×

The Dealmaker: เจาะเบื้องหลังเกมการทูต ปากีสถานยุติสงคราม ‘สหรัฐฯ-อิหร่าน’ ได้อย่างไร

09.04.2026
  • LOADING...
ภาพการเจรจาทางการทูต โดยมีผู้นำ ปากีสถาน เป็นตัวกลางยุติความขัดแย้ง สหรัฐฯ-อิหร่าน

ตัวเต็งรางวัลโนเบลสันติภาพปี 2026

 

ผู้ยุติสงครามโลกครั้งที่ 3

 

และ The Dealmaker

 

 
 

เหล่านี้คือข้อความที่ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียต่างยกย่องบทบาทของ ‘ปากีสถาน’ ในฐานะตัวกลางเจรจายุติความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หลังสามารถผลักดันให้เกิดการหยุดยิง 2 สัปดาห์ในสงครามสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล-อิหร่านได้สำเร็จ

 

กระแสการยกย่องดังกล่าวสะท้อนบทบาทเชิงรุกของปากีสถานที่ค่อยๆ ขยับจาก ‘ผู้เล่นชายขอบ’ สู่ ‘ตัวกลางของโลก’ โดยอาศัยทั้งสายสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ และความใกล้ชิดเชิงประวัติศาสตร์กับอิหร่าน เปิดช่องทางการสื่อสารที่แทบไม่หลงเหลืออยู่ในห้วงวิกฤต

 

เหนือสิ่งอื่นใด เบื้องหลังภาพของ ‘The Dealmaker’ คือการทำงานแบบหลังบ้านที่เข้มข้น ตั้งแต่สายสัมพันธ์ส่วนตัว การเจรจาหลายช่องทาง ตลอดจนการเร่งเครื่องในช่วงชั่วโมงสุดท้าย ก่อนการปะทะจะยกระดับไปอีกขั้น

 

ปากีสถานก้าวขึ้นมาเป็นตัวกลางยุติความขัดแย้งครั้งนี้ได้อย่างไร ใครคือคีย์แมนสำคัญ และบทบาทของประเทศแห่งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป THE STANDARD ชวนเจาะลึกเบื้องหลังเกมการทูตปิดดีลหยุดยิงครั้งสำคัญของโลก

 

จับมือทรัมป์-แน่นแฟ้นอิหร่าน: สูตร (ไม่) ลับการทูตปากีสถาน

 

New York Times ระบุว่า ปากีสถานก้าวขึ้นมาเป็น ‘กาวใจ’ ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านได้ เพราะมีต้นทุนสำคัญ คือ การสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทรัมป์เป็นเวลาหลายเดือน และความแน่นแฟ้นกับอิหร่านที่มีเป็นทุนเดิม จนสามารถกลายเป็นศูนย์กลางของการยุติความขัดแย้งครั้งสำคัญของโลกได้

 

ต้องย้อนกลับไปเล่าก่อนว่า ตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ ปากีสถานพยายามสร้างความใกล้ชิดแบบเป็นพิเศษ ทั้งการทำข้อตกลงด้านคริปโต แร่หายาก การเข้าร่วมบอร์ดสันติภาพ ไปจนถึงเสนอชื่อทรัมป์เข้าชิงรางวัลโนเบลสันติภาพ และขอบคุณสหรัฐฯ ที่ช่วยมาไกล่เกลี่ยปมขัดแย้งอินเดียในปี 2025

 

(หมายเหตุ: อินเดียปฏิเสธว่า การยุติความขัดแย้งมาจากกลไกทวิภาคี ไม่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ โดยสิ้นเชิง)

 

ชื่อของคีย์แมนคนสำคัญไม่ใช่ใครที่ไหนไกล แต่คือ จอมพล ซาเยด อาซิม มูเนียร์ (Syed Asim Munir) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพปากีสถาน ผู้ชายที่ทรัมป์ยกย่องนับสิบครั้งว่า เป็นจอมพลคนโปรด นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่ บุคคลสำคัญ และมนุษย์ยอดเยี่ยม

 

ไม่แน่ชัดว่า มูเนียร์เป็นคนโปรดของทรัมป์ได้อย่างไร แต่นักวิเคราะห์และแหล่งข่าวใกล้ชิดชี้ตรงกันว่า จอมพลรายนี้เข้าขากับ เจ.ดี.แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ดี ขณะที่เข้าใจบุคลิกและตัวตนของทรัมป์อย่างชัดเจน

 

“เขามีความฉลาดทางอารมณ์สูง… และแน่นอนว่ามีความสามารถในการไกล่เกลี่ย” หลิน หมินหวัง รองผู้อำนวยการศูนย์เอเชียใต้ศึกษาแห่งมหาวิทยาลัย Fudan University ระบุ พร้อมย้ำว่า ในการทำงานกับทรัมป์ ความสัมพันธ์ส่วนตัวมีบทบาทสำคัญมาก เพราะผู้นำสหรัฐฯ คนนี้ให้คุณค่ากับ ‘มิตรภาพส่วนตัว’

 

ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับปากีสถานโดดเด่นเป็นทุนเดิม โดย ฟาติมา เรซา (Fatima Reza) ผู้เขียนบทความวิจัย Pakistan-Iran Relations in the Evolving International Environment อธิบายว่า ทั้ง 2 ประเทศมีสัมพันธ์อันดีต่อกันในเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศาสนา แม้จะเผชิญข้อจำกัดบางอย่างตามบริบทระหว่างประเทศ เช่น ช่วงเหตุการณ์ 9/11 ปากีสถานเป็นพันธมิตรรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ จอร์จ ดับเบิลยู บุช ปราบปรามกลุ่มแกนแห่งความชั่วร้าย (Axis of Evil) ซึ่งมีอิหร่านอยู่ด้วย

 

อย่างไรก็ดี ก่อนการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 อิหร่านเคยให้การสนับสนุนปากีสถานในสงครามระหว่างอินเดีย 2 ครั้ง ขณะที่พระเจ้าชาห์ก็เคยตรัสว่า ความอยู่ดีมีสุขของปากีสถานเป็นวาระสำคัญในนโยบายต่างประเทศของพระองค์

 

ขณะที่ทั้ง 2 ประเทศมีความเชื่อมโยงทางภูมิศาสตร์และชาติพันธุ์ โดยมีพรมแดนติดกันระหว่างจังหวัดบาลูจิสถานในปากีสถาน กับจังหวัดซิสถาน-บาลูเชสถานของอิหร่าน ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของ ‘ชาวบาลูจ’ ที่กระจายตัวอยู่ทั้งสองฝั่งชายแดน

 

นอกจากนี้ อาซีมา ชีมา ผู้อำนวยการผู้ก่อตั้ง Verso Consulting บริษัทวิจัยในอิสลามาบัดยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ในสภาวะที่สหรัฐฯ และอิหร่านไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการนับ 4 ทศวรรษ ปากีสถานคือตัวแทนดูแลผลประโยชน์ของอิหร่านในสหรัฐฯ มานานมาก เช่นเดียวกับบทบาทของสวิตเซอร์แลนด์ที่ทำธุรกรรมให้สหรัฐฯ ในเตหะราน

 

ปากีสถานเป็นตัวกลางในความขัดแย้งครั้งนี้อย่างไร?

 

ปากีสถานมีบทบาทโดดเด่นจากการเป็นตัวกลางในเวทีโลกเป็นทุนเดิม เช่น การเป็นกาวใจให้กับสหรัฐฯ และจีนในช่วงสงครามเย็นจนนำไปสู่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการในปี 1979 หรือการเป็นตัวกลางข้อตกลงเจนีวาปี 1988 ที่ทำให้สหภาพโซเวียตถอนกำลังออกจากอัฟกานิสถาน

 

ขณะที่ล่าสุด ปากีสถานยังช่วยอำนวยความสะดวกในการติดต่อระหว่างตาลีบันอัฟกานิสถานกับสหรัฐฯ ซึ่งนำไปสู่การเจรจาที่โดฮา รวมถึงข้อตกลงปี 2020 ที่ปูทางสู่การถอนทหารของ NATO ในอัฟกานิสถาน

 

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ปากีสถานต้องเข้ามามีบทบาทคือภูมิศาสตร์ เนื่องจากมีพรมแดนติดกับอิหร่านโดยตรง โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่า ปากีสถานมี ‘แรงจูงใจเร่งด่วน’ ที่ต้องการเห็นสงครามยุติ เพราะความขัดแย้งลุกลามอาจดึงประเทศอื่นเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย หลังลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านกลาโหมร่วมกับปากีสถานเมื่อปี 2025

 

ขณะที่ความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจยังบีบคั้นปากีสถาน เพราะประเทศพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ส่วนพลเมืองที่ไปทำงานในประเทศอาหรับยังสร้างรายได้มหาศาล คิดเป็นปริมาณใกล้เคียงรายได้จากการส่งออกทั้งหมด

 

รายงานพิเศษของ Al Jazeera ระบุว่า ปากีสถานเริ่มใช้ช่องทางการทูตทันที หลังสงครามอิหร่านเปิดฉากขึ้นจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ส่วนใหญ่ดำเนินการจากหลังบ้านท่ามกลางสถานการณ์คุกรุ่นในประเทศ ทั้งการประท้วงของประชาชนในกรุงการาจี สงครามกับกลุ่มตาลีบันในอัฟกานิสถาน และวิกฤตราคาน้ำมัน

 

วิธีการเดินเกมของปากีสถาน คือ รักษาสมดุลกับทุกฝ่ายอย่างละเอียดอ่อน โดยเฉพาะ 2 เพื่อนบ้านอย่างซาอุดีอาระเบียผ่านข้อตกลงป้องกันร่วม และอิหร่านผ่านวิธีการประณามการโจมตีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นจุดสำคัญทำให้เตหะรานไว้วางใจบทบาทของปากีสถาน

 

นอกจากนี้ ในช่วงสงครามทวีความรุนแรงจากการที่อิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติของอิหร่านอย่าง South Pars ปากีสถานยังจับมือซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และอียิปต์เพื่อหากลไกเจรจา 4 ฝ่าย

 

แม้ตอนแรก สหรัฐฯ และอิหร่านปฏิเสธการเจรจา แต่ในความเป็นจริง ปากีสถานทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งข้อเสนอ 15 ประการของสหรัฐฯ ให้อิหร่าน และประสานส่งข้อเสนอโต้กลับ 10 ข้อของเตหะรานให้สหรัฐฯ

 

New York Times ระบุว่า เซห์บาฟ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน และ อิสฮาค ดาร์ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศปากีสถาน คือคีย์แมนสำคัญที่ทำหน้าที่ส่งข้อความให้รัฐบาลสหรัฐฯ และอิหร่านหลายสัปดาห์ ขณะที่มูเนียร์มุ่งเน้นหารือกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เป็นหลัก

 

รายงานระบุว่า มูเนียร์หารือเรื่องอิหร่านกับทรัมป์มาเกือบปีแล้ว จนผู้นำสหรัฐฯ กล่าวชมจอมพลบนมื้ออาหารกลางวันในการพบปะที่ทำเนียบขาวปี 2025 ว่า “รู้จักอิหร่านดีมาก ดีกว่าคนส่วนใหญ่เสียอีก”

 

นอกจากนี้ Al Jazeera ยังระบุว่า ชารีฟและมูเนียร์เดินทางไปพบมกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานที่ซาอุดีอาระเบียเพื่อแสดงการสนับสนุน แต่เรียกร้องให้ลดความตึงเครียด

 

ขณะที่ในช่วงเวลา 10 ชั่วโมงสุดท้าย หลังทรัมป์ขู่ทำลายอารยธรรมอิหร่านตลอด 47 ปี มูเนียร์ติดต่อทั้งสองฝ่ายอย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งเครื่องเดินหน้าทางการทูตอย่างหนัก ขณะที่ New York Times รายงานว่า จีนเข้ามาแทรกแซงให้อิหร่านยอมรับข้อเสนอในวินาทีสุดท้าย

 

จับตามองปากีสถาน กับบทบาทเจรจาปิดดีลสงครามใหญ่

 

บทวิเคราะห์จาก Al Jazeera มองว่า แม้ข้อตกลงหยุดยิงยังไม่ใช่สันติภาพ และมีประเด็นขัดแย้งสำคัญ หลังอิสราเอลและสหรัฐฯ ชี้ตรงกันว่า เลบานอนไม่รวมอยู่ในข้อตกลง แต่นักวิเคราะห์มองว่า นี่คือจุดเปลี่ยนของปากีสถานไปอย่างสิ้นเชิง พร้อมย้ำว่า นี่คือผลงานจากการประสานงานของทั้งระบบ ไม่ใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเพียงเท่านั้น

 

ไมเคิล คูเกลแมน สมาชิกอาวุโสฝ่ายเอเชียใต้จาก Atlantic Council ระบุกับ New York Times ว่า ข้อตกลงสันติภาพคือผลแดงชิ้นโบแดงคือปากีสถาน หลังต้องต่อสู้กับภาพลักษณ์ย่ำแย่ในระดับโลกมานาน เพราะนานาประเทศไม่เคยมองว่า ประเทศนี้จะมีอิทธิพลในระดับภูมิภาคหรือแม้กระทั่งระดับโลกได้เลย โดยเฉพาะกับบทบาทเล่นเกม 2 หน้าในวงการทูต เช่น สนับสนุนสหรัฐฯ ในสงครามอัฟกานิสถาน ขณะที่ยังหนุนตาลีบันในเวลาเดียวกัน

 

ด้าน พิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ในรายการ Decoding the World ว่า จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ปากีสถานโดดเด่นขึ้นมาในฐานะ ‘พระเอก’ หรือตัวกลางสำคัญที่สุดในการเจรจาหยุดยิง โดยใช้ข้อได้เปรียบจากความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและผลประโยชน์ที่มีร่วมกับทั้งสหรัฐฯ อิหร่าน และซาอุดีอาระเบียมาสร้างอำนาจต่อรอง จนทำให้ทั้งคู่ยอมรับให้ปากีสถานเป็นคนกลางในการพูดคุย

 

พิศาลมองว่า ผลงานที่โดดเด่นนี้ยังเป็นการบดบังรัศมีของประเทศอื่นๆ ที่อยากเป็นกาวใจ รวมถึงกลบบทบาทของอินเดียในเวทีโลกไปโดยปริยาย หรือแม้แต่จีนที่มีการเสนอข้อตกลง 5 ข้อออกมาก่อนหน้านี้ เพราะผู้ที่ทำให้เกิดการหยุดยิงได้จริงก็ยังคงเป็นปากีสถาน

 

อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ ยังวิเคราะห์ว่า บทบาทปากีสถานส่งผลกระทบอย่างมากต่อภูมิรัฐศาสตร์โลกในมิติความมั่นคงทางทหาร โดยเฉพาะการลงนามสนธิสัญญาด้านการป้องกันประเทศภายใต้ ‘ร่มนิวเคลียร์’ ร่วมกับซาอุดีอาระเบียที่มีคล้ายคลึงกับ NATO คือ ปากีสถานจะเข้ามาช่วยเหลือ หากมีใครโจมตีหรือทำลายซาอุดีอาระเบีย

 

อย่างไรก็ดี มาเรีย ราชิด (Maria Rashid) นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจาก University of Wolverhampton เคยกล่าวเตือนบทบาทของปากีสถานในเวทีโลกตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2025 กับ Al Jazeera ว่า ต้องระมัดระวังในการสรุปสถานการณ์ในระยะยาว เพราะลึกๆ แล้ว ปากีสถานยังต้องการเสถียรภาพภายในประเทศ ขณะที่ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างกองทัพปากีสถานกับสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องใหม่ อีกทั้งยังกระทบกับระบอบประชาธิปไตยภายในประเทศ

 

ปัจจุบัน ฝ่ายค้านและองค์กรสิทธิมนุษยชนกล่าวหารัฐบาลปากีสถานว่า จำกัดเสรีภาพ กดดันสื่อและใช้ความรุนแรงทางการเมือง ขณะที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 27 ยังเป็นประเด็นถกเถียง เพราะปากีสถานกำลังให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่มูเนียร์ และลดบทบาทการตรวจสอบของฝ่ายตุลาการ

 

ส่วนประเด็นที่ยังคงหลงลืมไม่ได้ คือ การปราบปรามพรรคเตห์รีก-เอ-อินซาฟ (Pakistan Tehreek-e-Insaf) ของ อิมราน ข่าน อดีตนายกฯ ที่ถูกคุมขังตั้งแต่ปี 2023 โดยราชิดระบุว่า ความสำเร็จด้านนโยบายต่างประเทศกำลังกลบฝังปัญหาภายในประเทศอย่างสิ้นเชิง

 

แฟ้มภาพ: Government of Pakistan

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising