สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วต่อทิศทางตลาดการเงินทั่วโลก โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นทันที ขณะที่ทิศทางค่าเงินบาทของไทยทะลุระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ Head of Financial Markets Function ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ภาพรวมของตลาดการเงินขณะนี้เกิดการกลับทิศทางอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี ซึ่งในขณะนั้นตลาดมีการเทขายดอลลาร์ ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่า และมีกระแสเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ค่อนข้างมาก ทว่าเมื่อเกิดสถานการณ์สงครามที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น Theme ของตลาดได้พลิกกลับด้านทันที โดยนักลงทุนหันกลับมาซื้อดอลลาร์และเทขายสินทรัพย์จากกลุ่มประเทศที่มีการนำเข้าน้ำมันในระดับสูง
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้เกิดสภาวะเงินทุนไหลออก (Capital Outflow) จากประเทศที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net Oil Importer) อย่างเกาหลีใต้รวมถึงประเทศไทย ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อบัญชีเดินสะพัดและเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง นอกจากนี้ ตลาดได้เริ่มลดน้ำหนักความสนใจในเรื่องการเมืองภายในประเทศลง และหันไปให้น้ำหนักกับปัจจัยเรื่องสงคราม (War Factor) มากยิ่งขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนต้องการขายสินทรัพย์เพื่อกลับไปถือครองเงินสดและเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้น
ความผิดปกติของ Safe Haven เมื่อ ‘ทองคำ’ ถูกเทขาย
ประเด็นที่น่าจับตาและถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ในรอบนี้ คือพฤติกรรมของนักลงทุนต่อ ‘ทองคำ’ ซึ่งโดยปกติมักถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่ผู้คนจะแห่ซื้อพร้อมกับเงินดอลลาร์ในช่วงสงคราม แต่ในครั้งนี้ทองคำกลับกลายเป็นสินทรัพย์ที่ถูกเทขายออกมา โดยราคาได้ปรับตัวขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ราว 5,400 ก่อนจะร่วงลงมาซื้อขายกันอยู่ที่ระดับประมาณ 5,000 ปรากฏการณ์นี้อาจเกิดจากการที่นักลงทุนเลือกขายสินทรัพย์ที่ยังมีกำไรออกมาเพื่อชดเชยกับพอร์ตส่วนอื่นที่ขาดทุน หรือเพื่อดึงกลับมาเป็นเงินสดสำหรับรอจังหวะการลงทุนใหม่ รวมถึงการเตรียมเงินสดไว้สำหรับเติมเงินหลักประกัน (Margin) ในยามจำเป็น
ดอกเบี้ย Fed จ่อลดดอกเบี้ยน้อยลง – กนง. ยังมีลุ้นหั่นดอกเบี้ย
สำหรับทิศทางราคาน้ำมัน ตลาดประเมินว่าในช่วงต้นราคาน้ำมันจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง และไม่ได้ให้น้ำหนักว่าสงครามจะยุติลงอย่างรวดเร็วภายใน 1-2 เดือน แต่คาดว่าจะไปจบลงในช่วงไตรมาส 3 ถึงไตรมาส 4 ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันกลับมาอยู่ที่ระดับประมาณ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลตามเดิม
ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้สร้างแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลให้ธนาคารกลางในกลุ่มประเทศที่มีความกังวลเรื่องเงินเฟ้อสูง เช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรป อาจชะลอการลดอัตราดอกเบี้ย โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งเดิมทีในช่วงต้นปีคาดการณ์กันว่าจะมีการลดดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ปัจจุบันตลาดให้โอกาส 80-100% ว่าอาจจะปรับลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงมีความเป็นไปได้ที่จะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยจะต้องให้น้ำหนักกับการควบคุมเงินเฟ้อควบคู่ไปกับการดูแลการเติบโตของเศรษฐกิจที่ยังคงมีความเปราะบางอยู่
เปิด 3 ฉากทัศน์ กรณี Worst Case อาจทำบาทอ่อนทะลุ 33-34 บาท
ทิศทางค่าเงินบาทในปัจจุบันมีความผันผวนสูงมาก จากที่ช่วงต้นปีประเมินว่าเงินบาทจะแข็งค่าไปอยู่ที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์ แต่ล่าสุดได้พุ่งขึ้นไปซื้อขายสูงสุดถึงระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ทาง SCB ได้ประเมินแนวโน้มค่าเงินบาทออกเป็น 3 กรณี ได้แก่
- กรณีจบเร็ว: มีโอกาสที่เงินบาทจะกลับมาเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 31-32 บาทต่อดอลลาร์
- กรณีฐาน (Base Case): หากสถานการณ์ยืดเยื้อเล็กน้อยตามที่ตลาดคาดการณ์ เงินบาทจะแกว่งตัวในกรอบ 32-33 บาทต่อดอลลาร์
- กรณีเลวร้าย (Worst Case): หากสงครามยืดเยื้อและยังไม่จบ เงินบาทอาจมีโอกาสอ่อนค่าทะลุขึ้นไปถึงระดับ 33-34 บาทต่อดอลลาร์
ด้วยความผันผวนที่คาดเดาจุดจบของสงครามได้ยาก ภาคธุรกิจจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) อย่างใกล้ชิด แต่การป้องกันความเสี่ยงนั้นจะต้องมีความยืดหยุ่นสูง (Flexible) เพราะหากผู้นำเข้าล็อกอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าที่ระดับ 32.50 บาท แต่ภายหลังเงินบาทกลับมาแข็งค่าที่ 31 บาท ก็อาจทำให้สูญเสียโอกาส (Opportunity Loss) ได้ ดังนั้น การใช้เพียงเครื่องมือพื้นฐานอย่าง Spot หรือ Forward อาจไม่เพียงพอ จึงแนะนำให้นำเครื่องมืออย่าง FX Options เข้ามาปรับใช้ร่วมด้วย เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์และปิดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จับตาสัญญาณเตือน ไทยเสี่ยงเผชิญภาวะ Stagflation
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความเสี่ยงสำคัญที่คนเริ่มพูดถึงกันมากขึ้น นั่นคือโอกาสที่ประเทศไทยจะเกิดภาวะ Stagflation โดยมีความเป็นไปได้ที่ภาวะดังกล่าวจะเกิดขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นจะผลักดันให้เกิดเงินเฟ้อและทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น ซึ่งเป็นเงินเฟ้อที่เกิดจากฝั่งต้นทุน (Cost-push inflation) ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงมีความเปราะบาง และประชาชนไม่ได้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ปัจจัยเหล่านี้จึงเป็นความเสี่ยงระยะยาวที่นักลงทุนและผู้ประกอบการต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด
ภาพ: Shutterstock Gen AI / Shutterstock, schankz / Shutterstock

