ชนะ 6 เสมอ 1 และอยู่อันดับที่ 3 ของตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกในเวลานี้
ความหวังที่จะได้กลับไปเล่นฟุตบอลรายการใหญ่อย่าง ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก เป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้เพิ่มขึ้นมากเรื่อยๆ เช่นกันกับความหวังของทีมที่เริ่มกลับมาเข้ารูปเข้ารอย เป็นโล้เป็นพาย เป็นทีมฟุตบอลที่ดีอย่างที่ควรจะเป็นอีกครั้ง
มันอาจจะเร็วอยู่สักหน่อย แต่สำหรับสาวกปีศาจแดงหลายคนบางทีพวกเขาอาจจะกำลังคิดอยู่หรือคิดมาสักพักแล้วด้วยซ้ำ
ไมเคิล คาร์ริค ควรจะได้รับสัญญาในการเป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดถาวรแล้วไหมในตอนนี้?

ย้อนกลับไปในเกมล่าสุดที่เอาชนะคริสตัล พาเลซ ได้ 2-1 ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ถึงแม้สกอร์อาจจะชวนให้คิดว่ามันสูสี แต่ในความจริงแล้วนี่เป็นเกมที่แมนฯ ยูไนต็ด ทำผลงานได้ในระดับที่ดีพอสมควร และคว้าชัยชนะได้ในความรู้สึกที่ไม่ต้องลุ้นจนเหนื่อยสักเท่าไร
แน่ละ! เหตุผลสำคัญคือจุด Turning point ของเกมที่คริสตัล พาเลซ ที่เสียจุดโทษพร้อมการถูกไล่ออกจากสนามของมักซองซ์ ลาครัวซ์ ปราการหลังตัวเก่งและเป็นตัวหลักของทีม ‘ดิ อีเกิลส์’ ซึ่งเป็นผู้โขกทำประตูนำให้ทีมเยือนตั้งแต่ต้นเกม
จังหวะนี้เป็นลูกที่ชวนวิพากษ์กันได้ถึงวิจารณญาณของผู้ตัดสิน คริส คาวานาห์ ที่จากให้แค่จุดโทษแต่หลังกลับมาเช็กจอ VAR ด้วยตัวเองอีกครั้งก่อนตัดสินใจที่จะให้เป็นใบแดงกับกองหลังดวงอาภัพด้วย
บรูโน เฟอร์นันเดสตีเสมอให้ทีมได้เป็น 1-1 ก่อนที่เขาจะเป็นคนเปิดบอลจากริมเส้นครอสเข้าไปให้ เบนจามิน เซสโก หัวหอกที่ได้โอกาสลงสนามเป็นตัวจริงครั้งแรกในยุคของคาร์ริค ทะยานขึ้นโขกเข้าไปอย่างสุดสวยชวนให้คิดถึงบอลยุค 90 ที่ประตูลักษณะนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดา
ที่เหลือดูไม่มีปัญหาสำหรับยูไนเต็ด แต่หากมองให้ลึกลงไปในรายละเอียดแล้ว นี่เป็นอีกเกมที่คาร์ริคตอบแบบสอบถามของทุกคนได้เพิ่มอีกข้อ
“ถ้าถูกทำประตูนำไปก่อนจะพาทีมกลับมาได้ไหม?”
เพราะ 6 นัดก่อนหน้านี้แมนฯ ยูไนเต็ดของคาร์ริค ไม่เคยตกอยู่ใต้สถานการณ์ที่ถูกตั้งคำถามยากๆ มาก่อน (ซึ่งมันก็แสดงให้เห็นอีกด้านว่าเกมของพวกเขาดีพอที่จะทำให้ไม่เคยตกเป็นรองคู่แข่งเลยในช่วงที่ผ่านมา) นี่เป็นเกมแรกจริงๆ ที่โดนยิงนำไปก่อน และโดนนำตั้งแต่ต้นเกมด้วย
โดยที่พาเลซ ภายใต้การนำของโอลิเวอร์ กลาสเนอร์ ก็ทำได้ดีสามารถรักษาสกอร์นำเอาไว้ได้ในช่วงครึ่งเวลาแรก แต่หลังการเสียจุดโทษและลาครัวซ์ แมนฯ ยูไนเต็ดของคาร์ริคไม่ใช่แค่พลิกสถานการณ์กลับมาได้สำเร็จ
พวกเขายังทำได้ใน manner ที่ดูดีมากๆ นิ่ง ไม่ลนลาน เล่นอย่างมีแบบแผน และมั่นใจ แตกต่างจากช่วงก่อนหน้านี้อย่างชัดเจน
สิ่งเหล่านี้มันทำให้คำถามเรื่องอนาคตของเขาในบทบาทนายใหญ่แห่ง ‘โรงละครแห่งความฝัน’ เริ่มน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ

มองตามผลงานตัวเลข ผลงานชนะ 6 เสมอ 1 (แยกย่อยเป็นการชนะ 4 นัดรวด เสมอ 1 และล่าสุดกลับมาชนะต่ออีก 2) ถ้านำไปรวมกับผลงานอีก 2 นัดที่เขาเคยคุมทีมเป็นการชั่วคราวก่อนหน้านี้ในช่วงที่ต้องรับงานแทนโอเล กุนนาร์ โซลชา ที่โดนปลดจากตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน 2021 ที่ชนะอาร์เซนอลและเสมอเชลซี
เท่ากับคาร์ริคคุมทีมมา 9 นัด ชนะ 7 เสมอ 2
ตามข้อมูลแล้ว ถ้าวัดกันแค่ 9 นัดแรกนี่คือผลงานของผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดเหนือใครในประวัติศาสตร์
สิ่งที่คาร์ริคทำให้เห็นในช่วงที่ผ่านมานับตั้งแต่กลับมาช่วยทีมอีกครั้งแทนที่ของ รูเบน อโมริม อดีตผู้จัดการทีม – ไม่สิ..หัวหน้าโค้ช – คือการเปลี่ยนแปลงทีมอย่างรวดเร็วแต่ลื่นไหล
▪️ระบบการเล่นของทีมที่กลับมาลงตัวอีกครั้ง ด้วยระบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อน 4-2-3-1
▪️การใช้งานผู้เล่นเป็นไปตามธรรมชาติของนักเตะ ไม่มีการฝืนให้ยืนในตำแหน่งที่ไม่ถนัด ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือ บรูโน เฟอร์นันเดส ที่กลับมาเป็น ‘No.10’ ที่เขาถนัดอีกครั้ง และกลับมาระเบิดผลงานในระดับมาสเตอร์พีซหลังจากอัดอั้นต้องไปยืนกองกลางตัวรับมายาวนาน
▪️นักเตะที่สูญเสียความมั่นใจกลับมามั่นใจในตัวเองอีกครั้ง โดยเฉพาะ ค็อบบี เมนู ที่ถูกอโมริมทอดทิ้งจนเกือบจะถูกขายออกจากทีม กลับมาเป็นหัวใจสำคัญในแดนกลางได้ทันที ราวกับตื่นจากฝันร้าย
▪️วิธีการเล่นที่น่าสนใจ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ได้เพรสซิงหนักหน่วงแบบสมัยใหม่ ไม่ได้เน้นการครองบอลต่อบอลแบบ Positional play ตามสมัยนิยม ไม่ได้มีการใช้แทกติกที่ยากและซับซ้อนอย่าง Inverted full back, False nine แต่กลับได้ผลงานที่น่าประทับใจด้วยวิธีการเล่นที่ซื่อตรงแต่ก็มีความยืดหยุ่นในเวลาเดียวกัน
▪️บรรยากาศของสโมสร (ย้ำสโมสร) ค่อยๆ กลับมาดีขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่อยู่ในความ Toxic มายาวนานนับตั้งแต่ปี 2022 ในยุคของเอริค เทน ฮาก ต่อด้วยรูเบน อโมริม
แต่สถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่เพิ่งเคยเกิดกับแมนฯ ยูไนเต็ด ในทางตรงกันข้ามพวกเขาเคยเจอสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันอย่างมาก ซึ่งอดีตกองกลางเท้าชั่งทองก็อยู่ในช่วงเวลานั้นเหมือนกัน เพราะคาร์ริคเป็นหนึ่งในทีมสตาฟฟ์ของโอเล กุนนาร์ โซลชา ที่เป็นการรวมตัวกันเพื่อกลับมากอบกู้สโมสรอีกครั้ง
หลังเข้ารับตำแหน่งต่อจากโชเซ มูรินโญ ในบทผู้จัดการทีมรักษาการณ์ โซลชาพาแมนฯ ยูไนเต็ดชนะรวดถึง 8 นัด (ทุกรายการ)
สถานการณ์ในตอนนั้นคล้ายกับในเวลานี้ ความรู้สึก ‘ใช่ไปหมด’ ทำให้บอร์ดบริหารของสโมสรอยู่ในสภาวะกดดันและสุดท้ายรีบร้อนในการแต่งตั้งโซลชา
แต่มันกลับกลายเป็นว่าหลังจากนั้นผลงานของยูไนเต็ดเริ่มมีสัญญาณอันตรายด้วยผลงานที่เริ่มตกลง และแม้ว่าหลังจากนั้นจะไม่ได้ถึงกับย่ำแย่มากนัก แต่โซลชาดูมีขีดจำกัดของความสามารถที่ทำให้ไม่สามารถพาทีมไปสู่จุดที่ทุกคนหวังได้ ก่อนสุดท้ายทีมจะแตกเพราะการตัดสินใจพลาดในการดึงคริสเตียโน โรนัลโด กลับมาโอลด์ แทรฟฟอร์ดอีกครั้ง
บทเรียนจากครั้งนั้นคือสิ่งที่ทำให้ฝ่ายบริหารของสโมสรต้องดูให้ดี เพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งหนึ่งอาจจะส่งผลต่อสโมสรไปอีก 1-2 ปีเป็นอย่างน้อย
และมันอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เราอาจจะต้องรอความชัดเจนในเรื่องอนาคตของคาร์ริคต่อไปอีกอย่างน้อย 1-2 เดือน
Timing เรื่องนี้ต้องอยู่ในจุดที่เหมาะสมที่สุดเท่านั้น

ถึงอย่างนั้น หากจับอารมณ์และความรู้สึกแบบละเอียด จะพบว่าระหว่างโซลชาและคาร์ริคมีความแตกต่างทางความรู้สึกบางอย่าง
คล้ายกับว่าคาร์ริคอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีและเก่งกว่าในเชิงของแท็คติกการเล่นและศาสตร์การคุมทีม ที่พิสูจน์ให้เห็นในช่วง 7 นัดที่ผ่านมา
และสำคัญที่สุดของที่สุดคือการที่แฟนๆ ในโอลด์ แทรฟฟอร์ด ดูเหมือนจะ ‘ประทับตรา’ ให้กับบอสคนนี้แล้วผ่านเสียงปรบมือกึกก้องที่มีต่อตัวเขาและทีมทั้งทีม
ไม่มีเสียงโห่ ไม่มีเสียงด่า ไม่มีเสียงหัวเราะขบขันทีมนี้อีกแล้ว มีแต่เสียงเชียร์และเสียงเพลง โดยเฉพาะเพลงประจำตัวของคาร์ริคที่ดังกระหึ่ม
แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะยิ่งผลงานของทีมดีขึ้นมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นแรงกดดันสำหรับฝ่ายบริหารของสโมสร โดยเฉพาะเจสัน วิลค็อกซ์ ในฐานะผู้อำนวยการเทคนิคของสโมสร และโอมาร์ เบอร์ราดา ในฐานะซีอีโอผู้กุมอำนาจใหญ่ในการบริหารของสโมสรที่ต้องตัดสินใจ
การเลือกคาร์ริคเลยก็เป็นเรื่องมีเหตุผลรองรับในแง่ดี
▪️บรรยากาศของสโมสรกำลังดี คาร์ริคเป็นคนที่ทุกคนมั่นใจในตอนนี้
▪️สโมสรจะมีภาพในอนาคตที่ชัดเจนว่าจะเดินหน้าไปต่อกับผู้จัดการทีมคนนี้ มากกว่าจะต้องลุ้นไปอีกระยะว่าจะเป็นใครคุมทีมในฤดูกาลหน้า
▪️นักเตะในทีมหลายๆ คนที่อาจจะยังลังเลในเรื่องของอนาคต รวมถึงกัปตันทีมอย่างบรูโน จะตัดสินใจได้ง่าย โดยเฉพาะหากเป็นคาร์ริคคุมทีมต่อเชื่อว่าเขาจะอยู่กับทีมต่อไปอย่างแน่นอน
▪️ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะไม่สูงมาก อย่างน้อยไม่ต้องไปจ่ายให้สโมสรอื่นหากต้องการตัวโค้ชคนไหนมา
▪️สำคัญที่สุดคือไม่มีโค้ชคนไหนที่รู้สึกว่าอาจจะดีกว่าคาร์ริคในตอนนี้ คนที่เล็งไว้อย่าง โธมัส ทูเคิล เพิ่งฝากอนาคตกับทีมชาติอังกฤษอีกนาน, ซีเนอดีน ซีดานกำลังจะรับงานคุมทีมชาติฝรั่งเศส, คาร์โล อันเชล็อตติ ยังติดภารกิจกับบราซิลขณะที่โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ ที่เคยเป็นหนึ่งในตัวเต็งผลงานในระยะหลังก็ไม่ได้ดูดีสักเท่าไร และ โรแบร์โต เด แซร์บี ที่ว่างงานอยู่ก็เช่นกัน
จริงอยู่ที่เคยเจ็บมาก่อน
แต่บางครั้งถ้าความรู้สึกมันบอกว่าใช่ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะหักห้ามใจ มากที่สุดก็แค่เจ็บอีกหน (หมายถึงเรื่องคาร์ริคนะ..คนหนุ่มสาวทั้งหลาย!)
ว่าแต่แฟนปีศาจแดงทั้งผองคิดว่าสโมสรควรจะตัดสินใจเรื่องคาร์ริคอย่างไรและตอนไหน
วันนี้ สุดสัปดาห์นี้ เดือนนี้ หรือสิ้นฤดูกาล?


