×

จับตา พ.ค.69 ชี้ทิศทางการลงทุนโลก ประธาน FED คนใหม่ เงินเฟ้อออกฤทธิ์ ตลาดหุ้นไทยรุ่งหรือร่วง?

24.03.2026
  • LOADING...
ภาพทำเนียบขาว สหรัฐอเมริกา สัญลักษณ์ของอำนาจทางการเงินและการเมืองโลก ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจผันผวน

ท่ามกลางสงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับราคาพลังงานในประเทศที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับขึ้นตาม

 

ด้านราคาทอง ผันผวนหนัก -10% ทำจุดต่ำสุดที่ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา การปรับลดลงของราคาทองในช่วงที่ผ่านมา สอดคล้องกับทิศทางสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ

 

สิ่งนี้สะท้อนว่านักลงทุนเทขาย ทุกสินทรัพย์เพื่อถือเงินสด เพราะกังวลความเสี่ยงเงินเฟ้อจากการส่งผ่านต้นทุนด้านพลังงาน สู่ภาคเศรษฐกิจจริง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะ Stagflation ที่เงินเฟ้อสูงควบคู่กับ เศรษฐกิจชะลอตัว

 

สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือ เดือนพฤษภาคม จะกลายเป็นจุดชี้ชะตา ‘ตลาดหุ้นไทย’ ครึ่งปีหลัง ว่าจะรุ่งหรือจะร่วง เนื่องจากเป็นช่วงที่คาดว่าจะมีการแต่งตั้งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ ‘เควิน วอร์ช (Kevin Warsh)’ ที่จะมารับช่วงต่อจาก ‘เจอโรม พาวเวลล์’ ซึ่งจะหมดวาระในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เป็นช่วงเดียวกับที่นักวิเคราะห์ มองว่าราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นจะส่งผ่านต้นทุนไปยังอัตราเงินเฟ้อในเดือนนี้

 

จับตา 3 ปัจจัยชี้ชะตาตลาดหุ้นไทย เดือนพฤษภาคม

 

สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่จากเจอโรม พาวเวลล์ เป็นเควิน วอร์ช ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่มีนัยสำคัญต่อทิศทางการลงทุนโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทย เนื่องจากมี 3 ปัจจัยหลักที่เข้ามาบรรจบกันในช่วงเวลาดังกล่าวพอดี

 

1. ความชัดเจนของทิศทางดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์

 

การเปลี่ยนผ่านนโยบายการเงินจากการเข้ามาดำรงตำแหน่งของเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธาน Fed คนใหม่ จะเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ จะเริ่มปรับตัวสูงขึ้นจากการส่งผ่านต้นทุนราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นก่อนหน้านี้ (ระยะเวลาส่งผ่านต้นทุน 2-3 เดือน) ตลาดจึงให้การจับตามองว่าประธาน Fed คนใหม่จะกำหนดทิศทางนโยบายอย่างไร จะเลือกคงอัตราดอกเบี้ย หรือจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายตามที่เคยคาดการณ์ไว้ ซึ่งจะส่งผลโดยตรง ต่อค่าเงินดอลลาร์และทิศทางของตลาดทุน

 

2. การปรับลดน้ำหนักตลาดหุ้นอินโดนีเซียในดัชนี MSCI

 

เดือนพฤษภาคมเป็นเดือนชี้ชะตาตลาดหุ้นอินโดนีเซียว่าจะถูก MSCI ปรับลดสถานะจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) สู่ตลาดชายขอบ (Frontier Market) หรืออาจแค่ถูกปรับลดน้ำหนักการลงทุนลง 15-20% เนื่องด้วยความกังวลด้านสภาพคล่องและสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free float) ที่ต่ำ ซึ่งอาจกดดันให้กองทุนต่างๆ ทั้ง Active Fund และ Passive Fund ย้ายเงินลงทุนออกจากตลาดอินโดนีเซียเข้าไปลงทุนในประเทศอาเซียนอื่นๆ รวมถึงตลาดหุ้นไทย

 

3. ฤดูกาลจ่ายเงินปันผลกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า

 

ตามสถิติย้อนหลัง 20 ปี พบว่าเดือนพฤษภาคมมักจะเป็นเดือนที่เงินบาท อ่อนค่าลงเฉลี่ยประมาณ 0.6-0.7 บาท เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลจ่ายเงินปันผล สำหรับรอบนี้คาดว่ายอดการจ่ายเงินปันผลจะทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยนักลงทุนต่างชาติอาจได้รับเงินปันผลรวมกันสูงถึง 150,000-200,000 ล้านบาท หากนักลงทุนต่างชาตินำเงินปันผลกลับประเทศ ก็จะยิ่งสร้างแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปอีก

 

เปิด 3 ฉากทัศน์ สงครามอิหร่านยืดเยื้อ กระทบหุ้นไทยแค่ไหน

 

บลจ. กสิกรไทย (KAsset) ประเมินผลกระทบของสงครามอิหร่าน ต่อทิศทางของตลาดหุ้นไทย โดยแบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์ (Scenario) ตามระยะเวลาความยืดเยื้อของสงคราม ดังนี้

 

ฉากทัศน์ที่ 1 สงครามจบภายใน 1 เดือน: ประเมินว่าเป้าหมายของ SET Index จะอยู่ที่ระดับ 1,480 จุด

 

ฉากทัศน์ที่ 2 สงครามยืดเยื้อ 3 เดือน: ซึ่งเป็นกรณีที่มีความเป็นไปได้สูงสุด (Base Case) หากสถานการณ์ยืดเยื้อถึงระดับนี้ SET Index จะเปิดความเสี่ยงขาลง (Downside risk) โดยร่วงลงไปอยู่ที่ระดับ 1,385 จุด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้กำไรต่อหุ้น (EPS) ลดลงประมาณ 4 จุด รวมถึงฉุดให้การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยอาจปรับลดลงมาเหลือเพียงระดับ 1.3% จากประมาณการเดิมที่ 1.9%

 

ฉากทัศน์ที่ 3 สงครามยืดเยื้อนาน 12 เดือน มีความเป็นไปได้น้อยที่สุด

 

ด้านมุมมองของบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศ มีการประเมินฉากทัศน์เพิ่มเติม ในกรณีที่สงครามยืดเยื้อ 1 เดือนครึ่ง คาดว่าสถานการณ์ปริมาณน้ำมันดิบ ขาดแคลนจะเริ่มคลี่คลายในช่วงหลังสงกรานต์ ซึ่งจะทำให้เป้าหมาย SET Index จะอยู่ที่ระดับประมาณ 1,430-1,440 จุด ซึ่งเป็นระดับที่ทำให้ตลาดมี Upside จำกัด

 

ภาพ: Dilok Klaisataporn / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories