กำลังกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในแวดวงการเมือง ข้าราชการระดับสูง และผู้บริหารภาคเอกชนชั้นนำ หลังจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการกองทัพไทย ประกาศรายชื่อ ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรสำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต (วปอ.บอ.) รุ่นที่ 3 หรือ มินิ วปอ.จำนวน 231 คน จาก 600 คน เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา
เพราะปีนี้ลิสต์รายชื่อล้วนเต็มไปด้วยนักการเมืองระดับบิ๊ก ทายาทตระกูลธุรกิจใหญ่ และผู้นำองค์กรภาคเอกชน สะท้อนถึงการสร้างและลงทุนใน ‘ทุนมนุษย์เชิงยุทธศาสตร์’ (Strategic Human Capital) ให้กับประเทศผ่านการสร้างเครือข่ายผู้นำยุคใหม่

อะไรทำให้ ‘หลักสูตร มินิ วปอ.’ สร้างเครือข่ายข้ามภาคส่วนที่ทรงพลัง
ด้วยวัตถุประสงค์ของหลักสูตรที่ต้องการให้ผู้เรียน มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประเด็นด้านความมั่นคง เข้าใจบริบทของไทยและโลก พัฒนาศักยภาพของผู้บริหารรุ่นใหม่ให้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มองเห็นความเชื่อมโยงของภัยคุกคามในมิติต่างๆ สามารถ คิด วิเคราะห์สถานการณ์ ประเมินความเสี่ยง และวางแผนรับมือกับภัยคุกคามในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยความรู้ ความเข้าใจในศาสตร์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง รวมไปถึงพัฒนาความเป็นผู้นำที่มีจริยธรรมและรับผิดชอบต่อส่วนรวม เพื่อสร้างความร่วมมือที่นำไปสู่การพัฒนาประเทศ อาจเรียกได้ว่า นี่คือกลไกเชิงยุทธศาสตร์ในการสร้างเครือข่ายข้ามภาคส่วนที่ทรงพลัง
จึงนำหลักการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการสร้างองค์ความรู้ ทักษะกระบวนการคิดขั้นสูง ส่งเสริมให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเรียนรู้ด้วยตนเอง ทำงานกลุ่ม ใช้การเรียนการสอนแบบผสมผสานกิจกรรมการเรียนรู้ มุ่งเน้นกระบวนการและการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม โดยมี Facilitator และผู้บริหารโครงการหลักสูตรช่วยกำกับดูแล

เปิดรายชื่อทายาทตระกูลธุรกิจใหญ่ และผู้นำองค์กรภาคเอกชน มินิ วปอ. รุ่นที่ 3
หนึ่งในเจตนารมณ์สำคัญของการออกแบบหลักสูตรนี้คือการสร้างเสริมความร่วมมือของผู้นำจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างเครือข่ายที่เชื่อมโยงและเป็นเอกภาพ สามารถรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงที่ซับซ้อนในอนาคตได้
เดิมทีหลักสูตร วปอ. (รุ่นใหญ่) จะรับเฉพาะคนอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือข้าราชการระดับ C9 ขึ้นไปเท่านั้น แต่ มินิ วปอ. เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีอายุ 35-45 ปี ได้เข้ามาเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ
ซึ่งหากดูรายชื่อผู้นำภาคเอกชนและทายาทตระกูลธุรกิจใหญ่ปีนี้ ล้วนแล้วแต่มีพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ยิ่งสะท้อนภาพความหลากหลายเชิงกลยุทธ์นี้ได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น
คมสันต์ แซ่ลี ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Flash Express ซีอีโอผู้สร้าง Unicorn รายแรกของไทย, อิทธิชัย พูลวรลักษณ์ ผู้บริหาร บริษัท วินนิ่ง โซลูชั่น จำกัด (WSOL) และเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่มีบทบาทในหลากหลายอุตสาหกรรม รวมถึงอสังหาริมทรัพย์และเทคโนโลยี, มนันย์พร เจียรวนนท์ ผู้บริหารกลุ่ม เจียไต๋ (Chia Tai) เครือ CP รวมไปถึง ณัฐพศิน เชฎฐ์อุดมลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด (WEH) บริษัทผู้ผลิตพลังงานลมรายใหญ่ในประเทศไทย
จะเห็นว่าผู้นำภาคเอกชนในหลากหลายอุตสาหกรรมต่างก็เป็นฟันเฟืองสำคัญที่มีส่วนในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Flash Express อุตสาหกรรมขนส่งที่กลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจดิจิทัล หรือการสร้าง Food Security ให้กับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของเจียไต๋ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญในการรักษาฐานการผลิตเกษตรและอาหารในภาวะโลกเดือด รวมไปถึง Wind Energy Holding หัวหอกด้านความมั่นคงทางพลังงานสะอาดกุญแจสำคัญที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยผ่านเกณฑ์ Carbon Tax โลก และช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ชี้ชัดว่าพลังงานสะอาดกลายเป็นวาระความมั่นคงที่รัฐต้องดึงเอกชนเข้ามาทำงานเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกัน
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มนักการเมืองและทายาทระดับบิ๊ก อย่าง ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกฯ, พัชรินทร์ ซำศิริพงศ์ อดีตรองโฆษกรัฐบาล, อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ทิพานัน ศิริชนะ ส.ส. พรรครวมไทยสร้างชาติ, พัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข, อธิฏฐานพร อุวรรณโณ บุตรสาวของบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฯลฯ
การก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร มินิ วปอ. พื้นที่รวมตัวของคนระดับ Top Tier ของประเทศ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความรู้ แต่คือการได้ครอบครองสินทรัพย์ที่ประเมินมูลค่าไม่ได้ นั่นคือ ‘Power Connection’ ของผู้นำระดับประเทศ สำหรับผู้นำภาคเอกชน มันคือการเพิ่มแต้มต่อมหาศาลที่จะสร้างความเชื่อมั่นและปลดล็อกโอกาสทางธุรกิจ


