วันนี้ (8 มกราคม) เวลา 12.00 น. พรรคประชาชนเปิดเผยชื่อ เพียงพนอ บุญกล่ำ เป็นทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านการปฏิรูปภาครัฐ ผ่านซีรีส์ The Professionals ตอนที่ 5 ซึ่งเธอสนทนากับ สุทธิชัย หยุ่น ถึงเจตนารมณ์ในการตัดสินใจเข้าสู่เส้นทางการเมือง และวิสัยทัศน์ในการปฏิรูปภาครัฐเพื่ออนาคตของคนรุ่นต่อไป
ตัดสินใจลงสู่ถนนการเมือง เพราะกังวลถึงอนาคตประเทศ
เพียงพนอเปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นของการมาร่วมงานกับพรรคประชาชนว่า เป็นจังหวะที่สอดคล้องกับการตัดสินใจเกษียณก่อนกำหนด (Early Retire) ซึ่งมีผลเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา แม้เดิมจะมีแผนท่องเที่ยว สอนหนังสือ และเขียนหนังสือ แต่เมื่อได้รับการชักชวนจากผู้ใหญ่ให้มาทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติ ประกอบกับความสนใจในประเด็นปัญหาประเทศ โดยเฉพาะเรื่องบรรษัทภิบาล (Corporate Governance) และการทุจริตคอร์รัปชัน เธอจึงเลือกที่จะทิ้งชีวิตหลังเกษียณมาทำงานเพื่อส่วนรวม
“เราถามตัวเองว่า ทำไมประเทศมาถึงจุดนี้ เราเรียนและทำงานมารวมทั้งหมด 38 ปีครึ่ง ได้เห็นมาตั้งแต่ประเทศรุ่งเรือง ทุกอย่างมีความหวัง มาจนถึงวันนี้ที่เราก็สอนหนังสือนิสิตนักศึกษาด้วย ก็เห็นว่าคนรุ่นต่อๆ ไปเขาจะอยู่อย่างไร สมมติเราอยู่อีกสัก 20 ปี ก็อาจจะพอทน แต่ลูกหลานหรือเด็กๆ อาจจะต้องอยู่อีก 50-60 ปี” เพียงพนอระบุ
เธอยังขยายความถึงความเกี่ยวพันระหว่างการเมืองกับการทำงานในฐานะนักกฎหมายว่า ในโลกธุรกิจ สิ่งที่นักลงทุนกังวลที่สุดไม่ใช่ภาษี แต่คือความไม่แน่นอนที่คำนวณไม่ได้ หลายครั้งที่ลูกความต่างชาติแสดงความไม่เชื่อมั่นในระบบกฎหมายไทยจนถึงขั้นไม่ขอขึ้นศาลไทย และเลือกไปใช้อนุญาโตตุลาการที่สิงคโปร์แทน ซึ่งเธอถือนิยามว่าเป็น “Inconvenient Truth” หรือความจริงที่น่ากระอักกระอ่วนใจสำหรับคนในวิชาชีพกฎหมาย
มุ่งผสานความเป็นมืออาชีพเข้ากับเจตจำนงการเมือง ‘พรรคประชาชน’
เหตุผลสำคัญที่ทำให้เพียงพนอเลือกร่วมงานกับพรรคประชาชน คือความมุ่งมั่นที่สะท้อนผ่านนโยบายและข้อบังคับพรรคอย่างชัดเจน เธอเน้นย้ำว่าปัญหาเรื่อง Rule of Law หรือหลักนิติธรรม คือต้นทุนที่แพงที่สุดของประเทศ ซึ่งหากแก้ไขได้จะช่วยเพิ่ม GDP โดยไม่ต้องลงทุนอย่างอื่นเพิ่มเติม
“ประเทศไทยทำเรื่องเพิ่มประสิทธิภาพรัฐมานานมากๆ ทำไมไม่เกิดขึ้นเสียที ก็เพราะมันขาดเจตจำนงทางการเมืองอย่างแน่แท้” เพียงพนอกล่าว
สิ่งที่เธอตั้งใจจะนำมาเติมเต็มคือ ความเป็นมืออาชีพที่จะเข้าคู่ไปกับเจตจำนงทางการเมืองของพรรค เธอนิยาม ‘มืออาชีพ’ แปลว่า เรามีอิสระในการที่จะใช้ความรู้ความสามารถของเราแบบมืออาชีพ เพราะฉะนั้นไม่มีใครสามารถมาสั่งให้เราทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้ และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลที่ยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก
ปักธงกิโยตินกฎหมายล้าสมัย
หนึ่งในภารกิจเร่งด่วนที่เพียงพนอมองว่าเป็นหัวใจสำคัญ คือการทำ “กิโยตินกฎหมาย” (Regulatory Guillotine) หรือการทบทวนและยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัย แม้ไทยจะเคยมีความพยายามทำเรื่องนี้หลายครั้งแต่ไม่สำเร็จเนื่องจากขาดเจตจำนงทางการเมืองที่เด็ดขาด
เธอเสนอโมเดล “Operation 18” โดยตั้งเป้าหั่นกฎหมายและใบอนุญาตที่ไม่จำเป็นภายในเวลา 18 เดือน ตามแบบอย่างความสำเร็จของเวียดนามที่ใช้โมเดล Project 30 นอกจากนี้ เพียงพนอยังชี้ให้เห็นถึงความเจ็บปวดจากการถูกนักลงทุนมองข้าม โดยยกตัวอย่างจากวงประชุม Venture Capital ที่สิงคโปร์ ซึ่งนักลงทุนต่างชาติเลือกปฏิเสธการลงทุนในสตาร์ทอัพไทยด้วยเหตุผลที่ว่า “Your country is too complicated.” (ประเทศของคุณซับซ้อนเกินไป), ความซับซ้อนที่คาดเดาไม่ได้นี้เองคือศัตรูตัวฉกาจของความเชื่อมั่น ซึ่งเธอตั้งเป้าจะแก้ไขด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพรัฐและสร้างความโปร่งใส
ขับเคลื่อนวาระ ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน ไทยทันโลก
เพียงพนอวางบทบาทของตนเองในการขับเคลื่อนนโยบายหลักของพรรคประชาชนใน 3 ส่วนสำคัญ:
- ไทยไม่เทา (ความโปร่งใส): มุ่งเน้นการปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างและการปลดล็อกการตีความมาตรา 157 ของกฎหมายอาญา ที่มักถูกใช้จนทำให้ข้าราชการหวาดกลัวการทำงานเกินเหตุ จนส่งผลต่อประสิทธิภาพของรัฐ, รวมถึงการแก้ปัญหาการหลอกลงทุนและสแกมเมอร์ที่ทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย
- ไทยเท่ากัน (ลดการผูกขาด): การสร้างที่ยืนให้ SMEs และบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้มีการล็อกโอกาสหรือปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมในเชิงนโยบาย
- ไทยทันโลก (หุ้นส่วนทางธุรกิจ): การทำให้รัฐเป็น “หุ้นส่วนทางธุรกิจ” มากกว่าเป็นตัวขวาง สนับสนุนอุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น Data Center และการลงทุนใน EEC ให้เป็น One Stop Service อย่างแท้จริง
เธอยังเสนอแนะให้มีการจัดตั้งหน่วยงานกลาง ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง เพื่อบูรณาการอำนาจที่ทับซ้อนกันและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ตามแบบอย่างเกาหลีใต้และเวียดนาม
ธรรมาภิบาล: หัวใจของการบริหารประเทศ
ในมุมมองของเพียงพนอ ธรรมาภิบาลไม่ใช่เพียงคำสวยหรู แต่ประกอบด้วยหลักการปฏิบัติ 3 ข้อ:,
- ความรับผิดชอบ: ยิ่งมีอำนาจมากยิ่งต้องรับผิดชอบมาก
- การตัดสินใจที่มีเหตุผล: ต้องยึดประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่ทำเพียงเพราะเป็นไปตามระเบียบแต่ไร้ประสิทธิภาพ เช่น กรณี “เสาไฟประติมากรรม” ที่ไม่เกิดประโยชน์คุ้มค่า เธอย้ำว่าการตัดสินใจต้องไม่ทำแบบหลับตาข้างเดียวตามสำนวน “Elephant in the room” ที่มองไม่เห็นปัญหาใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่
- การไร้ส่วนได้เสีย (Conflict of Interest): เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้
เพียงพนอส่งคำเตือนว่า ประเทศไทยมีเวลาเหลือไม่เกิน 5 ปีในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ก่อนที่ภาระหนี้จะเป็น “งูกินหาง” และออกซิเจนในการพยุงเศรษฐกิจจะหมดไป เธอเชื่อว่าการเข้ามาร่วมงานกับพรรคประชาชนครั้งนี้คืองานที่ยากที่สุด แต่ก็เป็นพลังที่สำคัญที่สุด,
“เรารู้ว่าการขับเคลื่อนและการเปลี่ยนแปลงต้องใช้พลังเยอะ แต่เมื่อคนเริ่มเห็นว่าเปลี่ยนไปแล้วดี คนยอมรับ เรามีที่ยืน และคนมองเห็นเรา เราก็จะได้พวกเขามาร่วมขับเคลื่อนด้วย” เพียงพนอกล่าว
สำหรับคนรุ่นใหม่ที่มองหาโอกาสในต่างประเทศเพียงเพราะในประเทศไม่มีงานที่ท้าทายพอ เพียงพนอเชื่อว่าการสร้างความเชื่อมั่นกลับมาสู่ประเทศไทยคือทางออกเดียวที่จะดึงดูดคนเก่งๆ ให้กลับบ้านได้
“เรื่องที่จะทำยากแน่… แต่ว่ายิ่งยากยิ่งต้องทำ และคิดว่าเรามีพลังช็อตสุดท้ายที่ดีที่สุดที่จะส่งมอบต่อได้ ต้องทำให้ political will และ professional will ไปด้วยกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจกลับมายังประเทศไทยให้ได้” เพียงพนอทิ้งท้าย
สำหรับเพียงพนอ บุญกล่ำ เคยเป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่กฎหมาย
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), กรรมการสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย, กรรมการ หุ้นส่วนผู้บริหาร และที่ปรึกษากฎหมายอาวุโสบริษัท วีระวงค์ ชินวัฒน์ และพาร์ทเนอร์ส จำกัด รวมถึงเคยเป็นทนายความ ทนายความหุ้นส่วน ของบริษัท ไวท์ แอนด์ เคส (ประเทศไทย) จำกัด และทนายความของบริษัท Baker & Mackenzie จำกัด


