2 ผู้ให้บริการเครือข่ายยักษ์ใหญ่ทั้ง ทรู คอร์ปอเรชั่น และ AIS ออกมายืนยันความพร้อมในการให้บริการอินเทอร์เน็ต แม้เกิดสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อเคเบิลใต้น้ำ โดยทั้ง 2 ค่ายได้วางมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงและโครงข่ายสำรองไว้อย่างรัดกุม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจและผู้ใช้งาน
การเตรียมความพร้อมดังกล่าวถือเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจ เนื่องจากบริการโครงข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ต้องพึ่งพาการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างประเทศ และกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป
คูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย True Corporation ระบุว่าทีมงานได้ประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและจัดตั้ง Warroom เพื่อดูแลโครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง โดยปัจจุบันปริมาณทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตของบริษัทที่เชื่อมต่อไปยังทวีปยุโรปและตะวันออกกลาง มีสัดส่วนไม่ถึง 5% ของการใช้งานทั้งหมด ซึ่งถือเป็นระดับความเสี่ยงที่ต่ำมากและสามารถจำกัดขอบเขตผลกระทบได้
โครงข่ายระหว่างประเทศของทรู คอร์ปอเรชั่นถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่นสูง โดยใช้ระบบเคเบิลใต้น้ำ SJC2 ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างสิงคโปร์และญี่ปุ่น ทำให้มีเส้นทางที่หลีกเลี่ยงภูมิภาคที่มีความเสี่ยงได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกับพันธมิตรระดับ Tier 1 ประกอบด้วยผู้ให้บริการ Peering มากกว่า 30 ราย และผู้ให้บริการ Transit อีก 9 ราย เพื่อช่วยบริหารจัดการสลับเส้นทางข้อมูลได้โดยอัตโนมัติ
ศักยภาพการบริหารความเสี่ยงนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วจากเหตุการณ์ขัดข้องของเคเบิลใต้น้ำในอ่าวเปอร์เซียเมื่อเดือนกันยายน 2568 ซึ่งครอบคลุมทั้งเส้นทาง SMW4 และ IMEWE รวมถึง FALCON และ EIG แต่บริการอินเทอร์เน็ตของทรู คอร์ปอเรชั่นยังคงใช้งานได้ตามปกติ การรักษาเสถียรภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจที่ช่วยปกป้องรายได้ของบริษัทอย่างมีประสิทธิภาพ
ทางด้าน AIS ก็ได้ออกมายืนยันความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ดังกล่าวเช่นเดียวกัน โดยบริษัทได้วางแผนประเมินผลกระทบเชิงธุรกิจและบริหารจัดการทรัพยากรเครือข่ายทั้งเส้นทางหลักและสำรองอย่างรอบด้าน จากข้อมูลทางสถิติพบว่าสายเคเบิลที่พาดผ่านพื้นที่เสี่ยงตะวันออกกลาง คิดเป็นสัดส่วนทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อไปยังโซนยุโรปน้อยกว่า 10% ซึ่งอยู่ในระดับที่องค์กรสามารถควบคุมและบริหารจัดการได้
เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงเชิงรุก AIS ได้จัดตั้งทีมงานเฉพาะกิจพิเศษขึ้นมาเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่ไปกับการประสานงานกับเครือข่ายพันธมิตรผู้ให้บริการระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง การเตรียมความพร้อมเชิงรุกนี้ช่วยให้บริษัทสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางการเชื่อมต่อได้อย่างทันท่วงที เป็นการการันตีคุณภาพเครือข่ายให้พร้อมรองรับการใช้งานของลูกค้าทุกกลุ่ม
ภาพ : AustralianCamera / Shutterstock

