เทรนด์เฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านในช่วงนี้ที่กำลังมาก็คือสไตล์ Luxury Sustainable หรูหรามีระดับทว่าต้องรักษ์โลกไปพร้อมกันด้วย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะปีนี้เป็นวาระครบรอบ 10 ปี ของ ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งนับจากวันนั้น หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ปรับตัวและขับเคลื่อนวิถียั่งยืนอย่างจริงจังก็คือวงการแฟชั่นที่มีมิติเกี่ยวโยงไปถึงแวดวงออกแบบผลิตภัณฑ์ ตกแต่งภายใน ไปจนถึงสถาปัตยกรรม
วาระครบรอบหนึ่งทศวรรษนั้นทำให้กระแส Sustainability กลับเข้าอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้งจนบางเรื่องกลายเป็นเทรนด์ด้านไลฟ์สไตล์น่าจับตากันเลยทีเดียว สำหรับแวดวง Living & Interior Design เทรนด์นี้กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั้งในแง่ดีไซน์ไปจนถึงด้านธุรกิจ ไม่เพียงแค่นั้นคุณค่ามิติใหม่นี้ยังสามารถสะท้อนถึงรสนิยมตลอดจนทัศนคติในการใช้ชีวิตได้ดีไปพร้อมกัน
มาลองดูกันว่าโชว์รูมรักษ์โลกของเราคราวนี้จะมีอะไรโดดเด่นกันบ้าง
Leather-free & Non-Toxic Philosophy – ปรัชญาปลอดหนังและปลอดสารพิษ

อาร์มแชร์เรียบหรูตัวนี้สามารถบ่งบอกความมีระดับได้ทันทีแบบไม่ต้องตะโกน รุ่น Vivi Canaletto นี้ผลิตโดย Tosconova แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชั้นสูงของอิตาลีที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1963 และคงรากฐานการผลิตตามภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิมแห่งแคว้นทัสคานี (Tuscany) มาจนถึงปัจจุบัน นอกจากจะเน้นระบบการผลิตแบบ Handicraft ที่ตั้งใจใช้ทักษะฝีมือมนุษย์ให้มากที่สุดแทนการพึ่งพาระบบโรงงานซึ่งก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหลายมิติแล้ว การเลือกแหล่งวัตถุดิบยังเน้นไปที่ซัพพลายเออร์ท้องถิ่นเป็นหลักเพื่อลดระยะทางในระบบอุปทานและลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้มากที่สุดด้วย

นอกจากนี้ทิศทางของเฟอร์นิเจอร์ยุคใหม่ยังใส่ใจวิถียั่งยืนอย่างลึกซึ้งจริงจังขึ้นไปอีก ตั้งแต่การวางปรัชญาปลอดการใช้หนังสัตว์ (รวมไปถึงสิ่งอื่นที่มาจากสัตว์) ซึ่งนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมสิ่งทอของตัวเองที่เป็นมิตรต่อทั้งมนุษย์และสิ่งแวดล้อม หรือการพัฒนานวัตกรรม Eco-flock ใยไส้ในเบาะโซฟาที่นุ่มสบายระดับเดียวกับขนดาวน์ (Down Feather) แต่ไม่มีการใช้ขนสัตว์เลยแม้แต่น้อย ที่สำคัญทุกรายละเอียดของเฟอร์นิเจอร์จะเลี่ยงการย้อมหรือทาสี อย่างวัสดุโครงสร้างงานไม้จะเน้นโชว์ลายไม้ธรรมชาติงดงามทว่าก็มีการเคลือบผิวแบบใสโดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์น้ำยาที่มีส่วนผสมหลักเป็นน้ำแบบไม่ใช้สารเคมีเป็นส่วนประกอบเลย รวมถึงกาวที่ยึดติดส่วนต่าง ๆ ก็เป็นส่วนผสมน้ำเป็นหลักด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยต่อผู้ใช้งานและลดมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม เรียกว่านั่งสบายอย่างมีความรับผิดชอบต่อโลกกันเลยทีเดียว
Real Organic Standards – มาตรฐานออร์แกนิกที่แท้จริง

เตียงนอนดีไซน์มินิมอลที่ลงตัวได้กับการแต่งบ้านทุกสไตล์นี้อาจดูเรียบหรูธรรมดาจนเกินไปแต่ภายใต้ความเบสิกนี้ซ่อนคุณค่าดีต่อใจดีต่อโลกไว้มากมาย ผลิตภัณฑ์สำหรับห้องนอนรักษ์โลกคุณภาพสูงนี้ผลิตโดยแบรนด์ Avocado ที่เคลมตัวเองว่าเป็นมาตรฐานออร์แกนิกที่แท้จริง! แล้วก็ไม่ได้โม้เสียด้วยสิ เพราะไม่ใช่แค่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติที่ปลอดภัยเท่านั้นและใส่ใจสิ่งแวดล้อมรวมถึงสนับสนุนวิถียั่งยืนเท่านั้น แต่ที่เหนือกว่าคือยังคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ห่วงใยสุขภาพผู้ใช้งาน ให้ความสำคัญกับการไม่ทารุณกรรมสัตว์ ไปจนถึงซีเรียสกับเรื่องไม่เอาเปรียบแรงงานโน่นเลยทีเดียว

ยิ่งไปกว่านั้นการใส่ใจขั้นสุดยิ่งกว่าคือการปลูกและกรีดยางในไร่ของตัวเอง (แน่นอนว่าสวนยางต้องออร์แกนิกด้วย) มีฟาร์มผลิตขนแกะของตัวเองที่ควบคุมการเลี้ยงสัตว์อย่างอารีย์ ไปจนถึงคัดสรรฝ้ายออร์แกนิกคุณภาพสูงจากไร่ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสูงสุดเท่านั้น
รวมถึงถักทอในโรงงานเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและไม่เอาเปรียบคุณภาพชีวิตของแรงงานด้วย
ตัวอย่างคำบรรยายเหล่านี้ไม่ใช่แค่คำโฆษณาคุยโวเพื่อการตลาดเท่านั้นแต่มันการันตีด้วยมาตรฐานการรับรองมากมาย ตั้งแต่ GOTS (Global Organic Textile Standard), USDA Certified Biobased Products, FSC-certified wood, EWG Verified® (ผลิตภัณฑ์ปลอดสารพิษและปลอดภัยแม้แต่กับเด็กและคนแพ้ง่าย), ไปจนถึง The Climate Label รับรองเรื่องธุรกิจใส่ใจโลกร้อน แล้วก็ตามด้วยการรับรองจากสถาบันต่าง ๆ อีกมากมายเป็นหางว่าว (สามารถดูในเว็บไซต์ได้) สมกับที่แบรนด์ตั้งปณิธานไว้ว่าจะเป็นแบรนด์ที่ยั่งยืนที่สุดในโลกให้ได้ (World’s Most Sustainable Brand) ใครที่ชอบสินค้าสายการรับรองมาตรฐานต้องหลงรักแบรนด์นี้แน่นอน
Circular Design for Sustainable Living – ออกแบบเพื่อวงจรที่ยั่งยืน

หลอดไฟดีไซน์เท่ปรับลุคเปลี่ยนบรรยากาศได้หลากหลายสไตล์ตั้งแต่แนวโมเดิร์นไปจนถึงกลิ่นอายเรโทร ผลงานมาสเตอร์พีชนี้เป็น Signature Bulb รุ่น Voronoi ของแบรนด์ tala บริษัทโคมไฟแต่งบ้านสัญชาติอังกฤษที่ออกแบบภายใต้ปรัชญา Biophilic Design เคารพอัตลักษณ์แห่งธรรมชาติ นอกจากนี้มันยังแฝงมิติความเป็น Classic Iconic ที่มีดีไซน์ร่วมสมัยลงตัวได้กับทุกยุคเสมอ รวมถึงมีอายุการใช้งานยาวนานไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนผ่านไปสักเท่าไรซึ่งนั่นคือหัวใจสำคัญหนึ่งของไอเท็มระดับไอคอนิกที่มีเสน่ห์อมตะตลอดกาลด้วยนั่นเอง

จุดเริ่มต้นของแนวคิดการออกแบบเพื่อความยั่งยืนนี้มาจากการมองเห็นและตระหนักถึงปัญหาที่ว่าทุกวันนี้เราทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) กันมากถึง 2 ล้านตัน/ปี ประเด็นนี้จุดประกายแบรนด์หันมาโฟกัสการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนโดยเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูงเพื่อให้ดีไซน์ดูมีระดับแล้วยังทำให้โคมไฟแข็งแรงทนทานและใช้งานได้ยาวนานขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังออกแบบภายใต้หลักการ Repairable Design ที่ทุกชิ้นถอดประกอบได้สะดวก ซ่อมแซมและเปลี่ยนอะไหล่ได้ง่าย แถมวัสดุยังรีไซเคิลได้ 100% เพื่อทำให้กลายเป็นขยะได้ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนหลอดไฟนั้นก็ใช้ LED ซึ่งใช้พลังงานน้อยกว่าหลอดทั่วไปถึง 90% แต่ให้ประสิทธิภาพสูงกว่าและอยู่ได้นานกว่า 10 เท่า ทั้งยังช่วยลดการปล่อย CO₂ ได้มากกว่าด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความตั้งใจดีไซน์ภายใต้หลักการออกแบบหมุนเวียน (Circular Design) เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ใช้งานได้อย่างยืนยาวที่สุด

ตลอดจนทำธุรกิจภายใต้หลักการธุรกิจหมุนเวียน (Circular Business) เพื่อดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าสูงสุด นั่นยังไม่นับเรื่องของบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ใช้พลาสติกเลย (100% Plastic Free Packaging) เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือการทำโครงการ Impact Projects สนับสนุนการปลูกต้นไม้ในโครงการฟื้นฟูป่าทั่วโลก รวมถึงการได้รับการรับรอง B Corp™ ในระดับคะแนนที่สูงกว่ามาตรฐาน สมกับการที่แบรนด์ตั้งปณิธานไว้ว่าจะต้องกลายเป็นแบรนด์โคมไฟคาร์บอนเป็นศูนย์ (Zero Carbon) อันดับ 1 ของโลกให้ได้
Bamboo, The New Luxury Wood – ไผ่ติดแกลม

ตู้ไม้เรียบหรูไปจนถึงเก้าอี้สุดโมเดิร์นนี้ดูผิวเผินก็อาจไม่ต่างอะไรกับเฟอร์นิเจอร์แบรนด์อื่นทั่วไป แต่หัวใจสำคัญของความต่างนั้นก็คือวัสดุไม้ที่ใช้ผลิตเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้นั่นเอง วัสดุไม้ที่ว่านี้ก็คือไม้ไผ่ซึ่งถ้าพูดถึงเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ในบ้านเราอาจคุ้นตากับภาพเฟอร์นิเจอร์ราคาถูกดีไซน์เชยเสียมากกว่า ทว่าในโลกสากลวัสดุไม้ชนิดนี้กำลังมาและได้รับความนิยมในตลาดเฟอร์นิเจอร์ชั้นสูงมากขึ้นทุกวัน นั่นเลยทำให้แบรนด์ Greenington หันมาใส่ใจและโฟกัสการผลิตเฟอร์นิเจอร์หรูจากไม้ไผ่โดยเฉพาะ

เพราะข้อดีของไม้ไผ่นั้นมีมากมายตั้งแต่การเป็นต้นไม้ที่โตเร็วมากที่สุดในโลก ใช้เวลา 3-5 ปีก็นำไม้มาใช้งานได้แล้ว (ขณะที่ไม้โอ๊คหรือวอลนัทต้องใช้เวลาปลูกถึง 20-80 ปี) ต้นทุนในการปลูกและเลี้ยงดูต่ำ ในด้านสิ่งแวดล้อมไม้ไผ่ดูดซับ CO₂ และปล่อยออกซิเจนมากกว่าต้นไม้ทั่วไปถึง 35% แถมยังไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงหรือปุ๋ยเคมีใดทำให้ไม่มีสารพิษตกค้างและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อตัดแล้วสามารถงอกใหม่ได้เองโดยไม่ต้องปลูกซ้ำ สำหรับไผ่ของที่นี่คัดเลือกมาจากป่าไผ่ท้องถิ่นที่ตัดโดยเกษตรกรตามวิถีแบบดั้งเดิม (ไม่ใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่) เพื่อไม่ให้ทำลายธรรมชาติและระบบนิเวศตลอดจนทำให้ได้ไม่ไผ่คุณภาพดี
นอกจากนี้ไม้ไผ่ยังสามารถใช้งานได้แบบ 100% โดยไม่มีขยะเหลือทิ้ง (ซึ่งแม้แต่ขี้เลื่อยก็ยังนำไปทำประโยชน์ต่อได้) แถมไผ่พันธุ์ดั้งเดิม (Classic Bamboo) ยังแข็งแรงกว่าไม้โอ๊ค (Red Oak) ถึง 20% และไผ่ป่าแข็งแรงกว่าถึง 100% เลยทีเดียว เป็นการติดแกลมบนวิถียั่งยืนที่คุ้มค่าและมีคุณค่าทีเดียว
Natural Respect – ผืนพรมเคารพธรรมชาติ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผืนพรมเป็นไอเท็มเบสิกสำหรับตกแต่งบ้านที่สามารถบ่งบอกสถานะและรสนิยมได้ดีที่สุดอย่างหนึ่ง ถึงแม้ว่าปี 2026 นี้เทรนด์ Sustainable Carpet กำลังมาแรงเช่นกัน โดยเฉพาะพรมที่ผลิตจากขนแกะนิวซีแลนด์ดินแดนแห่งวิถีเกษตรกรรมและฟาร์มปศุสัตว์ยั่งยืนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทว่าพรมหรูหราสายรักษ์โลกที่ต้องบอกว่าได้รับการกล่าวขานและได้รับความสนใจมากที่สุดในตอนนี้คงต้องยกให้กับ Biophilic Collection ของแบรนด์ Tai Ping

ผืนพรมในคอลเลกชันนี้รังสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิดการเคารพธรรมชาติ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และให้เกียรติศิลปะ โดยลวดลายพรมนั้นทอขึ้นจากเส้นใยธรรมชาติ 35 ชนิด อาทิ ไหม, ฝ้าย, เยื่อไผ่, ขนแกะ เป็นต้น ซึ่งเป็นเส้นใยสีธรรมชาติที่ไม่ผ่านการย้อมสีใด ๆ ก่อให้เกิดพาเลตต์สีขาว, ครีม, เบจ, เทา ในเฉดเอิร์ธโทนที่ดูเรียบง่ายและมีเสน่ห์ เส้นใยหลากเฉดสีสอดผสานกันอย่างงดงามจนเกิดลวดลายศิลปะทรงคุณค่าที่ได้แรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ ทว่าสิ่งที่มีคุณค่าในคราวเดียวกันก็คือการผลิตที่รักษ์โลกโดยกระบวนการผลิตผืนพรมในคอลเลกชันนี้สามารถลดปริมาณการใช้น้ำในระบบการผลิตลงได้ถึง 60% และใช้พลังงานน้อยลงกว่า 85% ลดการก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้สารเคมี เป็นมิตรต่อสุขภาพอีกด้วย

