วันนี้ (15 มกราคม) คณะทำงานพรรคเพื่อไทย นำโดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและคณะ ได้เข้าพบหารือกับคณะกรรมการบริหารที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) นำโดย ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
บรรยากาศเป็นไปอย่างเข้มข้นแต่เป็นกันเองในฐานะคนวงการการศึกษาและวิจัย โดยมีเป้าหมายเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองให้นโยบายการศึกษาและการวิจัยของพรรค สามารถตอบโจทย์และแก้ปัญหาประเทศได้อย่างตรงจุด ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ ‘พายุลูกใหญ่’ ทั้ง Tech Disruption และ Climate Change แต่ไทยยังมีความได้เปรียบที่ปรับตัวได้ง่ายเพราะมีภาระผูกพันจากการลงทุนเดิมยังไม่สูงจนถอนตัวลำบาก
ในเชิงยุทธศาสตร์ ศ.ดร.ยศชนัน ได้เสนอการขับเคลื่อน 2 ส่วนหลัก คือ 1. การยกระดับเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิม เน้นใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลิตภาพในกลุ่มท่องเที่ยว เชื่อมโยงสู่เกษตรและอุตสาหกรรม รวมถึงระบบขนส่งอย่างรถไฟฟ้า 20 บาทและระบบ Feeder และ 2. การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ดึงดูดการลงทุน พร้อมสร้างโครงสร้างพื้นฐานวิจัยขั้นแนวหน้าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยยกตัวอย่างห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่ เช่น การผลิตรถยนต์ ที่ต้องอาศัยทักษะหลากหลายไม่ใช่แค่วิศวกร แต่รวมถึงดีไซเนอร์และผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ ด้วย
ศ.ดร.ยศชนัน ยังเน้นย้ำจุดยืนเรื่องอธิปไตยทางทรัพย์สินทางปัญญา โดยกระตุ้นให้ภาคการศึกษาเลิกหมุนตามการเมือง แต่ต้องกล้าลุกขึ้นสู้เพื่อยกระดับประเทศ พร้อมระบุสไตล์การทำงานของตนว่า ภายนอกอาจดูสุภาพ แต่เนื้อแท้คือความมุ่งมั่นแบบกัดไม่ปล่อย เพื่อที่จะ Break through ปัญหาโครงสร้างเดิมๆ ให้ได้ โดยเชื่อมั่นว่าการนำตรรกะทางวิทยาศาสตร์มาใช้อธิบายทางการเมือง จะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้และพาไทยไปยืนเทียบเท่าประเทศชั้นนำ
ทางด้านที่ประชุม ทปอ. ได้สะท้อนมุมมองกลับอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะความกังวลเรื่อง Missing Link หรือช่องว่างระหว่างตำราเรียนกับโลกอุตสาหกรรมจริง และความชัดเจนของโครงการ EEC ในระยะต่อไป รวมถึงโจทย์สำคัญเรื่องการพัฒนาคน ที่ต้องเร่งผลิตบุคลากรให้ทันโลก ทั้งในฝั่งความต้องการตลาด และการผลักดันการผลิต เช่น การให้ทุนเรียนฟรีในสาขาที่ประเทศขาดแคลน
ในช่วงท้าย ทปอ. ได้กล่าวชื่นชมนโยบายในอดีตอย่าง 1 อำเภอ 1 ทุน (ODOS) ที่เปิดโอกาสให้เด็กไทย และชื่นชมวิสัยทัศน์ของ ศ.ดร.ยศชนัน ที่มีการวางแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวอย่างชัดเจน เข้ามาเติมเต็มจุดอ่อนของไทยที่มักขาดแผนแม่บทด้านการศึกษาและวิจัย ทำให้มองเห็นทิศทางอนาคตของประเทศได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการหารือครั้งนี้มีแกนนำพรรคเพื่อไทยและผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยชั้นนำเข้าร่วมระดมสมองกันอย่างคับคั่ง


