สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) เป็นองค์กรภาครัฐแห่งหนึ่งที่มุ่งเน้นการทำงานวิจัยขั้นแนวหน้า เพื่อต่อยอดงานวิจัยนั้นไปสร้างประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ และพัฒนาความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดีขึ้นอยู่เสมอ โดยผลงานของสถาบันฯ ถูกนำเสนออย่างครอบคลุมภายในงานกิจกรรมที่จัดขึ้น ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ ภายใต้ชื่องานว่า NARIT Open Talk

ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวเปิดงาน NARIT Open Talk 2026
งานวิจัยเพื่อคุณภาพชีวิต และการเฝ้าระวังภัยพิบัติ
เมื่อปี 2025 ที่ผ่านมา ทางสถาบันฯ ได้มีการจัดงาน NARIT Open Talk 2025 และนำเสนอไฮไลต์เรื่องการวางรากฐานงานวิจัยเกี่ยวกับการวิเคราะห์องค์ประกอบฝุ่น PM2.5 ทันที ณ จุดวัด โดยใช้เครื่อง Aerosol Chemical Speciation Monitor (ACSM) ประกอบกับการแสดงข้อมูลองค์ประกอบของฝุ่นทุติยภูมิ ที่เกิดจากการรวมกันของฝุ่นปฐมภูมิที่มาจากจุดกำเนิดและสารเคมีในอากาศ เมื่อวิเคราะห์ย้อนกลับไปจึงพบว่าต้นกำเนิดฝุ่นส่วนใหญ่ไม่ได้มาเพียงแค่จากการเผา แต่ยังมาจากโรงงานอุตสาหกรรม การคมนาคมทางบกและทางน้ำ รวมถึงการเกษตรกรรม ที่สามารถปลดปล่อยสารเคมีสู่ชั้นบรรยากาศจนไปรวมตัวกับฝุ่น กลายเป็นฝุ่นทุติยภูมิที่เป็นอันตรายกว่าเดิมได้
ในปี 2026 นี้ ทางสถาบันฯ ได้จัดงาน NARIT Open Talk ขึ้นอีกครั้ง โดยมีการแนะนำภาระงานที่กำลังดำเนินการอยู่ภายในปีนี้หลากหลายประเด็น รวมถึงเรื่องงานวิจัยฝุ่น PM2.5 ด้วย โดยในปีนี้มีการต่อยอดจำนวนเครื่องมือวิเคราะห์องค์ประกอบฝุ่น ACSM เพิ่มขึ้น เพื่อนำไปติดตั้งในทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อวัดองค์ประกอบในแต่ละพื้นที่ที่มีปัจจัยแวดล้อมแตกต่างกัน เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น
อีกหนึ่งเครื่องมือที่มีการนำมาใช้เพิ่มเติมคืออากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ที่สามารถตรวจวัดแก๊ส NOx ได้ และเริ่มดำเนินการตรวจวัดแล้วในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อศึกษาการกระจายตัว พฤติกรรม และการเปลี่ยนแปลงของแก๊สกลุ่มดังกล่าว เนื่องจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศส่วนใหญ่ในประเทศวัดเพียงปริมาณ PM2.5 เพียงอย่างเดียว ทั้งที่มลพิษในอากาศยังเต็มไปด้วยสารประกอบและละอองลอยอื่น ๆ อีกหลายชนิด เช่น PM10, SOx, โอโซน ซึ่งการใช้โดรนที่ติดตั้งอุปกรณ์ Spectrograph ช่วยในการตรวจวัดสารประกอบอื่นเพิ่มเติมนั้น จะช่วยให้เราเข้าใจฝุ่นทุติยภูมิที่เป็นอันตรายได้มากขึ้น ซึ่งทางผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ดร.วิภู รุโจปการ ให้สัมภาษณ์ว่าทางสถาบันฯ พร้อมเผยแพร่ข้อมูลงานวิจัยที่จัดเก็บมาจากอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อนำไปพัฒนาวิธีการตรวจวัดที่แม่นยำมากขึ้น และพัฒนาการแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากยิ่งขึ้น

โดรนที่ใช้ตรวจวัดแก๊ส NOx และผลการเก็บตัวอย่างพื้นที่บางขุนเทียนเมื่อ 17 ธันวาคม 2025
นอกเหนือจากงานวิจัยด้านฝุ่น PM2.5 ทางสถาบันฯ ยังขยายการใช้งานระบบเตือนภัยแผ่นดินไหว ที่ใช้เทคโนโลยี IoT ผ่านดาวเทียม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเตือนภัย และบริหารจัดการสาธารณภัย โดยจะมีการติดตั้งอุปกรณ์และระบบตรวจวัดแผ่นดินไหวรวม 10 สถานี และจะขยายผลให้มีสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวเพิ่มเติมให้มีอย่างน้อย 500 สถานี เพื่อเตอืนภัยแผ่นดินไหวได้ทั่วประเทศ
ผลักดันเรื่อง ‘ดาราศาสตร์เพื่อคนทั้งมวล’
หลายคนอาจคิดว่าดาราศาสตร์นั้นเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่แท้จริงแล้วเทคโนโลยีดาราศาสตร์ยังสามารถบูรณาการเข้ากับศาสตร์วิชาอื่นได้ด้วย เช่น โบราณดาราศาสตร์ (Archaeoastronomy) ที่เป็นการประยุกต์ระหว่างดาราศาสตร์กับโบราณคดีเข้าด้วยกัน เช่น การใช้ความรู้ทางดาราศาสตร์ในการระบุอายุของศาสนสถานโดยเปรียบเทียบกับวันเดือนปีในจารึกต่าง ๆ หรือการศึกษาพบการวางผังวัดในประเทศไทยที่มี่ความสัมพันธ์กับดวงอาทิตย์ในวันวิษุวัต (วันที่ดวงอาทิตย์โคจรผ่านเส้นศูนย์สูตร ทำให้กลางวันกับกลางคืนมีระยะเวลาเท่า ๆ กัน พบได้ในช่วงมีนาคมและกันยายน) หรือการศึกษาศาสนสถานพุทธที่เกาะชวากลาง ประเทศอินโดนีเซีย พบว่ามีการใช้ผังดาว และการวางทิศที่ตรงกันกับวันสำคัญในอาณาจักรหริภุญไชย ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณของจังหวัดลำปางในประเทศไทย

ผลการศึกษาด้านโบราณดาราศาสตร์เรื่องการวางทิศของปราสาทพนมรุ้ง
การท่องเที่ยวก็เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ได้รับการสนับสนุนผ่านกระบวนการเรียนรู้ทางดาราศาสตร์ผ่านโครงการ ‘เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในประเทศไทย’ (Amazing Dark Sky in Thailand) เพื่อรณรงค์ให้สังคมไทยตระหนักถึงผลกระทบจากมลภาวะทางแสงที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและการดูดาว การอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดจึงเอื้อต่อการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ของคนทั่วไป เช่น เมื่อมีปรากฏการณ์ดาวเคียงเดือน มีดาวตก หรือดาวเคราะห์โคจรใกล้โลก อาจสังเกตได้ง่ายมากขึ้น ต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ด้านดาราศาสตร์ที่ไม่ใช่แค่สนุก แต่ยังได้รับชมความงดงามของดวงดาวยามค่ำคืนไปพร้อมกับได้ความรู้จากการท่องเที่ยวแต่ละครั้ง
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ยังมีเป้าหมายในการขยายขอบเขตการเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์สู่ทุกกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงกลุ่มเปราะบาง เช่น กลุ่มผู้บกพร่องทางการมองเห็น กลุ่มผู้บกพร่องทางการได้ยิน กลุ่มบุคคลออทิสติก กลุ่มผู้สูงวัย หรือผู้บกพร่องทางด้านการเคลื่อนไหว โดยการออกแบบวิธีการเรียนรู้สำหรับกลุ่มเปราะบางอย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อให้ทุกคนได้รับความรู้และแรงบันดาลใจในด้านดาราศาสตร์ได้เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ เช่น มีการออกแบบท้องฟ้าจำลองปั้นนูนที่สามารถให้ผู้บกพร่องทางการมองเห็นสัมผัสรูปร่างของกลุ่มดาวได้ ขณะที่รับฟังการบรรยายเรื่องกลุ่มดาวในท้องฟ้าจำลอง ซึ่งภารกิจนี้นอกจากเสริมสร้างกระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์ผ่านประชาชนให้กลุ่มเป้่าหมายได้กว้างขึ้นแล้ว ภารกิจนี้ยังสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของสหประชาชาติที่กำหนดเจตนารมณ์ ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ เป็นแนวทางให้แต่ละประเทศดำเนินการร่วมกัน

การเข้าชมท้องฟ้าจำลองของผู้มีความบกพร่องทางการมองเห็น พร้อมอุปกรณ์ที่ออกแบบโดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ
การพัฒนาเทคโนโลยี และวิศวกรรมขั้นสูง
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ มีความตั้งใจในการสร้างองค์ความรู้ให้คนไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีอยู่เสมอ ในปี 2026 นี้ก็มีการพัฒนากล้องโทรทรรศน์ขึ้นมาเองโดยฝีมือคนไทย เพื่อนำไปติดตั้งยังหอดูดาวภูมิภาคสำหรับประชาชน ณ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จังหวัดพิษณุโลก โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ฐานกล้องอัตโนมัติ ที่สามารถรองรับอุปกรณ์หนักถึง 300 กิโลกรัมติดตั้งบนนั้นได้ ซึ่งฐานกล้องนี้จะช่วยให้การติดตามวัตถุบนท้องฟ้าทำได้อย่างแม่นยำและสะดวกสบายขึ้น โดยสามารถควบคุมได้จากระยะไกล การพัฒนาอุปกรณ์ประเภทนี้ด้วยฝีมือคนไทย จึงทำให้การผลิตนวัตกรรมลดต้นทุนลง และยังผลิตเพื่อขายให้ต่างประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกด้วย
ดาวเทียมวงโคจรต่ำ TSC-1 เป็นอีกหนึ่งโครงการที่พัฒนาขึ้นภายใต้ภาคีความร่วมมืออวกาศไทย ดำเนินการผลิตและออกแบบโดยนักวิจัย วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญคนไทย ตั้งแต่ระบบต่าง ๆ ของดาวเทียม ไปจนถึงชิ้นส่วนเล็ก ๆ เช่น กระจก ที่เรียบมากจากการขัดอลูมิเนียม ซึ่งพัฒนาโดยศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีทัศนศาสตร์และโฟโตนิกส์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ร่วมกับสถาบันทัศนศาสตร์ กลศาสตร์ขั้นสูง และฟิสิกส์แห่งฉางชุน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กัน เพื่อการพัฒนานวัตกรรมสำหรับงานวิจัยขั้นสูง
อีกหนึ่งเทคโนโลยีขั้นสูงที่สำคัญ และได้รับการนำเสนอเป็นไฮไลต์พิเศษในงาน NARIT Open Talk ในปีนี้ คือการประกาศว่าอุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอวกาศที่วิศวกรชาวไทยเป็นผู้ออกแบบและพัฒนาทั้งซอฟต์แวร์การทำงานและชิ้นส่วนเชิงกลความละเอียดสูง จะได้เดินทางไปโคจรรอบดวงจันทร์จริง ๆ ร่วมกับยานฉางเอ๋อ 7 ของสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อศึกษาสภาพอวกาศและการกระจายตัวของอนุภาคพลังงานสูง รวมถึงประเมินผลกระทบจากพายุสุริยะที่อาจส่งผลต่อระบบเทคโนโลยีสำคัญบนโลก

การส่งมอบอุปกรณ์ CE-7 MATCH (Chang’e 7 Moon Aiming Thai-Chinese Hodoscope)
ภายในปีนี้ ช่วง 10-20 สิงหาคม 2026 ถ้าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลง อุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอวกาศฝีมือคืนไทย จะได้ร่วมเดินทางขึ้นไปสู่ดวงจันทร์เป็นครั้งแรก นับเป็นก้าวสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ที่สามารถพูดได้ว่า อุปกรณ์ชิ้นนี้จะพาลายนิ้วมือและความฝันของคนไทยไปใกล้ชิดถึงดวงจันทร์จริง ๆ ครั้งแรก แต่ไม่ใช่ครั้งเดียว เพราะในภารกิจการส่งยานฉางเอ๋อ 8 ที่มีแผนลงจอดบนดวงจันทร์ ทางสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติก็เตรียมติดตั้งอุปกรณ์อีกชนิด สำหรับตรวจจับนิวตรอนขั้นสูงขึ้นไปที่ดวงจันทร์อีกครั้ง เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมด้านการแผ่รังสี และองค์ประกอบของดินบนดวงจันทร์ โดยมุ่งเน้นในบริเวณขั้วใต้ที่มีความสัมพันธ์กับการมีอยู่ของน้ำแข็งและแหล่งไฮโดรเจน
ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สำคัญต่อทั้งงานวิจัยวิทยาศาสตร์และการประเมินความปลอดภัยสำหรับภารกิจอวกาศในระยะยาว รวมถึงยังเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยไปอีกนานเช่นกัน
ก้าวต่อไปของ NARIT
ดร.วิภู ผู้อำนวยการสถาบันฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ‘ASTRONOMY+’ เป็นพันธกิจที่มุ่งนำงานวิจัย องค์ความรู้ และเทคโนโลยีดาราศาสตร์มาตอบโจทย์ความต้องการของสังคมไทย ทั้งในด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยยึดหลักการทำงานที่สอดรับกับทิศทางระดับโลก ผลลัพธ์ของพันธกิจนี้จึงเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรม และสังคม ควบคู่กับการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมขั้นสูง เพื่อรองรับการขับเคลื่อนนวัตกรรมของประเทศอย่างต่อเนื่อง
ภารกิจของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติจึงไม่จบแค่การพัฒนาอุปกรณ์ฝีมือคนไทย แต่เป็นการต่อยอดให้ผลงานชาวไทยได้มีพื้นที่ในระดับโลก รวมถึงยังปูพื้นฐานการเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์ให้กับคนไทยทุกกลุ่ม เพื่อให้ประเทศไทยพร้อมกับการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีกว่าในสายตาของสังคมโลก

ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน


