×

รักชนกซัดนายกฯ เกรงใจกลุ่มทุนเพื่อนพ่อ แก้ปัญหาคอลเซ็นเตอร์ไม่ได้ จนไทยเป็นดินแดนสวรรค์มิจฉาชีพ

โดย THE STANDARD TEAM
25.03.2025
  • LOADING...
รักชนก

วันนี้ (25 มีนาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ 26 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2) วาระพิจารณาญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลวันที่ 2 รักชนก ศรีนอก สส. กทม.พรรคประชาชน อภิปรายถึงปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่ยังมีความจำเป็นจะต้องถูกทำลาย ทั้งทุนต่างชาติสีเทาและทุนไทยเทา ซึ่งร่วมมือกันบ่อนทำลายประเทศ

 

โดยปัญหานี้เกิดจากการที่นายกรัฐมนตรีจงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องและกลุ่มทุน จงใจปล่อยให้เกิดการทุจริตในระบบราชการ มองการคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นจนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีแนวทางการจัดการว่าปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะจบลงอย่างไร

 

รักชนกย้ำว่า ความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นเกิดจากการที่เรามีนายกรัฐมนตรีชื่อ แพทองธาร ชินวัตร ทั้งๆ ที่ประเทศควรจะได้ตัวเลือกที่ดีกว่านี้ โดยความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดินสะท้อนผ่านสถิติและตัวเลขที่ปรากฏจากมูลค่าความเสียหายการหลอกลวงของแก๊งสแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งข้อมูลใน 3-4 ปีที่ผ่านมานั้นคือ 80,000 ล้านบาท และตัวเลขนี้ก็อาจจะไม่ได้สะท้อนถึงความเสียหายที่แท้จริง เพราะยังคงมีคนที่ไม่ได้เข้ามาแจ้งข้อมูลด้วย ซึ่งอาจทำให้มูลค่าสูงถึงปีละ 100,000 ล้านบาท

 

ทั้งที่รัฐบาลเพื่อไทยเคยตั้งเป้าหมายอยากขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยอยากให้ประเทศเราเป็นฮับการท่องเที่ยว ดิจิทัล การบิน ขนส่ง แต่ตอนนี้สิ่งที่เราได้คือฮับของคนที่ทำทีว่าเป็นนักท่องเที่ยว แต่ที่จริงแล้วเข้ามาทำธุรกิจสีเทา ซึ่งส่งผลกระทบต่อความไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ขนาดนายกรัฐมนตรีเองก็เคยเจอปัญหาเรื่องนี้เองกับตัวแล้ว

 

“นายกฯ พูดออกมาอย่างหน้าตาเฉยว่าเกือบหลงเชื่อ พร้อมเล่าเหตุการณ์ต่างๆ เหมือนเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น เป็นอีเวนต์ชีวิตที่เอามาเล่าสนุกได้ แต่ถ้านายกฯ ลองคิดสักนิดว่าสิ่งที่ตัวเองเจอสะท้อนอะไร จะพบว่าคนที่ถูกห้อมล้อมด้วยการรักษาความปลอดภัยระดับนี้มิจฉาชีพยังติดต่อได้ การปลอมเป็นผู้นำมาหลอกแปลว่าเขารู้ว่าเขากำลังคุยกับใคร ต้องค้นหาต้นตอว่าข้อมูลหลุดมาจากแหล่งไหน ถ้าเข้าถึงได้แม้กระทั่งนายกฯ ยังเกือบไม่รอด แล้วตาสีตาสา ผู้เฒ่าผู้แก่ ประชาชนธรรมดาที่ไม่ทันเกม ไม่ทันเทคโนโลยี พวกเขาจะเหลือเหรอ”

 

รักชนกกล่าวอีกว่า สิ่งที่ประชาชนอยากรู้คือขั้นตอนการแก้ไขปัญหา ไม่ได้อยากรู้ว่านายกรัฐมนตรีมีความตื่นเต้นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากแค่ไหน เพราะถ้าเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วทำได้แค่นี้เราไม่ต้องมีนายกรัฐมนตรีก็ได้

 

รักชนกกล่าวถึงต้นน้ำของแก๊งคอลเซ็นเตอร์อีกว่า การดำรงอยู่ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั้นต้องอาศัยทรัพยากรจากไทยในการเกื้อหนุน ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต อิฐ หิน ปูน ดิน น้ำมัน และคน ซึ่งในแต่ละกระบวนการนายกรัฐมนตรีเองเป็นคนที่มีอำนาจสั่งการสูงสุด แต่กลับปล่อยปละละเลยจนเละตุ้มเป๊ะไปหมด ซึ่งขณะนี้ยังมีถึง 18 จุด ในชายแดน 3 ประเทศ ที่ยังคงใช้งานได้อยู่

 

จากนั้นได้ลำดับเหตุการณ์ตัดไฟ ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีสองคนเกี่ยวกันไปกันมาเป็นปี และตัวนายกรัฐมนตรีเองก็แทบจะไม่พูดถึงเรื่องนี้เลย จนกระทั่งผู้ช่วยของรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีนเดินทางมา จึงมีการดำเนินการ ทำให้สถานการณ์นี้กลายเป็นสิ่งน่าเศร้า เนื่องจากต้องไปหวังว่าทางการจีนจะกดดันให้รัฐบาลไทยมาทำหน้าที่ของตัวเองหรือไม่

 

รักชนกยังกล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปจีน ซึ่งเดินทางไปก่อนหน้านั้น 1 วัน ตนเชื่อเหลือเกินว่าถ้าไม่ต้องมีการไปพบประธานาธิบดีจีน การตัดไฟโดยรัฐบาลไทยจะไม่มีทางเกิดขึ้น เพราะภายหลังจากกลับมานายกรัฐมนตรีระบุแค่ว่า ประธานประธานาธิบดีจีนชอบกินทุเรียน และเรากำลังจะได้แพนด้าสองตัว

 

อย่างไรก็ตาม การตัดไฟเป็นเพียงก้าวแรก เพราะมีการตัดไปแค่ 5-6 จุด จากจำนวนทั้งหมด และจุดที่ตัดไปนั้นก็มีเพียงแค่ฝั่งเมียนมา แต่ฝั่งที่มีการหลอกคนไทยเป็นหลักคือฝั่งกัมพูชา และน่าแปลกใจมากกว่าการจัดการฝั่งกัมพูชาควรจะง่ายกว่าจุดอื่นๆ เพราะดูเหมือนบุพการีของนายกฯ ประเทศไทยกับบุพการีของนายกฯ กัมพูชาจะใกล้ชิดสนิทสนมกันเหลือเกิน ขนาดว่าออกจากชั้น 14 มาวันแรกก็มาเยี่ยมก่อนใคร

 

“คุณทักษิณออกมาบอกเองว่าลูกก็สนิทกัน พ่อก็สนิทกัน แล้วคนไทยได้อะไร สนิทกันแล้วประเทศไทยเราได้อะไรบ้าง เขาเคยอำนวยความสะดวกให้เราบ้างไหม ในพื้นที่ที่เป็นตึกสแกมเมอร์สร้างใหม่ล้ำสันปันน้ำประเทศไทยเราด้วยซ้ำ และกลายเป็นว่าความร่วมมือที่เราได้จากฝั่งกัมพูชามีน้อยมาก นายกฯ อย่าทำให้คนเขานินทาว่าปราบเมียนมาอย่างหนักแต่ไม่ทำอะไรที่ฝั่งกัมพูชาเลย เพราะนายกฯ เกรงใจเพื่อนสนิทพ่อ แต่เขาไม่เคยเกรงใจอะไรเราเลย”

 

รักชนกกล่าวถึงกรณีท่าข้ามว่า จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีใครออกมาบอกว่าคนที่ต้องเป็นผู้ตัดสินใจคือใคร โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดตากที่มีความมั่นคงแข็งแรงและยั่งยืนยงขนาดนี้ ไม่ได้ถูกสร้างด้วยไม้ ซีเมนต์ หรือคอนกรีตเสริมเหล็ก แต่ถูกสร้างด้วยเงินจากส่วยที่โปะเข้าไป เพื่อปิดหู ปิดตา และปิดปาก เจ้าหน้าที่รัฐให้มองไม่เห็นสิ่งผิดกฎหมาย จึงยังอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ เป็นเคล็ดลับที่ทำให้ตำรวจที่เส้นสายดีๆ ใครๆ ก็อยากไปทำงานที่แม่สอด

 

ตนขอตั้งคำถามว่าเครื่องบินที่บินไปแม่สอดทั้งลำเป็นคนจีนหมดเลยไปทำอะไรกัน เพราะการท่องเที่ยวในแม่สอดก็ไม่ได้บูมขนาดนั้น แถมเมื่อไปถึงแล้วยังข้ามไปที่ประเทศเมียนมาไม่ได้ เพราะด่านผ่านแดนที่ถูกกฎหมายอนุญาตให้เฉพาะคนไทยและเมียนมาเท่านั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะต้องมีมาตรการในการจำกัดพื้นที่ฟรีวีซ่าโดยการห้ามนักท่องเที่ยวเข้าจังหวัดที่มีความเสี่ยงอย่างพื้นที่ชายแดนที่มีปัญหาคอลเซ็นเตอร์แบบนี้ ซึ่งต้องมารอดูกันว่าสุดท้ายนายกรัฐมนตรีจะตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในเวลาอีกกี่เดือน

 

รักชนกยังกล่าวถึงปัญหาการค้ามนุษย์ว่า มีคนจำนวนมากกลายเป็นแรงงานทาสป้อนเข้าไปอยู่ในกระบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเน้นย้ำว่ากระบวนการทั้งหมดที่กล่าวมานี้แค่เริ่มก้าวแรกที่ต้นน้ำก็ยังยากลำบาก หากเรามีนายกรัฐมนตรีที่ไม่รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไร

 

ปัญหากลางน้ำต่อมาคือการจัดการการเข้าถึงตัวเหยื่อ อย่างเช่นกรณีซิมม้า ซึ่งมักมีการจ้างคนมาลงทะเบียน โดยค่ายมือถือเองก็รู้ว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีวิธีการหาซิมม้าแบบไหน แต่นั่นไม่ใช่หน้าที่ที่เขาต้องมาพิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชน พร้อมตั้งคำถามว่าแม้จะมีข่าวจับซิมเถื่อนให้เห็นอยู่เนืองๆ แต่มีแนวโน้มจะลดลงหรือไม่ เพราะจับไปค่ายมือถือก็ออกซิมใหม่มาขาย จับไปเยอะๆ ก็ดี เขาจะได้ยิ่งขายซิมใหม่ ยิ่งมีกำไรเพิ่ม และพระราชกำหนดที่จะให้ค่ายมือถือร่วมรับผิดชอบอยู่ที่ไหน ตอนนี้ค่ายมือถือเองยังมีการเพิ่มแพ็กเกจประกันภัยไซเบอร์แล้ว กลายเป็นนวัตกรรมใหม่ที่เกิดจากความล้มเหลวของรัฐบาลอย่างแท้จริง

 

ตลอดจนกรณีบัญชีม้า ซึ่งยังไม่มีการสั่งขยายผลสาวไปถึงตัวใหญ่และตรวจไปที่คริปโตแต่อย่างใด เนื่องจากเรารู้กันอยู่แล้วว่าการฟอกเงินส่วนใหญ่มักจะฟอกผ่าน P2P จึงทำให้คิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ว่าการที่ไม่จัดการปัญหานี้นอกจากจะจงใจไม่ควบคุม ปล่อยให้อะไรเทาๆ อยู่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ

 

จากปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมด “ท่านนายกฯ ลองสะกิดท่านประเสริฐหน่อยไหม นั่งแช่เก้าอี้เป็นรัฐมนตรีดีอีมา 2 ปี พ.ร.ก. ยังไม่คลอด ถ้าพูดกันตามหลัก 2 ปีงานไม่คืบต้องปรับออกแล้ว แต่สุดท้ายคงไม่เกิดขึ้น เพราะท่านประเสริฐเป็นโควตาทุนกลุ่มไหน ใครก็รู้”

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดในกระบวนการกลางน้ำคือเรื่องข้อมูลรั่วไหล ซึ่งเห็นได้ชัดว่านายกรัฐมนตรีทำให้กระบวนการทุกอย่างติดขัดไปหมด เพราะจะแก้เรื่องไหนก็ติดประโยชน์ของกลุ่มทุนทั้งนั้น

 

ปัญหาปลายน้ำจึงควรมีการปราบปรามทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบไบโอเมทริกซ์เพื่อสกัดกั้นอาชญากร การจับกุมไทยเทาที่อำนวยความสะดวกให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ กวาดล้างออกหมายจับเจ้าของบ่อนการพนันอย่าง หม่อง ชิต ตู่ ที่เป็นคนสำคัญ รวมถึง ตือคอสโม่ ด้วย ถ้าเรื่องแค่นี้นายกรัฐมนตรียังทำไม่สำเร็จ ท่านไม่ต้องมีหน้าไปว่าใครเรื่องภาวะผู้นำเลยว่าต้องมีภาวะผู้นำก่อนถึงค่อยมาว่าคนอื่น เพราะตัวนายกรัฐมนตรีเองก็ไม่มี

 

ดังนั้นหากรัฐบาลไม่แก้ไขปัญหาที่ต้นตอแบบถอนรากถอนโคน ไม่กล้าแตะต้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุน เพราะไม่ว่าจะทุนกลุ่มไหนก็เคยร่วมโต๊ะอาหารกับพ่อนายกรัฐมนตรีทั้งนั้น ไม่กล้าจัดการไทยเทาเพราะจะหันไปทางไหนก็เป็นลูกของใครสักคนที่เพื่อนของพ่อนายกฯ แม้กระทั่งระบบปกป้องประเทศก็ไม่อนุญาตให้จัดทำการคอร์รัปชันที่มีในทุกระดับ แต่นายกฯ ทำเป็นมองไม่เห็น ทำให้ประเทศเรากลายเป็นดินแดนสวรรค์ของมิจฉาชีพ ที่ปัญหาทุกอย่างติดขัดทุกส่วนเช่นนี้แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะ แพทองธาร ชินวัตร ที่ไร้ความสามารถ

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising