พรรคประชาชนออกแถลงการณ์แสดงความเห็นต่อ 7 มาตรการบรรเทาผลกระทบวิกฤตพลังงานของศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบก.) โดยเรียกร้องความชัดเจนในการบริหารราคาน้ำมันหลังมีการปรับขึ้นราคา 6 บาทต่อลิตร พร้อมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการจัดให้กลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างภาครัฐได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนในระดับเดียวกับกลุ่มเปราะบาง
ประเด็นสำคัญ
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พรรคประชาชนได้ระบุถึงการดำเนินงานของ ศบก. ซึ่งนำโดย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง
ควรสื่อสารต่อเนื่อง แทน ‘คิดไปทำไป’
พรรคประชาชนระบุว่า สงครามตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมาเป็นเวลา 1 เดือน แต่รัฐบาลออกมาตรการแบบเป็นครั้งคราว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขาดความเตรียมพร้อมในการบริหารประเทศยามวิกฤต รัฐบาลควรประเมินสถานการณ์ วางนโยบายรองรับผลกระทบแบบลูกโซ่ล่วงหน้า และสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่องเพื่อลดความตื่นตระหนกและความไม่แน่นอนของผู้ประกอบการ แทนการดำเนินนโยบายในลักษณะ ‘คิดไปทำไป’
พรรคหยิบยกการบริหารจัดการราคาน้ำมัน หลังจากกรอบเวลา 15 วันของการตรึงราคาสิ้นสุดลง คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมติปรับลดอัตราการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดปรับเพิ่มขึ้น 6 บาทต่อลิตรในวันที่ 26 มีนาคม พรรคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความชัดเจนถึงหลักการที่จะใช้บริหารราคาน้ำมันต่อจากนี้ ว่าจะปล่อยให้ลอยตัวตามราคาตลาดโลก หรือใช้วิธีอุดหนุนแบบขั้นบันได ซึ่งหากใช้แนวทางขั้นบันไดก็ควรระบุกรอบตัวเลขแต่ละขั้นให้ชัดเจน
เร่งตั้ง ครม. ใหม่ ปรับลดภาษีสรรพสามิต
ในส่วนของมาตรการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพื่อลดค่าครองชีพและต้นทุนธุรกิจนั้น แม้พรรคประชาชนจะเห็นด้วย แต่ได้เสนอแนะให้รัฐบาลศึกษาว่าการดำเนินการดังกล่าวอยู่ในอำนาจของรัฐบาลรักษาการหรือไม่ พร้อมแนะให้เร่งจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เพื่อให้ดำเนินมาตรการภาษีได้สมบูรณ์ และต้องคำนึงถึงรายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2569 ว่าจะเพียงพอหรือไม่ในภาวะที่เศรษฐกิจยังมีแนวโน้มชะลอตัว
สำหรับการช่วยเหลือประชาชน พรรคเสนอให้รัฐบาลพิจารณาใช้งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งเหลืออยู่ประมาณ 30,000 ล้านบาท มาจัดสรรเพื่อช่วยเหลือแบบพุ่งเป้าให้กับกลุ่มผู้เปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร ชาวประมง และภาคขนส่งสาธารณะ ตามสัดส่วนความเดือดร้อน
ช่วยคู่สัญญาสัมปทานก่อสร้างรัฐ เร่งด่วนเท่ากลุ่มเปราะบาง?
อย่างไรก็ตาม พรรคได้ตั้งข้อสังเกตถึงการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่ม ‘คู่สัญญาสัมปทานก่อสร้างภาครัฐ’ อย่างเร่งด่วนในระดับเดียวกับกลุ่มเปราะบาง ทั้งที่ผู้ประกอบการในธุรกิจอื่น โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ต่างก็ประสบปัญหาต้นทุนวัตถุดิบและกำลังซื้อชะลอตัวเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ ในภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าปุ๋ย ซึ่งไทยนำเข้าปุ๋ยปีละประมาณ 500,000 ตัน โดย 1 ใน 3 เป็นการนำเข้าจากตะวันออกกลาง พรรคประชาชนระบุว่า โครงการปุ๋ยธงเขียวของรัฐบาลที่ผ่านมาช่วยเกษตรกรได้ในวงจำกัด โดยในปีงบประมาณที่ผ่านมามีการจำหน่ายปุ๋ยราคาพิเศษ 5 ล้านกิโลกรัม จากความต้องการใช้ทั้งประเทศ 5.6 ล้านตัน ซึ่งคิดเป็นการเข้าถึงเกษตรกรเพียง 0.1%
ทางพรรคจึงเสนอให้รัฐบาลปรับแนวทางไปสู่การกำกับดูแลราคาทั้งห่วงโซ่ปัจจัยการผลิต ตั้งแต่การนำเข้าจนถึงการเก็บเกี่ยว เพื่อป้องกันการโก่งราคาและการกักตุนสินค้าระหว่างวิกฤต


