*บทความนี้มีการเปิดเผยข้อมูลซีรีส์*

ในยุคที่ความโดดเดี่ยวคือ New Normal ของชีวิตสมัยใหม่ ซีรีส์ Boyfriend on Demand พยายามก้าวเข้ามาเป็นหลุมหลบภัยในวันที่โลกภายนอกเดือดพล่าน โดยมีแต้มต่อหลายอย่างทั้งเป็นผลงานการแสดงของไอดอลชื่อดังอย่างจีซูที่มาพร้อมแพ็กเกจมัดรวมพระเอกชื่อดังของเกาหลีที่มีให้เลือกอย่างละลานตา แถมเนื้อหาก็น่าสนใจว่าด้วยความเหงาของผู้หญิงในโลกยุคใหม่ที่ถูกมองในมุมเรียบง่าย สดใส ทว่าบางช่วงก็อาจจะง่ายเกินไปจนไม่น่าติดตาม
Boyfriend on Demand คือเรื่องราวของ ซอมิแร (จีซู) โปรดิวเซอร์เว็บตูนที่มีปมรักในอดีตจนหมดศรัทธาในความสัมพันธ์กับมนุษย์จริงๆ ชีวิตของเธอเป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่ล้น ไม่ขาด จนกระทั่งได้ใช้บริการแอปพลิเคชัน “Boyfriend on Demand” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีโลกเสมือน (VR) ที่ให้ผู้ใช้สามารถออกแบบแฟนหนุ่มในอุดมคติได้ตามใจชอบ
มิแรเพลิดเพลินไปกับการท่องโลกเสมือน เดตกับหนุ่มๆ มากหน้าหลายตา สร้างความสุขสุดจินตนาการ อย่างไรก็ตาม บริการ Boyfriend on Demand ก็พาให้ย้อนทบทวนถึงความสัมพันธ์ในอดีต ส่วนในโลกความจริง เพื่อนๆ พยายามให้มิแรกลับมาเดตอีกครั้ง แต่เพราะความกลัว เธอก็ยังไม่มีความสัมพันธ์ดีๆ ได้อีก จนกระทั่งเอไอสร้างชายหนุ่มสุดเพอร์เฟกต์ที่แสนดีและอบอุ่นขึ้นมาเพื่อเยียวยาจิตใจ แต่ความวุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อเธอได้พบกับผู้ชายคนหนึ่งในชีวิตจริงที่มีหน้าตาเหมือนกับเอไอของเธอทุกกระเบียดนิ้ว ทว่าบุคลิกกลับต่างกันสุดขั้ว เพราะเขาดูเย็นชาและเข้าถึงยาก นำไปสู่การสืบหาความจริงว่าเขาคือใคร และการตั้งคำถามถึงเส้นแบ่งระหว่างความรักในโลกเสมือนกับโลกแห่งความเป็นจริง

หนึ่งในกิมมิกที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ “บุฟเฟต์พระเอก” ที่ขนกองทัพนักแสดงแถวหน้ามาจนแน่นจอ ในมุมหนึ่งนี่คือการล้อเลียนความแฟนตาซีของผู้หญิงยุคใหม่ที่ต้องการความสมบูรณ์แบบที่สั่งได้ แม้เราจะไม่ได้อยู่ในโลก VR ขณะเดียวกันก็หยิบเอาทุนนิยมมาล้อเลียน ทั้งช่วงทดลองใช้ฟรีไปจนถึงการอัปเกรดสมาชิกพรีเมียม ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ในโลกจริงที่พอหมดช่วง ‘โปรโมชั่น’ เราก็แทบจะอยากกด Unsubscribe กันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
มิแรก็เหมือนกัน ความรักครั้งเก่าทำให้เธอเลือกที่จะมองตอนจบมากกว่ามีความสุขระหว่างทาง เลยโหยหาความสมบูรณ์แบบ ตัวละคร อึนโฮ (ซอคังจุน) ในโลก AI คือภาพสะท้อนของ “ความรักในอุดมคติ” ที่ปราศจากข้อผิดพลาด มันคือความสัมพันธ์ที่ผ่านการคัดกรองมาแล้วว่าต้องสมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ยุคปัจจุบันโหยหา แต่ไม่เคยได้รับในความสัมพันธ์จริง สะท้อนความขัดแย้งในใจคนเมืองว่าต้องการความรักที่เข้าใจ หรือความรักที่ควบคุมได้มากกว่ากัน

เอาเข้าจริง เรื่องราวของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนชีวิตคนก็มีอยู่ในหลายเรื่อง อย่าง Black Mirror ที่สะท้อนตรรกะสุดโต่งของเทคโนโลยี ขณะที่ Boyfriend on Demand ก็คือ Pink Mirror ที่เอาแว่น VR ใส่ฟิลเตอร์สีชมพูมาให้คนได้ดูกัน เข้าใจได้ว่าผู้สร้างอยากคงกลิ่นอายความเป็นการ์ตูนจากเว็บตูนต้นฉบับปี 2023 แต่การพยายามทำให้ทุกอย่างดูชวนฝัน ขัดแย้งน้อยๆ กลับทำให้เนื้อเรื่องเบาเกินไป ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าต้องออกมามืดมน แต่หมายถึงการขยี้ปมต่างๆ เช่น ความเหงาและความรักครั้งเก่าของนางเอก หรือความจี๊ดใจของคาแรกเตอร์ผู้ชายเย็นชาอย่างคยองนัม (ซออินกุก) ที่มักมีอะไรเซอร์ไพรส์คนดูแบบซีรีส์เรื่องอื่นๆ ประโยคที่ว่า “มากกว่านี้อีกหน่อย” จึงเกิดขึ้นตลอดการรับชม
ปัญหาอีกอย่างก็คือการวางน้ำหนักของเรื่องไม่สมูทเท่าที่ควร อย่างช่วงเปิดเรื่องที่ค่อนข้างหนืดจนแทบจะกดข้ามได้ รวมทั้งการพยายามสร้างสถานการณ์ตลกจากคนรอบข้างในธีมเดียวกัน กลับทำให้ภาพรวมดูรุงรัง ซึ่งซีรีส์อาจจะกระชับให้เหลือแค่ 6-8 ตอนยังได้เลย

ในส่วนของการแสดง ปฏิเสธไม่ได้ว่าจีซูคคือหัวใจที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้มีชีวิตชีวา เธอพิสูจน์ให้เห็นว่าบทบาท ซอมิแร ที่มีความโก๊ะและความเป็นมนุษย์สูงคือบทที่เหมาะที่สุดเมื่อเทียบกับบทบาทที่ผ่านมา การแสดงอาจจะยังไม่สมบูรณ์แบบและบางครั้งก็ดูขาดอินเนอร์ไปบ้าง แต่ก็สื่อสารความรู้สึกของการเป็นมนุษย์ที่กำลังเรียนรู้จะรักได้ดีพอสมควร ขณะที่การแคสต์ซออินกุกมารับบทคยองนัมถือเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะไม่ถึงกับหล่อใจขาดถ้าเทียบกับหนุ่มๆ เอไอคนอื่นๆ แต่ก็ทำให้หลงรักได้ถ้าเรียนรู้กันไปเรื่อยๆ
แม้จะมีความบกพร่องในการเล่าเรื่องและเนื้อหาที่เบาหวิว แต่ในฐานะหลุมหลบภัยชั่วคราว Boyfriend on Demand ก็ยังเป็นพื้นที่สีชมพูที่ปลอบประโลมใจในวันที่เหนื่อยล้าได้ดี หากคุณพร้อมจะมองข้ามความไม่สมบูรณ์แบบเหล่านั้นไป
*Boyfriend on Demand ฉายแล้ววันนี้ทาง Netflix

