พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ย้ำจุดยืนของพรรคต่อกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมยื่นฟ้องคดี 44 อดีต สส. พรรคก้าวไกล ต่อศาลฎีกา
พริษฐ์ประกาศในวันนี้ (1 เมษายน) ที่อาคารรัฐสภาว่า พรรคประชาชนพร้อม “สู้ยิบตา” ในทุกขั้นตอนเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ผ่านกระบวนการทางกฎหมายและสร้างความเข้าใจต่อสังคม พร้อมชี้ให้เห็นถึงอันตรายเชิงโครงสร้างว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดจากคดีนี้ไม่ใช่อนาคตหรือจุดจบของพรรคประชาชน แต่คืออนาคตของระบบการเมืองและประชาธิปไตยไทย หากสมาชิกรัฐสภาต้องหวาดระแวงในการทำหน้าที่นิติบัญญัติ
พริษฐ์ได้อธิบายถึงขั้นตอนทางกฎหมายที่กำลังจะเกิดขึ้นว่า หาก ป.ป.ช. ยื่นเรื่องไปยังศาลฎีกาและศาลประทับรับฟ้อง ตามหลักการแล้วศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ในประเด็นนี้ นพ. วาโย อัศวรุ่งเรือง สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมาย ซึ่งเป็นแกนหลักรับผิดชอบคดี ได้เตรียมคำร้องและข้อต่อสู้ทางกฎหมายไว้อย่างรัดกุม เพื่อคัดค้านไม่ให้ศาลมีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างการพิจารณาคดี
“แต่อย่างไรก็ตาม ขอพูดแทนเพื่อน สส. ทั้ง 10 คน ที่ปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎรอยู่ ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เข้ามาทำหน้าที่ในสภาชุดที่ 27 ทุกคนจะเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ จนถึงวินาทีที่มีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ หากจะมี” พริษฐ์กล่าว
พริษฐ์เน้นย้ำถึงหลักการสำคัญที่ควรยึดถือร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยว่า การเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เป็นเอกสิทธิ์และหน้าที่ที่ สส. ทุกคน ทุกพรรคการเมือง และทุกยุคสมัยพึงกระทำได้ หากมีเนื้อหาสาระที่ฝ่ายใดไม่เห็นด้วย กลไกของรัฐสภาก็เปิดพื้นที่ให้ถกเถียงหรือใช้พื้นที่นอกสภาพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นที่แตกต่างได้
ท้ายที่สุด หากเสียงส่วนใหญ่ในสภาไม่เห็นด้วย ร่างกฎหมายนั้นก็จะตกไปตามกระบวนการ หรือหากมีข้อโต้แย้งเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก็มีขั้นตอนให้ยื่นตีความได้
“ต้องย้ำว่าการเสนอกฎหมายโดย สส. ไม่ควรจะนำไปสู่การตัดสิทธิทางการเมือง หากเรายอมรับในหลักการนี้ สิ่งที่น่ากังวลคือในวันข้างหน้า อนาคตของประเทศเรา เราจะมีสภาผู้แทนราษฎรแบบไหน ที่ต้องมีความกังวลใจเรื่องการทำหน้าที่ในการเสนอร่างกฎหมายเข้าสภา” พริษฐ์ตั้งข้อสังเกต
พริษฐ์ยืนยันด้วยว่า หากเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นกับอดีต สส. หรือ สส. จากพรรคการเมืองอื่น พรรคประชาชนก็จะยังคงยึดมั่นและออกมาปกป้องหลักการนี้เช่นเดียวกัน
โฆษกพรรคประชาชนยังคงยืนกรานว่า ไม่ว่าสังคมจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาของร่างกฎหมาย การทำหน้าที่นิติบัญญัติไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการกระทำความผิดและไม่ควรนำไปสู่การถูกตัดสิทธิทางการเมือง
ต่อข้อซักถามเรื่องการเตรียมแผนสำรองและการเรียกประชุมพรรคเพื่อกำหนดทิศทาง พริษฐ์ขอให้ทุกฝ่ายอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า 44 สส. จะถูกตัดสิทธิ เพราะปัจจุบันยังไม่มีการตัดสิทธิใดๆ ทั้งสิ้น พรรคขอเดินหน้าไปทีละขั้นตอน โดยขณะนี้อยู่ในช่วงลุ้นว่าหากศาลรับคำร้อง จะมีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ แม้ศาลจะมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่เห็นด้วยกับคำร้องของพรรค ก็ไม่ได้หมายความว่าคดีถึงที่สุดว่า 44 สส. มีความผิด แต่ยังต้องเข้าสู่กระบวนการต่อสู้ในชั้นศาลซึ่งต้องใช้ระยะเวลาอีกพอสมควร
พริษฐ์ย้ำว่า หากมีผู้กังวลเกี่ยวกับอนาคตของพรรค พรรคประชาชนมีมาตรการรองรับและแผนสำรองเตรียมพร้อมไว้สำหรับทุกฉากทัศน์อย่างรัดกุมแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคเคยสื่อสารให้ประชาชนรับทราบมาโดยตลอด โดยเฉพาะคำสัมภาษณ์ของ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา ส่วนการจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคที่จะเกิดขึ้น เป็นเพียงวาระปกติที่จัดขึ้นทุกปีเพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนงานทางการเมืองกับสมาชิกพรรค
โดยปัจจุบันพรรคประชาชนมีจุดยืนชัดเจนในการเป็นแกนนำพรรคฝ่ายค้าน สำหรับการพิจารณาวาระพิเศษอื่นๆ นั้น จะต้องรอความชัดเจนจากคำสั่งของศาลฎีกาก่อน
“ขอใช้พื้นที่นี้ย้ำอีกรอบว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่อนาคตพรรค แต่คืออนาคตของประเทศ ณ เวลานี้อยากใช้พื้นที่สื่อสารเรื่องนี้เป็นหลัก” พริษฐ์ทิ้งท้าย


