วันนี้ (2 เมษายน) ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เปิดเผยถึงเหตุผลการตัดสินใจร่วมรัฐบาลอนุทิน 2 ว่า หลังจากที่มีข่าวว่า บวรศักดิ์ อุวรรณโณ แสดงความประสงค์ไม่รับตำแหน่งในรัฐบาลชุดนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มาทาบทามให้มาช่วยทำงาน
ปกรณ์ยอมรับว่า เมื่อถูกทาบทาม ตนคิดหนัก เพราะเป็นข้าราชการมา 30 กว่าปี มีอายุราชการเหลืออีก 4 ปี ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา 6 ปี และตำแหน่งดังกล่าวก็ไม่ได้มีการกำหนดวาระ
ช่วงแรกยืนยันกับนายกฯ ว่าขอช่วยในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่ได้รับคำตอบจากนายกฯ ว่า ควรมาช่วยลงมือทำและผลักดันงานต่าง ๆ ที่ยังต้องขับเคลื่อนอีกหลายอย่าง หากอยู่เฉพาะกฤษฎีกาอาจผลักดันเรื่องต่าง ๆ ได้น้อย จากนั้นจึงมานั่งไตร่ตรองกับครอบครัวว่า หากจะผลักดันงานด้านกฎหมายของประเทศ ก็ต้องลงมือทำเอง จึงได้ตอบตกลง
ทั้งนี้ ตนได้ยืนยันกับนายกฯ อนุทิน ว่าไม่ขอเป็นสมาชิกพรรค และปัจจุบันก็ยังไม่ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยด้วย เพราะส่วนตัวไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับการเมือง จึงเข้ามาเป็นข้าราชการการเมืองเพียงอย่างเดียว
“ผมขอเป็นข้าราชการการเมือง ไม่ได้เป็นนักการเมือง ไม่สังกัดพรรค”
ส่วนสิ่งที่ตั้งใจอยากจะทำคือ การพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (OECD) และการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ให้สำเร็จ เพราะจะเป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านกฎหมายของประเทศให้อยู่ในระดับสากล และเป็นที่ยอมรับ เพื่อให้ประเทศไทยอยู่ในเรดาร์ของโลก
ส่วนหลักการทำงานด้านกฎหมายในตำแหน่งรองนายกฯ นั้น ปกรณ์ระบุว่า ตนยังคงทำเหมือนเดิม และตั้งใจมาผลักดันงานที่ค้างอยู่ รวมถึงดูแลด้านกฎหมายของรัฐบาลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ไม่ใช่นึกอยากจะเขียนอะไรก็เขียน หรืออยากเสนออะไรก็เสนอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกหลัก แต่จะพยายามทำให้เต็มที่
เมื่อถามว่าจะเป็นเนติบริกรเพื่อทำงานสนองภาคการเมืองหรือไม่ ปกรณ์ระบุว่า
“ผมสนองอย่างเดียวคือประเทศชาติ ผมไม่ได้สนองการเมือง เพราะไม่ใช่นักการเมือง ผมเป็นข้าราชการการเมือง ซึ่งเป็นข้าราชการประเภทหนึ่งที่แต่งตั้งโดยฝ่ายการเมือง และทำหน้าที่เหมือนข้าราชการในการผลักดันงาน
แต่จะมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและทิศทางการบริหารราชการแผ่นดิน แทนที่จะทำตามคำสั่งฝ่ายการเมืองหรือนโยบายอย่างเดียว คราวนี้ก็จะมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและทิศทางต่าง ๆ แต่ยืนยันว่า ผมไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง และไม่มีใบสั่ง ผมยังคงเป็นผม”
เมื่อถามถึงหลักการทำงานต่อคดีฮั้วเลือก สว. – คดีเขากระโดง หรือคดีที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองสีน้ำเงิน ปกรณ์กล่าวว่า เรื่องเหล่านี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว รัฐบาลไม่สามารถแทรกแซงได้ แม้ในตอนที่เป็นข้าราชการประจำ ตนก็ไม่เคยแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม
“ผมตรงไปตรงมา หากเรื่องอยู่ในกระบวนการศาล ก็ต้องรอคำวินิจฉัย การไปให้สัมภาษณ์ที่ไม่ถูกต้อง อาจทำให้สังคมสับสนและเป็นการชี้นำ ฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ตนจะไม่ทำ หน้าที่ผมไม่เกี่ยวกับคดีใด ๆ”


