วันนี้ (8 มกราคม) เวลา 17.00 น. พรรคเพื่อไทย จัดปราศรัยใหญ่ครั้งแรก ‘ยกเครื่องชีวิตคนไทย เพื่อไทยทำได้ เลือก เพื่อไทยให้ชนะขาด’ ที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร นำโดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์, จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ผู้สมัคร สส. กทม. ร่วมขึ้นปราศรัย อาทิ ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์, ญาณกิตติ์ ห่วงทรัพย์, เดวิด มกรพงศ์ และภูผาร์ ไทยแท้ รวมทั้งผู้ช่วยหาเสียง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, จักรภพ เพ็ญแข
นอกจากนี้ แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ได้ร่วมให้กำลังใจผู้สมัคร สส. ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มาร่วมกิจกรรมในการรณรงค์หาเสียงกับพรรคเพื่อไทย
สำหรับไฮไลต์การปราศรัยวันนี้ อยู่ที่การเปิดนโยบายเรือธงและนโยบายใหม่ของพรรคเพื่อไทย จากแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค
‘สุริยะ’ บอกทำให้หลานมันดู พร้อมเปิดนโยบายใหม่รัฐช่วย 70% ปชช.จ่าย 30 %
สุริยะปราศรัยตอนหนึ่งว่า ถ้าผู้สมัครพรรคเพื่อไทยได้รับการเลือกตั้งเกิน 200 คน เราสามารถยกเครื่องประเทศไทยได้แน่นอน ซึ่งเราสามารถยกเครื่องโครงสร้างพื้นฐานไปพร้อมกันได้ โดยให้เกิดความทั่วถึงปลอดภัยและราคาถูก ทั้งรถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย รถเมล์แอร์ และรถ feeder จะเกิดขึ้นภายใน 3 เดือน นอกจากนี้ จะมีโครงการบ้านเพื่อคนไทยเริ่มต้นเดือนละ 4,000 บาท ไม่มีดาวน์ รวมถึงโครงการคมนาคมขนาดใหญ่ เช่น รถไฟรางคู่ ท่าเรือ สนามบินใหม่ เส้นทางมอเตอร์เวย์จะต้องเดินหน้าต่อ เพื่อแก้ปัญหาปากท้องให้คนไทยกลับมามีกำลังโอกาสและรวยขึ้น
“ตลอดเส้นทางการเมือง 25 ปี ผมเป็นนักทำที่ไม่เหมือนคนอื่น เพราะผมเป็นนักทํายาก งานท้าทาย งานง่ายๆ ผมไม่ทำ ทุกคนที่ผมตั้งใจไม่คยล้มเหลว ผมทำการเมืองมา 25 ปี นอกจากทำเพื่อชาติบ้านเมือง ผมก็ทำให้หลานมันดู” สุริยะกล่าว
สุริยะย้ำว่าไม่ได้มาขายของเก่า แต่เพื่อไทยทำได้จริง บางคนบอกตนแก่แล้วควรวางมือ ย้ำว่าส่วนตัวแก่ประสบการณ์ คนแก่ลงได้แต่พรรคไม่ได้แก่ขึ้น มีคนใหม่มาสานต่อให้พรรคทำงานได้ดีขึ้น แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเลือกพรรคเพื่อไทยให้ได้เกิน 200 คน สัญญาว่าหากได้กลับไปคุมกระทรวงคมนาคมรถไฟจะติดแอร์ การเดินทางไปต่างจังหวัดจะรวดเร็วและสะดวกขึ้น และเพื่อไทยพร้อมเดินหน้านโยบายที่ช่วยคน โดยจะยกระดับจากคนละครึ่งเป็นรัฐช่วย 70% ประชาชนจ่ายแค่ 30% ซึ่งสิ่งที่พูดทั้งหมดคือสิ่งที่ทำได้จริง
‘จุลพันธ์’ ชี้ ‘อนุทิน’ เป็นนายกฯ ล้มเหลว ชี้ หมดเวลาแล้ว ขอพา ‘ยศชนัน’ เข้าทำเนียบ
ด้าน จุลพันธ์กล่าวปราศรัยว่า กทม. เป็นเมืองหลวงของประเทศเป็นศูนย์กลางการค้าเศรษฐกิจ แต่คน กทม. รายได้ไม่พอ รายจ่าย ทำงานหนักขึ้น แต่ชีวิตยากลำบาก วันนี้เพื่อไทยอาสามาเปลี่ยนทั้งระบบ ให้ทุกคนยืนได้อีกครั้ง วันนี้อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มรายได้ ซึ่งเพื่อไทยมีจุดแข็ง 3 ข้อ
1.มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดเสมอ 2.ผู้สมัคร สส. ที่เป็นดีเอ็นเอของพรรคที่ต่างจากพรรคอื่น ซึ่งทุ่มเทแรงกายลงพื้นที่อย่างเต็มที่ และ 3.นโยบายซึ่งเพื่อไทยเป็นพรรคแรกที่นำนโยบายมาทำได้จริง
จุลพันธ์ยังได้เปิด 7 นโยบายหลัก ที่พรรคมั่นใจว่าตอบโจทย์คน กทม. อย่างแท้จริง อาทิ ปิดหนี้นอกระบบ หนี้เสีย หนี้ผู้สูงอายุ, พักหนี้เกษตรกร, ปราบปรามยาเสพติดให้สิ้นซาก, ปราบสแกมเมอร์, หวยเกษียณ, สนับสนุน SMEsและ e-Commerce และการพัฒนาคนส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ปีละ 1 ล้านคน ละคน 10,000 บาท เพื่อให้คนไทยพร้อมรับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด
“นโยบายของพรรคเพื่อไทยทั้งหมดไม่ใช่คำสัญญาปากเปล่า แต่คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยที่มีประสบการณ์มีทีมงานที่ตั้งใจทำให้พี่น้องประชาชน เมื่อพรรคเพื่อไทยได้บริหารประเทศ เราพิสูจน์มาแล้วว่า เศรษฐกิจดีทุกครั้ง ประชาชนมีกินมีใช้ วันนี้คน กทม. ต้องการการเปลี่ยนแปลง ขอพี่น้องเลือกคนที่ดีกว่า ส่วนตัวภาคภูมิใจกับการรับไม้ต่อเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย มีความอบอุ่นทุกครั้งที่ได้พบประชาชน เราจะเดินหน้าสู่ชัยชนะในครั้งนี้ และเราจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้” จุลพันธ์กล่าว
จุลพันธ์ระบุว่า วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เป็นวันชี้ชะตาของประเทศไทย ในเวลานี้ประเทศไทยต้องวางรากฐานของประเทศให้กลับมายืนได้อีกครั้งบนเวทีโลก ให้คนไทยลืมตาอ้าปาก การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่มีเวลาให้คนไม่มีประสบการณ์มาลองบริหารประเทศ
จุลพันธ์ระบุอีกว่า เราให้คุณทดลองแล้ว แต่คุณเอา 14 ล้านเสียง ไปเลือกอนุทินเป็นนายก ปลุกผีอนุรักษ์นิยมกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง นี่จึงไม่ใช่เวลาทดลองอีกต่อไป จะบอกว่าให้ลองไปก่อน แต่ 4 ปีข้างหน้าไม่รู้จะเหลือประเทศให้มันมาซ่อมอีกหรือไม่ ชีวิตของประชาชนไม่ใช่ให้มาลองเล่นๆ และเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะให้โอกาสกับใครก็ตามที่บริหารประเทศแค่ 2 เดือนแต่ล้มเหลวไปแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมที่หาดใหญ่ที่ศพหายร้อยกว่าศพ การจัดกีฬาซีเกมส์ที่สร้างความอับอายให้คนไทยทั้งประเทศ เป็นรัฐบาลที่ใช้เวลาสั้นที่สุดในการพิสูจน์ความล้มเหลว
“ผมอยากจะฝากคำพูดบางคำไปให้กับคนที่อยู่ทำเนียบรัฐบาลในวันนี้ หนูเอ้ย หนูฟังหนิมนะ หนิมจะบอกหนูว่า ที่หนูบอกว่าพูดแล้วทำ แต่ที่ทำไม่ตรงกับกับที่พูดสักอย่าง หนูบอกว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ แต่หนูล้มกระดานจนการแก้รัฐธรรมนูญล้มเหลว หนูบอกว่าจะไม่แทรกแซงคดี แต่คดีฮั้ว สว. คดีเขากระโดงไม่เดินหน้า หนูบอกว่าไม่กลัวการตรวจสอบ แต่หนูยุบสภาหนี แล้วจะให้หนิมเชื่อหนูได้ยังไง หนูอย่าโกหกประชาชน แค่โกหกพรรคประชาชนก็แย่แล้ว หนิมจะบอกหนูว่า เวลาของหนูหมดแล้ว หนิมและพี่น้องประชาชนจะพา เชน-ยศชนัน เข้าทำเนียบเป็นนายกรัฐมนตรี” จุลพันธ์กล่าว
‘ยศชนัน’ เปิดนโยบายคนไทยไร้จน-สินเชื่อเพื่อคนทำธุรกิจในต่างแดน อัพเกรด30 รักษาทุกที่เป็น 30 บาท AI
ขณะที่ ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวปิดท้ายการปราศรัยว่า 24 ปีมาแล้วทำให้ตนเห็นอดีตที่ผ่านมาพี่น้องหมดหวังจากพิษเศรษฐกิจ แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยเกิดขึ้นมาฟังเสียงประชาชน และคืนประชาธิปไตยสู่นโยบาย คืนกลับมาเป็น 30 บาทรักษาทุกโรค จนมาเป็น 30 บาทรักษาทุกที่ และมาเป็น 30 บาท AI ให้เชื่อมโยงข้อมูลรักษาคนไทยป่วยให้ดีที่สุด เปลี่ยนการเกษตรเป็นยาสมุนไพร เปลี่ยนอาหารเป็นยา
นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ด้วยนโยบายกองทุนหมู่บ้านที่พรรคจะสานต่อ ขณะเดียวกันหลายคนเป็นหนี้ มีปัญหายาเสพติดต้องแก้ด้วยการยกเครื่องประเทศไทย ขับเคลื่อนที่ฐานราก ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขนานไปกับการปรับโครงสร้างหนี้ ขยายโอกาส บางคนมองว่าเป็นประชานิยมเขาไม่เข้าใจแต่นี่คือการแก้ไขที่สาเหตุ และมองจิตใจของพ่อแม่พี่น้องประชาชน ให้หายใจได้คล่องขึ้น
ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้เปิดนโยบายใหม่ของพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย ‘นโยบายให้สินเชื่อเพื่อคนไทยทำธุรกิจในต่างแดน’ เป็นหน้าต่างให้ประเทศไทยขายสินค้าให้คนทั่วโลก และสานต่อนโยบายไทยรักไทย ทำสงครามกับความจนทุกรูปแบบ เปิด ‘นโยบายคนไทยไร้จน’ หากใครรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน รัฐบาลเติมเงินช่วยเหลือเดือนละ 3,000 บาท
‘ณัฐวุฒิ’ เย้ยสีน้ำเงินอุลตร้าแมนแปลงร่างได้แค่ 3 นาที
ทั้งนี้ ในการปราศรัย ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียง พรรคเพื่อไทย ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า ช่วงนี้คะแนนโพลไหลทับ เรื่องดีๆ เกิดขึ้น ตั้งแต่พรรคเพื่อไทยตั้งหลักรวมพลังและเดินหน้าก็ฟอร์มดีมาตั้งแต่วันจับเบอร์เลือกตั้ง เพราะยังไม่ทันได้ควานหาแต่เบอร์ 9 ก็เด้งติดมือขึ้นมา พรรคอื่นได้เบอร์ 37 เบอร์ 46 แค่คิดทำมือก็เพลียแล้ว มีพรรคหนึ่งใส่เสื้อสีน้ำเงิน พร้อมทำท่า ‘พลัส’ คนดูจำได้ว่าเป็นท่าของอุลตร้าแมน นายกฯ หนูรู้หรือไม่ ว่าการปล่อยพลัง ยิงแสงแปลงร่างอยู่ได้แค่ 3 นาที ดังนั้นอยู่ 2 เดือน หมดเวลาแล้วหนู
ณัฐวุฒิกล่าวอีกว่า นักวิชาการวิเคราะห์ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เหมือนหวยล็อก ล็อกนายกฯ ไว้แล้วว่าเป็นอักษรย่อ ‘อ.อ่าง’ ย่อมาจาก ‘อ.เชน’
ทั้งนี้ วิเคราะห์กันว่าการเมืองครั้งนี้แข่งกัน 3 ก๊ก 3 สี คือ สีแดง น้ำเงิน ส้ม ซึ่งหนึ่งในนี้จะได้ตั้งรัฐบาล ตอนนี้สีแดงยืนอยู่ตรงนี้ สีน้ำเงินเป็นรัฐบาล แต่อีกสีเป็นสีดาลุยไฟ เพราะไปเซ็น MOA ตอนสีดาลุยไฟพิสูจน์ความบริสุทธิ์ แต่สีดาในปัจจุบันกลับเสียรู้ให้อนุทิน ซึ่งพรรคเพื่อไทยเคยจัดการแล้วตอนร่วมรัฐบาลทำงานไม่เข้าขา มองตาไม่รู้ใจ จึงเอาอนุทินออกจากมหาดไทย แต่สีส้มกลับเอาไปใส่ทำเนียบรัฐบาล
เราสู้กันมา 20 กว่าปี ไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ที่ฝ่ายประชาธิปไตยเอาอำนาจอันชอบธรรมจากประชาชนไปให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยม ซึ่งหากจะเอาอำนาจจากอดีตนายกฯพรรคเพื่อไทย ต้องปล้นเอา หรือยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน โดยการใช้นิติสงคราม แต่ถ้าเอาอำนาจจากพรรคสีส้ม เพียงแค่ลูบหลังเบาๆ แล้วก็ยกให้เขา พอ 2 เดือนยุบสภา คืนให้สีส้มครึ่งนึง ซึ่งไม่ใช่แค่หักหลังแต่เป็นการหักหน้า
ณัฐวุฒิกล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบายของพรรคประชาชนครั้งนี้ ที่ชูมีเรา ไม่มีเทา ไม่มีวันยกมือให้อนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วมาบี้พรรคเพื่อไทยว่าจะเลือกใคร ขอให้ประชาชนจับตาพรรคที่ประกาศไม่โหวตอนุทิน ส่วนพรรคเพื่อไทยจะไม่เล่นเกมตาม เพราะเราขอฟังเสียงของประชาชน



