วันนี้ (4 มีนาคม) พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการอพยพคนไทยจากพื้นที่ตะวันออกกลาง ตามที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการ ว่า เราได้เตรียมการไว้ตั้งแต่ก่อนการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แต่แนวทางในการปฏิบัติยังอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์โดยกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อวางแนวทางการปฏิบัติร่วมกัน
ผบ.ทสส. ยังระบุอีกว่า กรณีที่มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องบินของกองทัพในการอพยพคนไทยจะมีความยากคนละมิติกับการใช้เครื่องบินพาณิชย์ ซึ่งการใช้เครื่องบินพาณิชย์จะมีความสะดวก แต่เครื่องบินกองทัพก็จะเหมาะอีกบริบทหนึ่งจึงจำเป็นต้องมีการประเมินสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ เช่น กรณีประเทศอิสราเอลกับประเทศอิหร่าน ที่แต่ละประเทศจะมีความเฉพาะเจาะจง ในการเลือกแนวทางปฏิบัติ ซึ่งการที่จะเลือกใช้อะไรก็อยู่ที่ความเหมาะสม รวมทั้งยังระบุอีกว่าการประสานงานกับประเทศต้นทางในการอพยพคนไทยจะดำเนินการผ่านช่องทางการทูตเป็นหลัก
ส่วนการอพยพจะขึ้นอยู่กับปริมาณคนที่จะอพยพและขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของเครื่องบินที่ใช้เป็นหลัก พร้อมยกตัวอย่างว่า ถ้าเลือกที่จะอพยพด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำ โดยจ้างจากประเทศต้นทางก็อาจจะใช้เพียงลำเดียวหากเป็นเครื่องบินพาณิชย์ขนาดใหญ่ ซึ่งจะสะดวกต่อการขออนุญาตในการบินผ่านน่านฟ้าด้วย แต่ถ้าใช้เครื่องบินทหารของกองทัพ ก็จำเป็นจะต้องเพิ่มเที่ยวบิน ซึ่งหากมีการอพยพจำนวน 200 คน ก็มีความจำเป็นจะต้องใช้เที่ยวบิน 3-4 เที่ยวบิน
ผบ.ทสส. ยังกล่าวยอมรับว่า มีความกังวลเรื่องของการเดินทางจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน ไปยังชายแดนของประเทศตุรกี ซึ่งมีระยะทางกว่า 800 กิโลเมตร
ส่วนมิติการรักษาความปลอดภัยภายในประเทศไทยซึ่งมีชาวอิสราเอล และชาวอิหร่านอาศัยอยู่จำนวนมากจะมีการเฝ้าระวังด้านข่าวกรองเป็นพิเศษหรือไม่ ผบ.ทสส. ระบุว่า มีการเตรียมด้านการข่าวเพื่อรองรับสถานการณ์ไว้แล้ว ซึ่งไทยมีการเตรียมพร้อม และไม่ประมาทต่อความเป็นไปได้ ที่อาจมีการก่อการร้ายเกิดขึ้น โดยได้กำชับให้ทุกส่วนเตรียมความพร้อม
ส่วนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางขณะนี้เชื่อว่า ทุกประเทศมีความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นหมุดหมายที่สำคัญของโลก ซึ่งทุกประเทศก็เฝ้าติดตามสถานการณ์ และประเมินว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งในระยะสั้น กลาง และระยะยาว
ผบ.ทสส. ยังมองว่า สถานการณ์ในขณะนี้สิ่งที่ทุกประเทศเคยเชื่อมั่นก็เปลี่ยนไปจากเดิมไปสิ้นเชิง ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาในการประเมินสถานการณ์เพื่อรับมือ
“น้ำที่มันขุ่นๆ ตอนนี้มันก็คงจะตกตะกอนและก็คงมองอะไรได้ชัดเจนมากขึ้น ทุกคนก็กำลังประเมิน และประมวลทั้งนั้น” ผบ.ทสส. กล่าว
เมื่อถามว่า จากสถานการณ์คาดว่าจะยืดเยื้อยาวนานหรือไม่ ผบ.ทสส. กล่าวว่า กองทัพไทยไม่ใช่ผู้ออกแบบการปฏิบัติการเอง เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถประเมินได้ แต่สิ่งที่คิดและคาดหวังคืออยากให้สถานการณ์นี้จบลงโดยเร็ว ผลกระทบที่มีต่อประเทศไทยจะได้น้อย และจะได้ไม่มีเหตุการณ์ที่ลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้ พร้อมให้ความเชื่อมั่นว่า ไม่จำเป็นจะต้องกังวลอะไรมาก เนื่องจากสภาพแวดล้อมของไทยยังไม่น่าวิตก แต่ย้ำว่าอย่าประมาท


