ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงและสร้างความกังวลต่อต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจทั่วโลก บมจ. โอสถสภา ออกมาชี้แจงถึงทิศทางและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะด้านต้นทุนพลังงานซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการผลิต พร้อมเผยแผนการเติบโตในปี 2569
รติพร ราษฎร์เจริญ Group Chief Financial Officer บมจ. โอสถสภา หรือ OSP ระบุว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนโลจิสติกส์และการขนส่งระหว่างประเทศ โดยระยะเวลาการจองเรือเพื่อส่งออกสินค้าปรับตัวนานขึ้นเป็น 6-8 สัปดาห์ และค่าขนส่งทางเรือปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 20% เนื่องจากการปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ
อย่างไรก็ตาม สินค้าของบริษัทที่จำหน่ายในแถบตะวันออกกลางมีการอ้างอิงราคา (Benchmark) กับตลาดยุโรป ซึ่งเป็นระดับราคาที่ค่อนข้างสูงและให้อัตรากำไร (Margin) ที่ดี จึงสามารถดูดซับต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นได้
ในด้านต้นทุนการผลิต พลังงานถือเป็นปัจจัยหลักของโอสถสภา โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของต้นทุนรวมทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในโรงงานผลิตขวดแก้วและการขนส่ง
ทั้งนี้ บริษัทได้ประเมินผลกระทบและพบว่า ในช่วงไตรมาสที่ 1/2569 จะยังไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เนื่องจากบริษัทได้รับการยืนยันว่าจะตรึงราคาพลังงาน คือ ก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas: LNG) จาก ปตท. ไว้เป็นระยะเวลา 90 วัน จนถึงช่วงสิ้นเดือนเมษายน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจเริ่มเห็นผลกระทบเล็กน้อยในช่วงเดือนมิถุนายนหรือไตรมาสที่ 2/2569 เป็นต้นไป
กาง Scenario คาดการณ์ราคาน้ำมันโลก-ผลกระทบต่อ OSP
เพื่อความไม่ประมาท โอสถสภาได้จัดทำแบบจำลองสถานการณ์ (Scenario) โดยอ้างอิงจากวิกฤตความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565 มาเป็นกรณีศึกษา แบ่งการประเมินออกเป็นดังนี้
- Scenario หลัก ราคาน้ำมัน 140-150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หากราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานไปถึงระดับดังกล่าว ต้นทุนพลังงานโดยรวมอาจปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 20% อย่างไรก็ตาม ด้วยโครงสร้างต้นทุนของบริษัท เหตุการณ์นี้จะกระทบต่อยอดขายโดยรวม (Total Sales) เพียงแค่ 1-2% เท่านั้น และหากบริษัทไม่ทำอะไรเลย อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ที่ปัจจุบันอยู่ในระดับ 40% อาจปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 39%
- Scenario ขั้นรุนแรง ราคาน้ำมัน 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แม้จะเป็นกรณีสุดโต่ง (Extreme) แต่หากเกิดขึ้นจริง คาดว่าจะส่งผลกระทบให้มาร์จิ้นลดลงไม่ถึง 5% ซึ่งประเมินว่าในกรณีขั้นรุนแรง จะมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นค่อนข้างต่ำ

รติพร ราษฎร์เจริญ Group Chief Financial Officer บมจ. โอสถสภา หรือ OSP
เปิดแผนรับมือเชิงลดต้นทุน ‘ล็อกราคา-ยุบเตาหลอม’
ทั้งนี้ โอสถสภาไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความเสี่ยงดังกล่าว โดยได้ดำเนินกลยุทธ์เพื่อรับมือล่วงหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่
- การล็อกต้นทุนล่วงหน้า โดยบริษัทได้เริ่มบริหารจัดการซัพพลายเชนและจัดซื้อวัตถุดิบ (Sourcing) ล่วงหน้าตั้งแต่ปี 2024 โดยสามารถล็อกราคาวัตถุดิบและรักษาความปลอดภัยด้านต้นทุน (Secure saving) สำหรับการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ไว้ได้เรียบร้อยแล้ว
- การปรับโครงสร้างโรงงานผลิตขวดแก้ว คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้โอสถสภาแข็งแกร่งขึ้น โดยย้อนกลับไปในวิกฤตปี 2022 บริษัทมีเตาหลอมแก้วที่ต้องใช้พลังงานสูงถึง 7 เตา แต่ปัจจุบันบริษัทได้เพิ่มประสิทธิภาพ (Optimize) และทยอยปิดเตาหลอมจนเหลือเพียง 2 เตาที่เดินเครื่องเต็มกำลัง 100% การบริหารระดับสเกลที่เล็กลงแต่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นนี้ ทำให้บริษัทประหยัดต้นทุนพลังงานไปได้อย่างมหาศาล
ยืนยัน ‘ไม่มีแผนขึ้นราคาสินค้า’ มีแผนรับมือคุมต้นทุน
มุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. โอสถสภา หรือ OSP สำหรับปัจจัยด้านเศรษฐกิจและกำลังซื้อ มุกดาประเมินว่า กำลังซื้อในประเทศอาจไม่ได้ลดน้อยลงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล โดยบริษัทมีกลยุทธ์ในการรองรับผู้บริโภคทุกกลุ่ม ด้วยการวางจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลังในหลากหลายระดับราคา ตั้งแต่ 10 บาท, 12 บาท และ 15 บาท ทำให้สามารถรวบรวมกลุ่มเป้าหมายได้ครอบคลุม
ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 20% แม้จะเผชิญกับสถานการณ์ความไม่สงบที่ส่งผลให้การขนส่งสินค้าทางเรือล่าช้าไปบ้าง แต่บริษัทยังมองทิศทางในแง่บวกและเดินหน้าหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง
ที่สำคัญ บริษัทยืนยันว่าในขณะนี้ยัง ไม่มีแผนปรับขึ้นราคาสินค้า แต่อย่างใด โดยบริษัทได้เตรียมการบริหารจัดการต้นทุนเอาไว้แล้วในด้านต้นทุนพลังงาน รวมทั้งหากสถานการณ์ด้านค่าขนส่งไม่ได้ยืดเยื้อจนเกินไป

มุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. โอสถสภา หรือ OSP
เดินหน้าดีลเจรจา M&A บิ๊กดีล 3 รายคืบหน้า ยอดขาย 5 พัน-1 หมื่นล้าน/ดีล
รติพร ระบุต่อว่า นอกจากแผนรับมือความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานดังกล่าวแล้ว โอสถสภายังมองหาโอกาสการเติบโตแบบ Inorganic ผ่านการเข้าซื้อหรือควบรวมกิจการ (M&A) โดยปัจจุบัน บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเข้าซื้อกิจการธุรกิจในประเทศจำนวน 3 ราย ซึ่งเป็นธุรกิจในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer) และเครื่องดื่ม (Beverage) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ฯ
“ความน่าสนใจคือดีลที่กำลังพูดคุยอยู่นี้ไม่ใช่ดีลขนาดเล็ก แต่เป็นบิ๊กดีลระดับ เป็นบริษัทฯ ที่มียอดขายประมาณ 5,000-10,000 ล้านบาทต่อราย บริษัทฯ คาดหวังว่าจะสามารถได้ข้อสรุปภายในปีนี้หรือปีหน้าไม่น้อยกว่าหนึ่งดีล เพราะเรามีการคุยกันมานานเริ่มตั้งแต่ 2567 ถึงปัจจุบันยังความคืบหน้า แต่ยังติดในด้านประเด็นของราคาซื้อขาย” รติพรกล่าว
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังอยู่ในช่วงการต่อรองเรื่องการประเมินมูลค่ากิจการ (Valuation) เนื่องจากในช่วงแรก ผู้ขายมีความคาดหวังมูลค่าค่อนข้างสูงในระดับ P/E 20 เท่า แต่ด้วยสภาวะตลาดในปัจจุบันที่ค่อนข้างซบเซา โอสถสภามองว่าระดับ P/E ที่เหมาะสมควรอยู่ที่ประมาณ 10-15 เท่า หรือราว 13 เท่า ทำให้ยังคงมีช่องว่างของราคา (Gap) ที่ต้องเจรจากันต่อไป โดยบริษัทเน้นย้ำว่าจะไม่รีบร้อน และขอรอจังหวะเวลาที่เหมาะสมมากที่สุด
ในด้านความพร้อมทางการเงิน โอสถสภายืนยันว่า งบประมาณทำ M&A ไม่มีความพร้อม เนื่องจากบริษัทมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งมาก ไม่มีหนี้สินระยะสั้น และยังมีวงเงินสินเชื่อ (Credit Line) จากธนาคารที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกเป็นวงเงินกู้ที่สูง ถึงขั้นที่สามารถเข้าซื้อบริษัทที่มีขนาดใหญ่เท่ากับโอสถสภาได้เลยทีเดียว โดยงบลงทุน M&A นี้จะแยกต่างหากจากงบลงทุนปกติ (CAPEX) ที่ปีนี้ตั้งไว้ที่ประมาณ 500 ล้านบาท
ตั้งเป้ารายได้ 69 โต Mid-Single Digit-รักษา Gross Profit Margin ไม่น้อยกว่าปี 68
ขณะที่แม้จะมีจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในปีนี้จากต่างประเทศ บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้รวมในปี 2569 จะเติบโตระดับ Mid-Single Digit โดยตั้งเป้ากลุ่มเครื่องดื่มในประเทศเติบโตมากกว่า GDP และตลาดต่างประเทศเติบโตในระดับ Double Digit ขณะที่กลุ่มของใช้ส่วนบุคคล (Personal Care) จะเน้นสร้างการเติบโตผ่านสินค้าพรีเมียมเพื่อเพิ่มอัตรากำไร หลังจากในปี 2568 บริษัทฯ ทำ Gross Profit Margin ปรับตัวสูงขึ้นทะลุระดับ 40% เป็นครั้งแรก และมั่นใจว่าจะสามารถรักษาเสถียรภาพของอัตรากำไรนี้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเป้าหมายสำคัญในปี 2569 คือการสร้างการเติบโตทั้ง Top & Bottom Line
โดยมุ่งเน้นการสร้าง Economy of Scale ผ่านการเพิ่มปริมาณขายและการใช้กำลังการผลิตให้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด ควบคู่ไปกับการรักษาอัตราค่าใช้จ่าย SG&A ให้คงที่เพื่อผลักดันให้อัตรากำไรสุทธิเติบโตอย่างก้าวกระโดด
ชู 3 เครื่องยนต์หลัก ขับเคลื่อนธุรกิจ ปี 2569 เติบโต
มุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OSP ยังแถลงวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินธุรกิจ โดยระบุว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง มีการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ทำให้มีผลกำไรเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจผ่านแผนยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นการเติบโตทั้งในและต่างประเทศ
โอสถสภาตั้งเป้าหมายการเติบโตในปี 2569 ผ่าน 3 แกนหลักสำคัญ ได้แก่
- กลุ่มเครื่องดื่ม (Beverages) ปัจจุบัน OSP คือผู้นำอันดับ 1 ในตลาดเครื่องดื่มของไทย โดยแบรนด์ M-150 ครองส่วนแบ่งการตลาด 44% และกลุ่มเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ เช่น C-vitt และ Peptein ครองส่วนแบ่ง 46% กลยุทธ์สำคัญคือการพัฒนานวัตกรรมและยกระดับสินค้าให้มีความพรีเมียมมากขึ้น โดย M-150 ได้มีการเปิดตัวสูตรใหม่ที่ปรับรสชาติให้ดีขึ้น ดื่มแล้วรู้สึกตื่นตัว ขณะเดียวกันก็มีการจัดกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่อง เช่น แคมเปญแจกทองทุกชั่วโมง
- กลุ่มของใช้ส่วนบุคคล (Personal Care) มีการขยายฐานลูกค้า (Target Group) จากกลุ่มเด็กทารก ไปสู่กลุ่มเด็กโต วัยรุ่น ผู้ใหญ่ และกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ ภายใต้แบรนด์อย่าง Babi Mild Kids, Ultra Mild และ Baby Boomer โดยอาศัยจุดแข็งด้านความอ่อนโยนของแบรนด์ ปัจจุบันสบู่เหลวและแป้งเด็ก Babi Mild ครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ที่ 36% และ 32% ตามลำดับ
- ตลาดต่างประเทศ (International Markets): ปัจจุบัน OSP ส่งออกสินค้าไปแล้วกว่า 40 ประเทศทั่วโลก โดยมีเมียนมาและลาวเป็นตลาดใหญ่ที่สินค้ากลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังครองอันดับ 1 และกำลังจับมือกับพันธมิตรในจีนเพื่อขยายตลาดผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล นอกจากนี้ ในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ บริษัทเตรียมรุกตลาดโลกอย่างจริงจังด้วยการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับโลก THAIFEX เพื่อโชว์ศักยภาพและเปิดโอกาสให้บายเออร์นับหมื่นคนทั่วโลกได้ทดลองสินค้า

