วันนี้ (26 มกราคม) ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กุสุมาลวตี ศิริโกมุท ประธานที่ปรึกษาพรรคไทยก้าวหน้า และอดีตผู้สมัคร สว. เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยมี พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกดีเอสไอ เป็นผู้รับเรื่อง เพื่อร้องขอให้ดีเอสไอดำเนินการตรวจสอบกรณีที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ และคดีการฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใดๆ
กุสุมาลวตี เปิดเผยภายหลังยื่นหนังสือว่า การเดินทางมาในวันนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเรียกร้องให้ดีเอสไอตรวจสอบและดำเนินคดีกับ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในความผิดตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีปัญหาที่ดินเขากระโดง
ซึ่งศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาชัดเจนว่าเป็นที่ดินของลการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เอกชนไม่สามารถถือครองกรรมสิทธิ์ได้ แต่ปรากฏว่านายอนุทินมีชื่อในทะเบียนบ้านบนที่ดินดังกล่าว และยังมีการอนุมัติงบประมาณกว่า 4,000 ล้านบาท เพื่อจัดงาน MotoGP 2026 ในพื้นที่ที่กรรมสิทธิ์ยังไม่ชัดเจน ซึ่งอาจเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนและขัดต่อมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง
นอกจากนี้ กุสุมาลวตี ยังแสดงความกังวลถึงกระบวนการพิจารณาคดีพิเศษ โดยระบุว่า เนื่องจากคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน อาจส่งผลให้คดีที่ดินเขากระโดงถูกประวิงเวลาหรือปัดตกไป จึงขอให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเร่งเก็บรวบรวมพยานหลักฐานไว้ให้ครบถ้วน เพื่อรอเวลาที่เหมาะสมในการดำเนินคดีเมื่อมีผู้นำที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเข้ามาบริหารประเทศ พร้อมกันนี้ ตนยังได้ยื่นเรื่องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้พิจารณาถอดถอนนายอนุทินออกจากตำแหน่งควบคู่กันไปด้วย
ในส่วนของคดีฮั้ว สว.67 กุสุมาลวตี ได้กล่าวถึงกรณีที่อัยการคดีพิเศษตีกลับสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ให้ดีเอสไอสอบสวนเพิ่มเติม โดยตนมองว่าหลักฐานสำคัญที่สุดคือ เส้นทางการเงิน ซึ่งดีเอสไอมีข้อมูลที่สมบูรณ์และสามารถเชื่อมโยงไปถึงผู้กระทำความผิดได้
แต่กลับมีข้อสังเกตว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเสียงข้างมากไม่รับหลักฐานเส้นทางการเงินจากดีเอสไอ ซึ่งทำให้เกิดข้อกังขาว่ามีการแทรกแซงหรือช่วยเหลือกลุ่มบุคคลใดหรือไม่ อีกทั้งกระบวนการไต่สวนในชั้นอนุกรรมการของ กกต. ก็ยังมีความล่าช้าผิดปกติ
กุสุมาลวตี ทิ้งท้ายว่า แม้ตนจะเข้าใจดีว่าเมื่อขั้วอำนาจทางการเมืองเปลี่ยน ข้าราชการประจำอาจได้รับแรงกดดัน แต่ตนขอยืนยันที่จะทำหน้าที่เปิดโปงความไม่ชอบมาพากลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ โดยไม่เกรงกลัวอิทธิพลหรืออันตรายใดๆ และหวังว่าในอนาคต ประเทศไทยจะได้ผู้นำที่มีความกล้าหาญ ยุติธรรม และไม่ข้องเกี่ยวกับกลุ่มทุนสีเทาหรือการทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อคืนความเชื่อมั่นให้กับกระบวนการยุติธรรมของไทย


