วานนี้ (30 มีนาคม) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่แผนกกงสุลตำรวจ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการ Thailand-Korea Breaking Chains EP.2 บุกทลายเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์สัญชาติเกาหลีใต้
ผลจากปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวเกาหลีใต้ได้รวม 11 ราย ประกอบด้วย กอนโก (25 ปี), ดงฮวา (25 ปี), จุนกี (35 ปี), นูรี (35 ปี), ซอกอู (31 ปี), ฮยอนอู (33 ปี), จองกู (31 ปี), กวังมิน (19 ปี), ยงกยู (39 ปี), ยุนคโย (27 ปี) และ ฮเยรี (32 ปี)
นอกจากนี้ ยังตรวจยึดของกลางสำคัญได้อีกเป็นจำนวนมาก ได้แก่ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ VoIP จำนวน 11 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 33 เครื่อง, บทสคริปต์ที่ใช้สำหรับหลอกลวง, เงินสด และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้ทางตำรวจไทยได้ทำงานร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีฯ อย่างใกล้ชิดมาตลอดปี 2568
จากการสืบสวนพบเบาะแสว่า มีขบวนการคอลเซ็นเตอร์ชาวเกาหลีใต้หลบหนีจากประเทศกัมพูชาเข้ามาตั้งฐานบัญชาการในประเทศไทย
ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ได้เปิดปฏิบัติการ Thailand-Korea Breaking Chains จับกุมผู้ต้องหาไปแล้ว 17 ราย ที่เข้ามาตั้งออฟฟิศในพื้นที่ชลบุรีและกรุงเทพฯ ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลจนทราบว่ามีเครือข่ายกลุ่มเดียวกัน แอบมาเช่าบ้านหรูย่านรามอินทราเพื่อเปิดเป็นสำนักงานบัญชาการ จึงได้ขออนุมัติหมายค้นและนำไปสู่การรวบตัวผู้ต้องหาทั้ง 11 รายในที่สุด
ทางด้าน พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบก.ปอท.) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สภาพภายในบ้านหรูดังกล่าวถูกดัดแปลงให้เป็นออฟฟิศคอลเซ็นเตอร์อย่างเต็มรูปแบบ มีการจัดโต๊ะทำงาน 11 จุด
พร้อมติดตั้งอุปกรณ์กระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ต (Router) และโทรศัพท์ VoIP ที่ใช้โทรผ่านอินเทอร์เน็ตเพื่อติดต่อเหยื่อในประเทศเกาหลีใต้ บนโต๊ะทำงานยังพบหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดบทสคริปต์ค้างไว้ รวมถึงรายชื่อเหยื่อพร้อมเบอร์โทรศัพท์ และเอกสารปลอมที่แอบอ้างเป็นหนังสือราชการของอัยการเกาหลีใต้
พฤติการณ์ของคนร้ายกลุ่มนี้ จะใช้วิธีปลอมตัวเป็นอัยการหรือเจ้าหน้าที่รัฐของเกาหลีใต้ โทรศัพท์ไปข่มขู่เหยื่อว่ามีส่วนพัวพันกับคดีความ และหลอกให้เหยื่อโอนเงินมาให้ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีผู้ตกเป็นเหยื่อแล้วหลายราย รวมมูลค่าความเสียหายสูงถึงกว่า 3,000 ล้านวอน หรือประมาณ 65 ล้านบาท
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน แก่ผู้ต้องหาทั้งหมด ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.โคกคราม พร้อมกันนี้ ได้ประสานมอบข้อมูลพฤติการณ์และความเสียหายที่เกิดขึ้นให้กับทางกงสุลตำรวจ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีฯ เพื่อนำไปประสานความร่วมมือและดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป






