลเคยเป็นเอกอัครราชทูตที่อินเดีย เคยพานักธุรกิจไทยไปบุกรัฐคุชราต ซึ่งได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากนเรนทรา โมดี ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นมุขมนตรีรัฐดังกล่าวในขณะนั้น

 

มองไปข้างหน้า ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนกลุ่มอาเซียน

 

ในมุมมองของทูตพิศาล การเป็นประธานอาเซียนของไทยในอีก 2 ปีข้างหน้าอาจไม่มีนัยสำคัญต่อการผลักดันวาระต่างๆ ให้สำเร็จมากนัก เพราะอาเซียนทำงานบนหลักการฉันทมติ หากเราไม่สามารถโน้มน้าวสมาชิกที่เหลืออีก 10 ประเทศให้คล้อยตามได้ โอกาสจะทำสำเร็จก็ลดน้อยลง

 

แต่บทบาทหนึ่งที่ไทยสามารถทำได้ คือการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับอาเซียน ปัจจุบันอาเซียนมีรอยด่างพร้อยว่าเป็นฐานใหญ่ของแก๊งสแกมเมอร์ ทำให้หมดความน่าเชื่อถือ ดังนั้นหากใน 2 ปีข้างหน้า ปัญหาสแกมเมอร์ยังไม่หมดไป เราต้องใช้เวทีที่เราเป็นประธาน ทำให้ให้อาเซียนพ้นจากข้อกล่าวหาว่าเราเป็นศูนย์กลางการหลอกลวงออนไลน์ ไปเป็นฮับของมาตรฐานกฎระเบียบที่ถูกต้อง มาตรฐานของคุณค่าที่คนเชื่อถือ มีความชอบธรรม และยึดถือคุณค่าของสิทธิมนุษยชน หากเราทำได้ ทุกประเทศในประชาคมระหว่างประเทศก็จะหันมาชื่นชม

 

การที่ไทยดำเนินบทบาทสร้างสรรค์ และมีส่วนทำให้อาเซียนมีความน่าเชื่อถือและมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น จะทำให้อาเซียนเป็นอาเซียนที่รับมือกับมหาอำนาจได้ดีกว่าแต่ละประเทศไปรับมือกันเอง ในทางกลับกันเราก็สามารถใช้ประโยชน์จากอาเซียนมาช่วยแก้ปัญหาระหว่างเรากับเพื่อนบ้านได้ด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาในบางประเทศของอาเซียนก็มีความซับซ้อน ทูตพิศาลยอมรับว่าการแก้ปัญหาความขัดแย้งในเมียนมาเป็นเรื่องท้าทาย เพราะมีกลุ่มชาติพันธุ์นับร้อย มีการแบ่งแยกและไม่ไว้วางใจกัน ดังน้ันสิ่งที่ไทยทำได้คือการพยายามผลักดันให้คนที่จะมาเป็นรัฐบาลกับหัวหน้ากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ได้มาพูดคุยเจรจากัน และให้อาเซียนสนับสนุนทิศทางนี้ แต่ในอดีตที่ผ่านมา รัฐบาลไทยมักแสดงความเกรงใจต่อรัฐบาลทหารเมียนมาเพียงฝ่ายเดียว และความเกรงใจนี้ก็ไม่ช่วยให้เกิดความสมานฉันท์ในเมียนมาแต่อย่างใด ซ้ำร้ายยังทำให้ฝ่ายต่อต้านเกิดความระแวงต่อบทบาทไทยด้วย

 

แนวทางพรรคประชาชนกับปัญหาทะเลจีนใต้และไต้หวัน

 

ส่วนปัญหาขัดแย้งระหว่างชาติสมาชิกอาเซียนกับมหาอำนาจภายนอก เช่น ปัญหาในทะเลจีนใต้นั้น ก็เป็นอีกบททดสอบความเป็นเอกภาพของอาเซียน ทูตพิศาลชี้ว่า เมื่อมีหลายประเทศอ้างสิทธิ์ และบางประเทศมีความใกล้ชิดกับจีนมากกว่าประเทศอื่น ย่อมมีความขัดแย้งโดยพื้นฐานเกี่ยวกับมุมมองของแต่ละประเทศ ดังนั้นโจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้อาเซียนมีพลังที่เกิดจากการมีมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของทะเลจีนใต้ที่เหมือนกัน ซึ่งแนวทางนั้นต้องสันติ ปลอดจากการใช้กำลังทหารในการแก้ปัญหา และยึดกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีกฎหมายทะเลเป็นกลไกให้ทุกฝ่ายต้องเคารพกติกาอยู่แล้ว

 

หากมหาอำนาจใดไม่ยอมรับ เราก็ต้องยืนยันว่า หากต้องการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอาเซียนในฐานะที่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่เป็นผลประโยชน์สำคัญของเขา ก็ต้องร่วมกันเคารพกฎบัตรสหประชาชาติ ปฏิบัติตามกฎหมายทะเลและกฎหมายระหว่างประเทศ และแก้ไขปัญหาแบบสันติ ไม่ใช้กำลัง

 

ทูตพิศาล มาณวพัฒน์ อธิบายวิสัยทัศน์การต่างประเทศของพรรคประชาชน 3

 

ส่วนปัญหาไต้หวันที่หลายคนกังวลว่าจะเป็นระเบิดเวลาของสงครามใหญ่ระหว่างมหาอำนาจและบีบให้ไทยต้องเลือกข้างนั้น ทูตพิศาลให้ความเห็นว่า เราต้องบอกกับสหรัฐฯ อย่างชัดเจนว่า แม้เราจะมีข้อตกลงความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในเรื่องการทหารและความมั่นคง แต่เราจะไม่เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการสหรัฐฯ ที่ไปปิดกั้นหรือปิดล้อมมหาอำนาจอีกชาติหนึ่ง และเราต้องบอกกับจีนด้วยว่าเรามีท่าทีแบบนั้น เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีความเกรงใจในท่าทีของเราว่าเราจะไม่เป็นภัยต่อใคร เพราะการไปร่วมมือกับฝ่ายหนึ่งเพื่อไปต่อต้านอีกฝ่ายหนึ่ง เราไม่ร่วมอย่างแน่นอน

 

อย่างไรก็ตาม ทูตพิศาลชี้ว่า สหรัฐฯ ทราบดีว่าจุดที่จะสร้างความเสี่ยงในการปะทะกับจีนทางทหารคือประเด็นไต้หวัน ส่วนไต้หวันเอง ผู้นำก็รู้ดีเช่นกันว่า ตราบใดไต้หวันต้องการรักษาสภาพเดิมที่เป็นอยู่ ก็ต้องไม่ออกมาประกาศเอกราช เพราะเกือบทุกประเทศทั่วโลกก็ยึดมั่นในหลักการจีนเดียว

 

สหรัฐฯ ยังใช้นโยบายที่มีความคลุมเคลือทางยุทธศาสตร์ คือไม่รับประกันว่าจะปกป้องเต็มตัวหรือไม่ หากจีนโจมตีไต้หวัน เพราะสหรัฐฯ ก็ต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า จะยอมให้ทหารอเมริกันไปตายเป็นจำนวนเท่าไรเพื่อปกป้องไต้หวันให้พ้นเงื้อมมือจีน ส่วนจีนเองก็ต้องชั่งใจเช่นกัน เพราะเห็นสงครามระหว่างยูเครนกับรัสเซียเป็นตัวอย่างว่า การทำสงครามมีแต่จะทำให้แพ้ด้วยกันทุกฝ่าย

 

ทูตพิศาลเชื่อว่า สิ่งที่สหรัฐฯ จะทำได้คือเดินตามยุทธศาสตร์แห่งชาติที่ทรัมป์ประกาศเมื่อปลายปีที่แล้ว คือแสดงแสนยานุภาพให้จีนเห็นว่า สหรัฐฯ จะมีขีดความสามารถทางทหารที่เหนือกว่าจีนเสมอ ซึ่งจะทำให้จีนตัองยับยั้งชั่งใจ

 

อย่างไรก็ตาม แม้ไม่เชื่อว่าจะเกิดสงครามใหญ่ขึ้นระหว่างมหาอำนาจ แต่การเพิ่มกิจกรรมทางทหารของทั้งจีนและสหรัฐฯ เช่น การลาดตระเวนด้วยเรือรบหรือการตรวจการณ์ด้วยเครื่องบินทหาร ย่อมมีความเสี่ยงเกิดการกระทบกระทั่งจากอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดและบานปลายเป็นสงครามได้

 

แต่ตราบใดที่สีจิ้นผิงและทรัมป์ยังมีความรู้สึกว่าจีนและสหรัฐฯ ยังมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน โอกาสเกิดสงครามกันโดยตรงก็มีน้อย แม้ทั้งคู่จะพยายามแยกเศรษฐกิจ (Decouple) ออกจากกัน แต่ก็ทำไม่สำเร็จ เพราะว่าบริษัทใหญ่ๆ ของสหรัฐฯ ยังต้องพึ่งตลาดจีน จีนยังถือพันธบัตรสหรัฐฯ อยู่เป็นจำนวนมาก และคุมการผลิตแรร์เอิร์ธที่ใช้ในอุตสาหกรรมไฮเทคถึง 90% ของทั้งโลก

 

ความต่อเนื่องของนโยบายและความมีเสถียรภาพเป็นหัวใจขับเคลื่อนการต่างประเทศ

 

ทูตพิศาลกล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้บทบาทไทยหายไปจากเวทีโลกตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เป็นเพราะการเมืองภายในมีความระส่ำระสาย ไม่มีเสถียรภาพ ขาดความต่อเนื่อง และมีความแตกแยกภายใน จึงทำให้ประเทศถอยหลัง และการทูตขาดพลัง แต่ถ้าเรามีรัฐบาลที่ต่อเนื่องที่ไม่ได้มาจากการซื้อเสียงหรือทุนเทา และเป็นรัฐบาลที่ต้องการเข้ามาปรับเปลี่ยนประเทศไปในทางที่ดีขึ้น จะทำให้เรามีโอกาสกลับมาโดดเด่นในเวทีโลกอีกครั้ง

 

การบริหารงานที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนจะทำให้ไทยดำเนินนโยบายได้อย่างสง่างาม และพรรคประชาชนก็ตั้งเป้าเป็นรัฐบาลที่ทำงานต่อเนื่อง 2-3 เทอม หากทำได้จะสร้างเสถียรภาพและปลุกพลังการต่างประเทศที่หายไปกว่า 2 ทศวรรษให้กลับมาอีกครั้ง

 

“ถ้าหัวหน้ารัฐบาลสะอาด ไม่มีเทา และมุ่งมั่น การต่างประเทศก็ไม่ต้องมานั่งเดาใจ ว่าเรื่องนี้ นายกฯ จะเอาอย่างไร คนทำงานกระทรวงต่างประเทศก็เกิดความสบายใจ”

 

ทูตพิศาลกล่าวทิ้งท้ายว่า ไทยไม่จำเป็นต้องพูดว่าจะกลับสู่จอเรดาร์โลก แต่อยากทำให้เห็น ซึ่งในวันที่พรรคประชาชนชนะอย่างท่วมท้น และได้เป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาล วันนั้นจะเป็นวันที่สื่อทั่วโลกหันมามองประเทศไทย เมื่อนั้นเราจะอยู่ในจอเรดาร์ของโลกทันที เพราะเขารู้ว่ารัฐบาลนี้มุ่งมั่นที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising