PepsiCo เตือนว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อต่อผู้บริโภคชาวสหรัฐฯ และยังส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของยอดขายในไตรมาส 2 ด้วย
โดยเฉพาะในครึ่งปีหลัง จะยิ่งเจออัตราเงินเฟ้อของต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น แม้บริษัทจะมีการประหยัดจากการปรับปรุงประสิทธิภาพและการคืนค่าธรรมเนียมศุลกากรบ้าง แต่นั่นก็อาจไม่เพียงพอ ทำให้ต้นทุนรวมยังคงสูงกว่าครึ่งปีแรก
ผลประกอบการไตรมาส 2 แสดงความแตกต่างตามภูมิภาค โดยกลุ่มธุรกิจขนมขบเคี้ยวในอเมริกาเหนือ อย่างแบรนด์โดริโทสและเลย์ ไม่สามารถเพิ่มปริมาณการขายในช่วงสามเดือนสิ้นสุดงบวันที่ 13 มิถุนายน ได้ ส่งผลให้รายได้ลดลงราว 2% แม้บริษัทจะพยายามปรับลดราคาสินค้า แต่ก็ไม่ได้ช่วยมากนัก เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงแบกรับแรงกดดันจากเงินเฟ้อ
รามอน ลากัวร์ตา ซีอีโอของ PepsiCo กล่าวว่า แนวโน้มระยะสั้นในสหรัฐฯ ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยนอกเหนือการควบคุมของบริษัท แต่ในทางกลับกัน ตลาดต่างประเทศยังแสดงความยืดหยุ่น โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง, เวียดนาม, ไทย, จีน และยุโรป ซึ่งรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10% ในไตรมาสนี้ ขณะที่ปริมาณการขายรวมยังคงทรงตัว
ทั้งนี้ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาน้ำมันขึ้นสู่ระดับราว 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และนักวิเคราะห์เตือนว่าการเพิ่มขึ้นของต้นทุนพลังงานอาจยืดเยื้อ ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของยอดขายในสหรัฐฯ
เพื่อรับมือกับการชะลอตัวของยอดขาย PepsiCo เคยใช้มาตรการลดราคาขนมสูงสุดถึง 15% ก่อนงานซูเปอร์โบวล์ ซึ่งมักช่วยเพิ่มปริมาณการขายในไตรมาสแรก แต่ผลกระทบดังกล่าวไม่ต่อเนื่องมาถึงไตรมาส 2 ขณะเดียวกัน ผู้ค้าปลีกรายใหญ่อย่าง Walmart ก็เริ่มลดราคาสินค้าบางรายการ รวมถึงผลิตภัณฑ์ของ PepsiCo ด้วยเช่นกัน
ด้านผลประกอบการรวม บริษัทรายงานรายได้ไตรมาส 2 อยู่ที่ 2.42 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 6.4% จากปีก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิใกล้เคียง 3 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งทั้งสองตัวเลขสูงกว่าความคาดหมายของวอลล์สตรีท
ถึงกระนั้น PepsiCo ยังยืนยันทิศทางงบการเงิน โดยคาดว่ารายได้จะเติบโตระหว่าง 2–4% และกำไรต่อหุ้นจะขยายตัว 4–6% แต่ยังต้องเผชิญความท้าทายจากธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารบรรจุภัณฑ์ เนื่องจากกระแสต่อต้านอาหารแปรรูปและการเพิ่มขึ้นของผู้บริโภคที่ใช้ยา GLP-1 เพื่อช่วยลดน้ำหนัก ทำให้ความต้องการสินค้าแปรรูปบางประเภทลดลงอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมยังมีความเคลื่อนไหว ผู้เล่นรายใหญ่ต่างปรับกลยุทธ์ เช่น ดีลรวมธุรกิจอาหารของ Unilever กับ McCormick มูลค่า 6.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนการตอบสนองต่อแนวโน้มตลาดที่เปลี่ยนแปลงและยังมีความพยายามสร้างขนาดทางธุรกิจเพื่อรับมือความท้าทายในอนาคต
ภาพ: vittoria_vittoria/shutterstock
อ้างอิง:

