สัญญาณวิกฤตการณ์น้ำมันของไทยเริ่มกลับมามีความกังวลอีกครั้ง เมื่อช่วงปลายสัปดาห์เมื่อภาพของประชาชนแห่นำรถเข้าต่อคิวในสถานีบริการน้ำมันจนล้นออกนอกพื้นที่ปรากฏให้เห็นทั่วประเทศ หลายพื้นที่เผชิญกับภาวะ ‘น้ำมันหมดชั่วคราว’ หลังเกิดกระแสการกักตุนจากความกังวลว่าราคาจะพุ่งสูงขึ้นและอาจเกิดภาวะขาดแคลนในอนาคต
ผลกระทบสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เปิดฉากขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 จากเหตุการณ์โจมตีโต้ตอบกันอย่างรุนแรงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ได้ลุกลามสู่การประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ส่งผลให้ IEA ออกมาเตือนถึงการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันดิบกว่า 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 7.5% ของตลาดโลกซึ่งปลายทางหลัก คือ เอเชียรวมทั้งไทย
ด้านความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว โดยนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์วันที่ 28 กุมภาพันธ์ สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่าน ที่ราคาน้ำมันโลก ยังเคลื่อนไหวอยู่ที่ราว 72.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่เพียงไม่ถึงสองสัปดาห์ ราคาได้ดีดตัวขึ้นมากกว่า 13% ในช่วงเปิดตลาดต้นเดือนมีนาคม และพุ่งทะลุ 110-119 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในวันที่ 9 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปี ส่งผลให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในไทยต้องปรับตัวขึ้นตามกลไกตลาด ขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระหนักในการตรึงราคาดีเซล ซึ่งมีรายงานว่าเงินไหลออกสูงถึงวันละ 700 ล้านบาทถึงมากกว่า 1,000 ล้านบาทต่อวัน จนรัฐบาลต้องเร่งหามาตรการฉุกเฉิน ทั้งการพิจารณานำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นและการใช้แผนสำรองน้ำมันเพื่อรับมือที่อาจลากยาวกว่าที่คาดการณ์ไว้
น้ำมันไม่พอขาย คน Panic Buy แห่ซื้อ-รายใหญ่แย่งซื้อตุนหน้าปั๊ม?
THE STANDARD WEALTH ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทดีลเลอร์สถานีบริการประเภท DODO (Dealer Own Dealer Operate) ผู้แทนจำหน่าย ของ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR รายใหญ่แห่งหนึ่ง เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณหน้าสถานีบริการน้ำมันในขณะนี้มีภาวะน้ำมันขาดแคลนเป็นช่วงๆ จนบางครั้งต้องหยุดให้บริการชั่วคราว
สาเหตุหลักไม่ได้มาจากประเทศไม่มีน้ำมันสำรอง แต่เกิดจาก 2 สาเหตุสำคัญ ดังนี้
1. พฤติกรรมการตื่นตระหนกซื้อ (Panic Buy) ของประชาชนที่กังวลว่าน้ำมันจะขาดหรือราคาจะปรับตัวสูงขึ้น จึงแห่กันมาเติมเต็มถังและเติมบ่อยกว่าภาวะปกติ
“ในช่วงภาวะปกติคนเติมน้ำมัน 500 บาท ใช้ได้เป็นอาทิตย์ แต่ตอนนี้ทุกคนคิดว่าต้องเอาเต็มถังไว้ก่อน วันรุ่งขึ้นพร่องไปนิดเดียวก็กลับมาเติมอีก ทำให้ดีมานด์เทียมพุ่งสูงขึ้นมหาศาลจากภาวะปกติ” ผู้บริหารกล่าว
2. การที่ราคาน้ำมันนอกระบบหรือ Jobber (จ๊อบเบอร์) คือ ผู้ประกอบการที่ ซื้อและรับน้ำมันโดยตรงจากโรงกลั่น หรือ คลังน้ำมันของบริษัทใหญ่ (Major Oil) แล้วนำไปจำหน่ายให้กับสถานีบริการน้ำมันอิสระ หรือ Sub- Jobber
ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นไปถึงเกือบ 50 บาทต่อลิตร เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้เข้าไปอุดหนุนราคาในส่วนนี้ ทำให้สถานีบริการน้ำมันอิสระไม่กล้าสั่งน้ำมันมาขายเพราะต้นทุนแพงเกินไป ดีมานด์ความต้องการทั้งหมดจึงทะลักเข้ามาสู่สถานีบริการน้ำมันแบรนด์หลักอย่าง ปตท. จนทำให้เกิดภาวะ Shortage Time ในที่สุด อีกทั้งยังเกิดสถานการณ์ทำให้ภาคอุตสาหกรรมรายใหญ่ที่ใช้น้ำมันจำนวนมาก เปลี่ยนช่องการซื้อน้ำมันจากเดิมที่ซื้อผ่าน จ๊อบเบอร์ รัฐบาลไม่ได้เข้าไปอุดหนุนราคาในส่วนนี้ หันมาซื้อจากสถานีบริการน้ำมันปกติ แย่งซื้อกับประชาชนทั่วไป

บรรยากาศในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ติดป้ายแจ้งว่า ‘น้ำมันอยู่ระหว่างขนส่งมาเติม’
เปิดอันดับมาร์เก็ตแชร์ปั๊มน้ำมันของไทย
ทั้งนี้จากการรวบรวมข้อมูลอันดับส่วนแบ่งทางการตลาดของสถานีบริการน้ำมัน ปี 2568 มีดังนี้
อันดับ 1. OR (PTT Station) มีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ประมาณ 38 – 39%
อันดับ 2.Bangchak มีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ประมาณ 28-29%
อันดับ 3.PT มีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ประมาณ 18-19%
อันดับ 4.Shell มีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ประมาณ 7-8%
อันดับ 5.Caltex มีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ประมาณ 4-5% และอื่นๆ อีกประมาณ 2-3%
วิกฤตซ้อนวิกฤต ความท้าทายในพื้นที่ชายแดน-ขบวนการฉวยโอกาส
สำหรับพื้นที่ติดชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน สถานการณ์มีความซับซ้อนและตึงเครียดมากกว่าพื้นที่ตอนใน เนื่องจากมีความพยายามกักตุนน้ำมันเพื่อนำไปขายต่อทำกำไรข้ามแดน โดยฝั่งประเทศเพื่อนบ้านกำลังเผชิญความยากลำบากอย่างหนักและราคาน้ำมันพุ่งทะยานไปถึงลิตรละ 100 บาท
ผู้บริหาร ยังเปิดเผยว่า ทางสถานีบริการฯ ตรวจพบพฤติกรรมการเวียนเทียนเติมน้ำมัน ทั้งการนำแกลลอนมาวนเติม การเช่ารถคนไทยมาเติมแทน ไปจนถึงการดัดแปลงต่อถังน้ำมันใต้ท้องรถเพื่อจุให้ได้มากขึ้น รวมไปถึงการอ้างตัวเป็นเกษตรกรเพื่อขอซื้อน้ำมันใส่ภาชนะ
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทางบริษัทจึงได้หารือกับส่วนกลางของ OR และตัดสินใจออก มาตรการควบคุมขั้นเด็ดขาดในพื้นที่ ซึ่งการตัดสินใจในการออกมาตรการจะจากทางดุลยพินิจของบริษัทดีลเลอร์เอง ซึ่งทาง OR จะให้คำแนะนำในเชิงแนวทางการดำเนินการให้พิจารณาเท่านั้น ซึ่ง ปัจจุบันพิจารณาบริษัทแล้วจึงใช้มาตรการ ดังนี้
- งดการเติมน้ำมันใส่แกลลอนหรือถังทุกกรณี เพื่อป้องกันการนำไปเวียนขายต่อทำกำไร แม้กระทั่งกลุ่มเกษตรกรก็ต้องงดชั่วคราว เนื่องจากตรวจสอบได้ยากว่านำไปใช้จริงหรือนำไปขายต่อ
- จำกัดปริมาณการเติมรถยนต์คันละไม่เกิน 1,000 บาท เพื่อกระจายน้ำมันให้รถทุกคัน และบรรเทาความเดือดร้อนให้ครอบคลุมที่สุด
- ในสถานีบริหารน้ำมันที่พื้นที่ระงับการให้บริการแก่รถยนต์ป้ายทะเบียนต่างชาติที่ขับข้ามาเติมในไทย เพื่อรักษาน้ำมันที่มีจำกัดไว้สำหรับคนไทยก่อน
เปิดผลกระทบ OR เปลี่ยนระบบสั่งซื้อน้ำมัน หลังเกิด Panic Buy
สำหรับผลกระทบจากการที่น้ำมันถูกดึงออกไปอยู่กับผู้บริโภคคนสุดท้าย (End-user) อย่างรวดเร็ว ทำให้ระบบโลจิสติกส์ของน้ำมันรวนไปทั้งระบบ ผู้บริหารระบุว่า จากเดิมที่เคยสั่งน้ำมันผ่านระบบ e-Order ได้ตามปกติ ปัจจุบันระบบส่วนกลางของ OR ต้องยกเลิกออเดอร์อัตโนมัติทั้งหมด แล้วให้ผู้จัดการเขตพื้นที่การขายเป็นคนจัดสรรโควต้า (Manual) เพื่อแบ่งปันน้ำมันให้แต่ละปั๊มแบบวันต่อวัน
“ปั๊มใหญ่ๆ วันหนึ่งควรมีรถน้ำมันมาลงอย่างน้อย 2-3 คัน คันละประมาณ 41,000 ลิตร แต่ตอนนี้บางวันได้โควต้าแค่คันเดียว เพื่อใช้หล่อเลี้ยงขายทั้ง 5 สถานีบริการ ซึ่งไม่มีทางเพียงพอ เพราะประชาชน Panic แห่มาเติมน้ำมันซึ่งภาพที่เห็นในข่าวว่าประชาชนหลายพื้นที่ในต่างจังหวัด แห่ออกมาเติมก็เป็นภาพที่เกิดขึ้นจริง” ผู้บริหารสะท้อนภาพหน้างาน
ผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง และความกังวลต่ออนาคต
เมื่อมองไปถึงปัจจัยเสี่ยงระดับโลกอย่างสงครามในตะวันออกกลาง ผู้บริหารในฐานะภาคเอกชนประเมินว่า ปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซอาจจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อเราในทันที ณ วินาทีนี้ เนื่องจากประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองที่ยังพอรับมือได้
แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปอีก 2-3 เดือน และรัฐบาลไม่สามารถหาแหล่งซัพพลายใหม่มาทดแทนช่องโหว่ที่หายไปได้ ประเทศไทยอาจเผชิญกับวิกฤตน้ำมันของจริง (Oil Shock) รุนแรงมากขึ้นอีกจากสถานกาณณ์ปัจจุบัน ซึ่งอาจนำไปสู่การต้องใช้มาตรการรุนแรงระดับเดียวกับการล็อกดาวน์ (Lockdown) ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจฐานรากและการค้าชายแดนทันที

บรรยากาศในสถานีบริการน้ำมัน PT ในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ติดป้ายแจ้งว่า ‘น้ำมันหมด’
เอกชนฝากแนวทางแก้ถึงรัฐบาล ต้องรับมืออย่างไร
ผู้บริหารรายนนี้ ได้ฝากมุมมองและข้อเสนอแนะที่สำคัญไปยังผู้กำหนดนโยบายและประชาชน ดังนี้
- รัฐบาลควรต้องเตรียมแผนจัดหาแหล่งน้ำมันดิบจากซัพพลายเออร์ทางเลือกอื่นๆ ตั้งแต่เนิ่นๆ เหมือนที่ดำเนินการกับการจัดหา LNG เพื่ออุดรอยรั่วหากการขนส่งทางทะเลในตะวันออกกลางมีปัญหาชะงักงันยาวนาน
- แม้ปัจจุบันรัฐบาลสื่อสารถูกต้องแล้วว่า น้ำมันในประเทศไม่ได้ขาด แต่ปัญหาคือการกลั่นออกมาให้ทันความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นที่ผิดปกติแบบฉับพลัน หากโรงกลั่นสามารถบริหารจัดการเร่งปล่อยน้ำมันเข้าคลังภูมิภาคได้มากขึ้น สถานการณ์จะคลี่คลาย
- ยืนยันว่า ประเทศไทยยังไม่ขาดแคลนพลังงาน หากทุกคนใช้น้ำมันอย่างรู้คุณค่าและใช้ตามวิถีชีวิตปกติ ไม่ตื่นตระหนกจนต้องเติมเต็มถังตลอดเวลา สถานการณ์หน้าปั๊มจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็ว
“อยากสร้างความเข้าใจว่า ปั๊มน้ำมันที่ติดป้ายน้ำมันหมด ไม่ใช่การกักตุนเพื่อรอปรับขึ้นราคาอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด แต่เป็นเพราะของมันหมดจริงๆ เราในฐานะคนขายปลีกก็อยากมีน้ำมันขายให้ทุกคน” ผู้บริหารกล่าวทิ้งท้าย

