โลมา ลูกบุญมี หรือ หล้า-สุภิสรา คนหลัก สาวนักสู้ MMA ชาวไทยวัย 29 ปี กำลังจะกลับขึ้นสังเวียนอีกครั้งในรอบ 1 ปี กับคิวสู้สำคัญที่ต้องเจอกับ อิสเตล่า นูเนส นักสู้จากบราซิล ในศึก UFC Fight Night สุดสัปดาห์นี้
แต่การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การทดสอบความฟิตหรือการฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บ แต่นี่คือ ภารกิจพิสูจน์ตัวเองเพื่อไต่เต้าสู่การเป็นนักสู้ระดับ ท็อป 15 ของโลก ซึ่งเธอเป้าหมายที่โลมาหมายมั่นปั้นมือไว้ และเชื่อว่าการคืนสังเวียนแปดเหลี่ยมของ UFC ครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการพิสูจน์ความแข็งแกร่งของเธอบนเวทีการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง
🔥 ฝึกหนักเพื่อความพร้อมสูงสุด หลังฟื้นตัวจากการผ่าตัด
การห่างหายจากสังเวียนไปร่วม 1 ปีเต็ม เป็นเพราะเธอต้องเข้ารับการผ่าตัดและการพักฟื้นที่จำเป็นต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวอย่างเต็มที่ โลมาใช้เวลาหลายเดือนในการฝึกซ้อมที่ลาสเวกัส โดยมีทีมงานที่ครบครัน รวมถึงโค้ชระดับโลกอย่าง จอห์น วูด ที่เคยพานักสู้ขึ้นไปถึงระดับแชมป์มาแล้ว
“พร้อม 100 เปอร์เซ็นต์แน่นอนค่ะ, ตอนนี้หนูอยู่ที่ลาสเวกัส 5 เดือนแล้ว ตลอดเวลาที่ได้อยู่ที่นี่หนูได้ซ้อมเต็มที่ โดยมีทีมงานที่เป็นนักกายภาพ มีนักฟิตเนส นักโภชนาการวิทยาศาสตร์การกีฬา คอยตรวจเช็กความพร้อมคอยดูแลตลอดเวลา”
โดยการฝึกซ้อมของเธอเน้นไปที่การพัฒนาทักษะทุกด้าน ไม่ใช่แค่เรื่องมวยไทยที่เธอถนัด แต่ยังรวมถึงการฝึกฝนด้านอื่นๆ ท่ามกลางนักสู้ตัวท็อปของ UFC ที่มาฝึก ณ สถานที่เดียวกัน ที่ที่เธอจะได้เรียนรู้ประสบการณ์จากนักสู้ระดับโลกมากมาย
🔥 เผชิญหน้ากับอุปสรรค และการเอาชนะตัวเอง
แม้ว่าจะมีการเตรียมตัวอย่างดี แต่สิ่งที่ท้าทายโลมามากที่สุดกลับเป็นเรื่อง จิตใจและความมั่นใจของตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อคู่ต่อสู้ในครั้งนี้คือ นักสู้มวยแทน (อิสเตล่า นูเนส) ซึ่งเป็นสิ่งที่โลมายอมรับว่าไม่ค่อยถูกโฉลกนัก
“หนูแพ้ใน UFC มา 2 ไฟต์ ก็เพราะเจอมวยแทน มันทำให้หนูกังวลมาก”
หลังจากที่รู้ว่าต้องเจอมวยแทนอีกครั้ง การเข้าปรึกษากับนักจิตวิทยาทำให้เธอค้นพบความจริงที่ว่า สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ว่าคู่ชกเป็นใคร แต่คือการเอาชนะตัวเอง และความมั่นใจที่เธอพยายามสร้างขึ้นใหม่คือปัจจัยหลักที่ทำให้เธอรู้สึกพร้อมอย่างเต็มที่ในไฟต์นี้
“มันก็ไม่สำคัญว่าคู่ชกหนูจะเป็นใคร ฟอร์มดีหรือไม่ดียังไง เพราะวันอาทิตย์นี้คนที่หนูต้องเอาชนะ..ก็คือตัวหนูเอง”
🔥 ไฟต์สำคัญเพื่อการไต่ขึ้นแรงกิ้ง
หลังจากชนะมา 3 ไฟต์ติดต่อกัน นั่นทำให้ไฟต์นี้มีความหมายต่อเธออย่างมาก เพราะมันคือโอกาสที่จะสร้างสถิติ ชนะติดต่อกัน 4 ครั้ง ใน UFC ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยทำได้มาก่อน
และแน่นอนว่า ความสำเร็จนี้จะทำให้เธอมีโอกาสเข้าใกล้การเป็นนักสู้ในระดับท็อป 15 ของรุ่นสตรอว์เวท และจะเป็นการพิสูจน์ตัวเองว่าเธอพร้อมสำหรับการต่อสู้ที่เข้มข้นยิ่งขึ้น
“ตอนนี้หนูก็ 29 แล้ว มันถึงเวลาแล้วที่หนูต้องก้าวขึ้นไปให้สูงกว่านี้ หนูไม่เคยกลัวที่จะสู้กับคนในอันดับท็อป 15 เพราะว่าหนูไม่มีอะไรจะเสีย … พวกเขาต่างหากที่ต้องกลัว กลัวที่ต้องเสียอันดับให้กับหนู ตอนจบไฟต์นี้หนูจะส่งสัญญาณไปถึงกลุ่มนักสู้ท็อป 15 ว่าปีนี้หนูมาแล้ว, พร้อมลุยแล้ว!”
อย่างไรก็ตาม ความมุ่งมั่นของโลมาไม่ได้หยุดอยู่แค่ไฟต์นี้เท่านั้น เพราะเธอต้องการที่จะต่อยอย่างต่อเนื่องในปีนี้ให้ได้ 2-3 ไฟต์ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเข้าไปชิงอันดับกับนักสู้ระดับท็อป 15 และหากทำสำเร็จ ก็จะเป็นการเปิดประตูสู่การเป็นนักสู้ที่มีโอกาสชิงแชมป์ในอนาคต
🔥 เส้นทางที่รอการพิสูจน์
สำหรับโลมา ลูกบุญมี ไฟต์นี้ไม่ใช่แค่การกลับมาขึ้นสังเวียนธรรมดา แต่มันคือการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ตัวเองหลังจากผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก และเธอรู้ดีว่าเส้นทางนี้เต็มไปด้วยอุปสรรคและความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า โดยเฉพาะเมื่อเธอประกาศตัวพร้อมท้าชนนักสู้ในท็อป 15
“มันไม่แค่มวยไทยยืนสู้กัน แต่มันยังมี ยิวยิตสู มวยปล้ำ ศาสตร์การต่อสู้ทุกอย่างถูกรวมไว้ในนี้แล้ว มันเป็นอะไรที่ยากมาก อีกอย่าง..ในรุ่นหนูคือสตอร์เวต มันเต็มไปด้วยนักสู้ที่เก่งจริงๆ แต่หนูชอบนะ..ชอบต่อยกับคนเก่งๆ”
ท้ายที่สุด จากการพูดคุยครั้งล่าสุด ทำให้เราสัมผัสได้ว่า ครั้งนี้เธอมีไฟในการสู้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นคู่ชกแบบไหน หรือแรงกดดันจากการเปลี่ยนตัวคู่ชกกะทันหัน สิ่งที่โลมาเชื่อเสมอคือ การเอาชนะตัวเอง
และถ้าเธอทำสำเร็จในการต่อสู้ครั้งนี้ มันจะเป็นก้าวสำคัญที่พาเธอเข้าใกล้ความฝันในการเป็นนักสู้ระดับท็อป 15 ของ UFC
ทั้งนี้ โลมา ลูกบุญมี เตรียมคืนสังเวียนพบกับ อิสเตล่า นูเนส ในศึก UFC Fight Night: Emmett vs. Murphy วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายนนี้ ถ่ายทอดสดทาง True Sports 3 ตั้งแต่เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป