สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่านในช่วงนี้ส่งผลกระทบต่อการเดินทางระหว่างประเทศอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเส้นทางบินในตะวันออกกลาง ที่เริ่มมีการปิดน่านฟ้า และจำกัดเขตการบินขึ้น ทำให้สายการบินพาณิชย์ทั่วโลกต้องปรับเส้นทาง ยกเลิก หรือเลื่อนเที่ยวบินแบบกะทันหัน
ตอนนี้มีสายการบินหลักที่มีฐานการบินในแถบตะวันออกกลางได้ประกาศปรับตารางบินแล้ว เช่น Emirates และ Etihad Airways ที่มีการระงับหรือปรับเที่ยวบินบางช่วง ขณะที่ Qatar Airways ปรับแผนเส้นทางบินเพื่อหลีกเลี่ยงน่านฟ้าสุ่มเสี่ยง ด้านสายการบินยุโรปอย่าง Lufthansa และ British Airways รวมถึงสายการบินในเอเชียบางส่วน ก็มีการยกเลิกหรือเปลี่ยนเส้นทางในบางไฟลต์เช่นกัน
ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่เดินทางไปยังอิสราเอลหรืออิหร่านโดยตรง แต่รวมถึงผู้โดยสารที่ต้องต่อเครื่องผ่านฮับใหญ่ในภูมิภาค เช่น ดูไบ โดฮา หรืออาบูดาบี และผู้ที่เดินทางระหว่างยุโรป–เอเชีย ซึ่งอาจเผชิญการเปลี่ยนแปลงเวลาเดินทางหรือการต่อเครื่องแบบกระชั้นชิด
ไม่ว่าคุณจะมีแผนเดินทางแบบไหน มีแพลนไปพื้นที่ดังกล่าวหรือไม่ หรือเพียงแค่ใช้เส้นทางต่อเครื่องผ่านภูมิภาคนี้ เราแนะนำให้ติดตามสถานการณ์ไว้ให้ดี และนี่คือแนวทาง
1. เช็ก ‘สถานะจริง’ ของไฟลต์ ไม่ใช่เพียงตารางบินเดิม
ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ตารางบินที่เห็นล่วงหน้าอาจไม่ใช่สถานะล่าสุด นักเดินทางควรตรวจสอบผ่านเว็บไซต์หรือแอปของสายการบินโดยตรง และเช็กซ้ำอีกครั้งก่อนออกจากบ้าน รวมถึงก่อนถึงสนามบิน หากต้องต่อเครื่องผ่านฮับสำคัญอย่างดูไบ โดฮา หรืออาบูดาบี ควรติดตามประกาศเรื่องการเปลี่ยนเส้นทางบินหรือความล่าช้าเพิ่มเติม เพราะการหลีกเลี่ยงน่านฟ้าเสี่ยงอาจทำให้เวลาบินยาวขึ้นโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้านานนัก
ตรวจเช็กที่ไหนได้บ้าง
- เว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นสายการบิน
- เคาน์เตอร์สายการบิน
- หรือช่องทางติดต่อโดยตรงของสายการบิน
- AOT Call Center โทร. 1722 ตลอด 24 ชั่วโมง
2. ติดตาม ‘Travel Advisory’ จากหน่วยงานรัฐอย่างใกล้ชิด
นักเดินทางควรตรวจสอบประกาศเตือนการเดินทาง (Travel Advisory) จากกระทรวงการต่างประเทศของประเทศตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินระดับความเสี่ยงและคำแนะนำล่าสุด โดยสำหรับคนไทย สามารถติดตามข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของ กระทรวงการต่างประเทศ ได้ที่https://www.mfa.go.th
นอกจากนี้ หากอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ควรลงทะเบียนผ่านระบบ ‘Thai Consular’ หรือแจ้งพิกัดกับสถานเอกอัครราชทูต เพื่อรับการแจ้งเตือนฉุกเฉินโดยตรง
สำหรับชาวต่างชาติที่พำนักในไทย สามารถตรวจสอบข้อมูลจากสถานทูตของประเทศตนเองในกรุงเทพฯ เช่น
- สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย
- สถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย
(แนะนำให้ค้นหาผ่านเว็บไซต์ทางการของสถานทูตโดยตรง เพื่อดูหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินที่อัปเดตล่าสุด)
3. ตรวจสอบประกันการเดินทางอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ
นักเดินทางส่วนใหญ่ คิดว่าการทำประกันการเดินทางแบบอุ่นใจไปหนึ่งเปาะ แต่ในความเป็นจริง หลายประกันการเดินทางมีข้อยกเว้นเกี่ยวกับเหตุสงครามหรือความขัดแย้งทางทหาร ดังนั้น ก่อนซื้อหรือก่อนเดินทางควรทำความเข้าใจรายละเอียดล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเหตุความไม่สงบทางการเมือง การปิดน่านฟ้า หรือการยกเลิกเที่ยวบิน
แต่ไม่ว่าจะรับเคลมหรือไม่รับเคลม สิ่งที่เราแนะนำสำหรับคนเดินทางในช่วงนี้คือเก็บใบเสร็จไว้ทุกกรณี เพื่อที่เราจะได้ไม่พลาดทุกสิทธิ์จากกรมธรรม์
4. เผื่อเวลาในการต่อเครื่อง และเตรียมแผนสำรอง
การเปลี่ยนเส้นทางบินอาจทำให้เวลาเดินทางยาวขึ้นหรือเกิดการดีเลย์ที่กระทบต่อไฟลต์ถัดไป ผู้โดยสารจึงไม่ควรจัดตารางต่อเครื่องแบบกระชั้นชิดเกินไป หากมีความจำเป็นต้องเดินทางในช่วงเวลานี้ และควรพิจารณาเลือกตั๋วที่สามารถเปลี่ยนวันได้ นอกจากนี้ การบันทึกเบอร์ติดต่อสายการบินและดาวน์โหลดเอกสารการเดินทางสำรองไว้หลายแห่ง เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือพรินต์ใส่กระดาษ จะช่วยให้จัดการสถานการณ์ได้สะดวกขึ้นในกรณีที่อินเทอร์เน็ตไม่เสถียร
5. หากอยู่ในพื้นที่แล้ว ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ
สำหรับผู้ที่พำนักหรือเดินทางอยู่ในพื้นที่ ควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีการชุมนุมหรือสถานที่ราชการ ติดตามประกาศท้องถิ่นเรื่องเคอร์ฟิวหรือข้อจำกัดการเดินทาง และเตรียมความพร้อมพื้นฐาน เช่น เงินสดสำรอง อุปกรณ์ชาร์จไฟ และแจ้งคนใกล้ชิดถึงที่พักหรือแผนการเดินทางล่าสุด เพื่อความปลอดภัย
6. อย่าตื่นตระหนก แต่ต้องอัปเดตข้อมูลสม่ำเสมอ
สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง การติดตามข้อมูลจากหลายแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้จะช่วยให้ประเมินความเสี่ยงได้อย่างมีเหตุผล และตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม โดยไม่ตื่นกลัวเกินความจำเป็น
ภาพ: Shutterstock

