×

‘โอสถสภา’ งัดแผนรับมือสงครามตะวันออกกลาง คุมเข้มต้นทุนพลังงาน ยืนยัน ‘ไม่ขึ้นราคาสินค้า’ พร้อมเดินหน้า M&A เจรจา 3 บิ๊กดีล

10.03.2026
  • LOADING...
ผู้บริหาร โอสถสภา ชี้แจงแผนรับมือสงครามตะวันออกกลาง การควบคุมต้นทุนพลังงาน และการเดินหน้า M&A

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงและสร้างความกังวลต่อต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจทั่วโลก บมจ. โอสถสภา ออกมาชี้แจงถึงทิศทางและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะด้านต้นทุนพลังงานซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการผลิต พร้อมเผยแผนการเติบโตในปี 2569

 

รติพร ราษฎร์เจริญ Group Chief Financial Officer บมจ. โอสถสภา หรือ OSP ระบุว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนโลจิสติกส์และการขนส่งระหว่างประเทศ โดยระยะเวลาการจองเรือเพื่อส่งออกสินค้าปรับตัวนานขึ้นเป็น 6-8 สัปดาห์ และค่าขนส่งทางเรือปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 20% เนื่องจากการปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ

 

อย่างไรก็ตาม สินค้าของบริษัทที่จำหน่ายในแถบตะวันออกกลางมีการอ้างอิงราคา (Benchmark) กับตลาดยุโรป ซึ่งเป็นระดับราคาที่ค่อนข้างสูงและให้อัตรากำไร (Margin) ที่ดี จึงสามารถดูดซับต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นได้

 

ในด้านต้นทุนการผลิต พลังงานถือเป็นปัจจัยหลักของโอสถสภา โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของต้นทุนรวมทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในโรงงานผลิตขวดแก้วและการขนส่ง

 

ทั้งนี้ บริษัทได้ประเมินผลกระทบและพบว่า ในช่วงไตรมาสที่ 1/2569 จะยังไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เนื่องจากบริษัทได้รับการยืนยันว่าจะตรึงราคาพลังงาน คือ ก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas: LNG) จาก ปตท. ไว้เป็นระยะเวลา 90 วัน จนถึงช่วงสิ้นเดือนเมษายน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจเริ่มเห็นผลกระทบเล็กน้อยในช่วงเดือนมิถุนายนหรือไตรมาสที่ 2/2569 เป็นต้นไป

 

กาง Scenario คาดการณ์ราคาน้ำมันโลก-ผลกระทบต่อ OSP

 

เพื่อความไม่ประมาท โอสถสภาได้จัดทำแบบจำลองสถานการณ์ (Scenario) โดยอ้างอิงจากวิกฤตความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565 มาเป็นกรณีศึกษา แบ่งการประเมินออกเป็นดังนี้

 

  • Scenario หลัก ราคาน้ำมัน 140-150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หากราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานไปถึงระดับดังกล่าว ต้นทุนพลังงานโดยรวมอาจปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 20% อย่างไรก็ตาม ด้วยโครงสร้างต้นทุนของบริษัท เหตุการณ์นี้จะกระทบต่อยอดขายโดยรวม (Total Sales) เพียงแค่ 1-2% เท่านั้น และหากบริษัทไม่ทำอะไรเลย อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ที่ปัจจุบันอยู่ในระดับ 40% อาจปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 39%
  • Scenario ขั้นรุนแรง ราคาน้ำมัน 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แม้จะเป็นกรณีสุดโต่ง (Extreme) แต่หากเกิดขึ้นจริง คาดว่าจะส่งผลกระทบให้มาร์จิ้นลดลงไม่ถึง 5% ซึ่งประเมินว่าในกรณีขั้นรุนแรง จะมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นค่อนข้างต่ำ

 

ผู้บริหาร โอสถสภา ชี้แจงแผนรับมือสงครามตะวันออกกลาง การควบคุมต้นทุนพลังงาน และการเดินหน้า M&A 1

รติพร ราษฎร์เจริญ Group Chief Financial Officer บมจ. โอสถสภา หรือ OSP

 

เปิดแผนรับมือเชิงลดต้นทุน ‘ล็อกราคา-ยุบเตาหลอม’

 

ทั้งนี้ โอสถสภาไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความเสี่ยงดังกล่าว โดยได้ดำเนินกลยุทธ์เพื่อรับมือล่วงหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

 

  • การล็อกต้นทุนล่วงหน้า โดยบริษัทได้เริ่มบริหารจัดการซัพพลายเชนและจัดซื้อวัตถุดิบ (Sourcing) ล่วงหน้าตั้งแต่ปี 2024 โดยสามารถล็อกราคาวัตถุดิบและรักษาความปลอดภัยด้านต้นทุน (Secure saving) สำหรับการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ไว้ได้เรียบร้อยแล้ว
  • การปรับโครงสร้างโรงงานผลิตขวดแก้ว คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้โอสถสภาแข็งแกร่งขึ้น โดยย้อนกลับไปในวิกฤตปี 2022 บริษัทมีเตาหลอมแก้วที่ต้องใช้พลังงานสูงถึง 7 เตา แต่ปัจจุบันบริษัทได้เพิ่มประสิทธิภาพ (Optimize) และทยอยปิดเตาหลอมจนเหลือเพียง 2 เตาที่เดินเครื่องเต็มกำลัง 100% การบริหารระดับสเกลที่เล็กลงแต่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นนี้ ทำให้บริษัทประหยัดต้นทุนพลังงานไปได้อย่างมหาศาล

 

ยืนยัน ‘ไม่มีแผนขึ้นราคาสินค้า’ มีแผนรับมือคุมต้นทุน

 

มุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. โอสถสภา หรือ OSP สำหรับปัจจัยด้านเศรษฐกิจและกำลังซื้อ มุกดาประเมินว่า กำลังซื้อในประเทศอาจไม่ได้ลดน้อยลงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล โดยบริษัทมีกลยุทธ์ในการรองรับผู้บริโภคทุกกลุ่ม ด้วยการวางจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลังในหลากหลายระดับราคา ตั้งแต่ 10 บาท, 12 บาท และ 15 บาท ทำให้สามารถรวบรวมกลุ่มเป้าหมายได้ครอบคลุม

 

ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 20% แม้จะเผชิญกับสถานการณ์ความไม่สงบที่ส่งผลให้การขนส่งสินค้าทางเรือล่าช้าไปบ้าง แต่บริษัทยังมองทิศทางในแง่บวกและเดินหน้าหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

 

ที่สำคัญ บริษัทยืนยันว่าในขณะนี้ยัง ไม่มีแผนปรับขึ้นราคาสินค้า แต่อย่างใด โดยบริษัทได้เตรียมการบริหารจัดการต้นทุนเอาไว้แล้วในด้านต้นทุนพลังงาน รวมทั้งหากสถานการณ์ด้านค่าขนส่งไม่ได้ยืดเยื้อจนเกินไป

 

มุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. โอสถสภา หรือ OSP

 

เดินหน้าดีลเจรจา M&A บิ๊กดีล 3 รายคืบหน้า ยอดขาย 5 พัน-1 หมื่นล้าน/ดีล

 

รติพร ระบุต่อว่า นอกจากแผนรับมือความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานดังกล่าวแล้ว โอสถสภายังมองหาโอกาสการเติบโตแบบ Inorganic ผ่านการเข้าซื้อหรือควบรวมกิจการ (M&A) โดยปัจจุบัน บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเข้าซื้อกิจการธุรกิจในประเทศจำนวน 3 ราย ซึ่งเป็นธุรกิจในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer) และเครื่องดื่ม (Beverage) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

“ความน่าสนใจคือดีลที่กำลังพูดคุยอยู่นี้ไม่ใช่ดีลขนาดเล็ก แต่เป็นบิ๊กดีลระดับ เป็นบริษัทฯ ที่มียอดขายประมาณ 5,000-10,000 ล้านบาทต่อราย บริษัทฯ คาดหวังว่าจะสามารถได้ข้อสรุปภายในปีนี้หรือปีหน้าไม่น้อยกว่าหนึ่งดีล เพราะเรามีการคุยกันมานานเริ่มตั้งแต่ 2567 ถึงปัจจุบันยังความคืบหน้า แต่ยังติดในด้านประเด็นของราคาซื้อขาย” รติพรกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังอยู่ในช่วงการต่อรองเรื่องการประเมินมูลค่ากิจการ (Valuation) เนื่องจากในช่วงแรก ผู้ขายมีความคาดหวังมูลค่าค่อนข้างสูงในระดับ P/E 20 เท่า แต่ด้วยสภาวะตลาดในปัจจุบันที่ค่อนข้างซบเซา โอสถสภามองว่าระดับ P/E ที่เหมาะสมควรอยู่ที่ประมาณ 10-15 เท่า หรือราว 13 เท่า ทำให้ยังคงมีช่องว่างของราคา (Gap) ที่ต้องเจรจากันต่อไป โดยบริษัทเน้นย้ำว่าจะไม่รีบร้อน และขอรอจังหวะเวลาที่เหมาะสมมากที่สุด

 

ในด้านความพร้อมทางการเงิน โอสถสภายืนยันว่า งบประมาณทำ M&A ไม่มีความพร้อม เนื่องจากบริษัทมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งมาก ไม่มีหนี้สินระยะสั้น และยังมีวงเงินสินเชื่อ (Credit Line) จากธนาคารที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกเป็นวงเงินกู้ที่สูง ถึงขั้นที่สามารถเข้าซื้อบริษัทที่มีขนาดใหญ่เท่ากับโอสถสภาได้เลยทีเดียว โดยงบลงทุน M&A นี้จะแยกต่างหากจากงบลงทุนปกติ (CAPEX) ที่ปีนี้ตั้งไว้ที่ประมาณ 500 ล้านบาท

 

ตั้งเป้ารายได้ 69 โต Mid-Single Digit-รักษา Gross Profit Margin ไม่น้อยกว่าปี 68

 

ขณะที่แม้จะมีจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในปีนี้จากต่างประเทศ บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้รวมในปี 2569 จะเติบโตระดับ Mid-Single Digit โดยตั้งเป้ากลุ่มเครื่องดื่มในประเทศเติบโตมากกว่า GDP และตลาดต่างประเทศเติบโตในระดับ Double Digit ขณะที่กลุ่มของใช้ส่วนบุคคล (Personal Care) จะเน้นสร้างการเติบโตผ่านสินค้าพรีเมียมเพื่อเพิ่มอัตรากำไร หลังจากในปี 2568 บริษัทฯ ทำ Gross Profit Margin ปรับตัวสูงขึ้นทะลุระดับ 40% เป็นครั้งแรก และมั่นใจว่าจะสามารถรักษาเสถียรภาพของอัตรากำไรนี้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเป้าหมายสำคัญในปี 2569 คือการสร้างการเติบโตทั้ง Top & Bottom Line

 

โดยมุ่งเน้นการสร้าง Economy of Scale ผ่านการเพิ่มปริมาณขายและการใช้กำลังการผลิตให้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด ควบคู่ไปกับการรักษาอัตราค่าใช้จ่าย SG&A ให้คงที่เพื่อผลักดันให้อัตรากำไรสุทธิเติบโตอย่างก้าวกระโดด

 

ชู 3 เครื่องยนต์หลัก ขับเคลื่อนธุรกิจ ปี 2569 เติบโต

 

มุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OSP ยังแถลงวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินธุรกิจ โดยระบุว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง มีการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ทำให้มีผลกำไรเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจผ่านแผนยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นการเติบโตทั้งในและต่างประเทศ

 

โอสถสภาตั้งเป้าหมายการเติบโตในปี 2569 ผ่าน 3 แกนหลักสำคัญ ได้แก่

  1. กลุ่มเครื่องดื่ม (Beverages) ปัจจุบัน OSP คือผู้นำอันดับ 1 ในตลาดเครื่องดื่มของไทย โดยแบรนด์ M-150 ครองส่วนแบ่งการตลาด 44% และกลุ่มเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ เช่น C-vitt และ Peptein ครองส่วนแบ่ง 46% กลยุทธ์สำคัญคือการพัฒนานวัตกรรมและยกระดับสินค้าให้มีความพรีเมียมมากขึ้น โดย M-150 ได้มีการเปิดตัวสูตรใหม่ที่ปรับรสชาติให้ดีขึ้น ดื่มแล้วรู้สึกตื่นตัว ขณะเดียวกันก็มีการจัดกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่อง เช่น แคมเปญแจกทองทุกชั่วโมง
  2. กลุ่มของใช้ส่วนบุคคล (Personal Care) มีการขยายฐานลูกค้า (Target Group) จากกลุ่มเด็กทารก ไปสู่กลุ่มเด็กโต วัยรุ่น ผู้ใหญ่ และกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ ภายใต้แบรนด์อย่าง Babi Mild Kids, Ultra Mild และ Baby Boomer โดยอาศัยจุดแข็งด้านความอ่อนโยนของแบรนด์ ปัจจุบันสบู่เหลวและแป้งเด็ก Babi Mild ครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ที่ 36% และ 32% ตามลำดับ
  3. ตลาดต่างประเทศ (International Markets): ปัจจุบัน OSP ส่งออกสินค้าไปแล้วกว่า 40 ประเทศทั่วโลก โดยมีเมียนมาและลาวเป็นตลาดใหญ่ที่สินค้ากลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังครองอันดับ 1 และกำลังจับมือกับพันธมิตรในจีนเพื่อขยายตลาดผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล นอกจากนี้ ในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ บริษัทเตรียมรุกตลาดโลกอย่างจริงจังด้วยการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับโลก THAIFEX เพื่อโชว์ศักยภาพและเปิดโอกาสให้บายเออร์นับหมื่นคนทั่วโลกได้ทดลองสินค้า
  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories