ในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ‘ปาย’ อำเภอเล็กๆ ตั้งอยู่กลางหุบเขา ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความงามของธรรมชาติ และวิถีชีวิตสโลว์ไลฟ์ตามสไตล์คนพื้นถิ่นตกอยู่ในกระแสข่าวว่า กำลังจะถูกชาวอิสราเอลยึดพื้นที่ ทั้งการตั้งชุมชน การสร้างโบสถ์ โดยมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ แย่งอาชีพคนในพื้นที่ รวมถึงแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม จนมีการขึ้นป้าย ‘No Israel here’
สำหรับอำเภอปายนั้น มีจำนวนประชากรราว 38,000 คน พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยรายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อปี 2567 ประมาณ 7,500 ล้านบาทนั้นได้กระจุกตัวอยู่ที่อำเภอปายมากถึง 50% เนื่องจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติตลอดทั้งปี โดยที่อันดับหนึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ และอื่นๆ ในทวีปยุโรป โดยนักท่องเที่ยวอิสราเอลมีประมาณ 30,000 คนเท่านั้น
ทั้งนี้ จากกระแสข่าวดังกล่าวนั้น เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตรัฐอิสราเอลประจำประเทศไทย และข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ Chabad House Pai (ชาบัดเฮาส์ปาย) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณถนนรังสิยานนท์ ซอย 2 หมู่ 4 ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย อยู่ด้านหลังสถานีตำรวจภูธรปาย (สภ.ปาย) มีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจของชาวยิว
อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
พร้อมด้วย ออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตรัฐอิสราเอลประจำประเทศไทย
ร่วมกันตรวจสอบภายใน Chabad House Pai ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจของชาวยิว
อนุทิน พร้อมเอกอัครราชทูตรัฐอิสราเอลประจำประเทศไทย ร่วมกันตรวจสอบทั้งบริเวณด้านนอกมีรั้วสูง มีประตูมิดชิด และมีป้ายภาษาบูโครีแปลเป็นภาษาไทยว่า ‘ชาบัดปาย’ ภายในมี 2 อาคาร อาคารแรกมี 2 ชั้น ถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาในวันศุกร์และเสาร์ มีโต๊ะ เก้าอี้ และคัมภีร์สวดมนต์ ส่วนอาคารอีกจุดใกล้กันเป็นบ้านพักสำหรับผู้นำศาสนาในชุมชน
เต็นท์ผ้าใบที่ใช้รับประทานอาหารและทำพิธีกรรมทางศาสนาชาวยิว
ภายใน Chabad House Pai
นอกจากนี้ยังมีเต็นท์ขนาดใหญ่ที่ก่อนหน้ามีภาพชาวอิสราเอลนั่งกินข้าวอยู่จำนวนมาก ซึ่งจุดนี้เจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นสถานที่สำหรับรับประทานอาหารร่วมกันในวันที่มีการประกอบพิธีทางศาสนา รวมถึงมีการติดสติกเกอร์ไว้อาลัยผู้เสียชีวิตชาวอิสราเอลด้วย
ส่วนจุดที่ถูกกล่าวหาว่า มีการสร้างห้องใต้ดินนั้น เจ้าหน้าที่พาลงไปสำรวจพบอยู่ระหว่างการก่อสร้าง แต่ไม่ใช่ห้องใต้ดิน เป็นห้องอาบน้ำแยกหญิงและชาย ขณะที่บ่อลึกคือ สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ สำหรับจุ่มล้างตัว ซึ่งการสร้างสระดังกล่าวใช้แบบแปลนเดียวกันกับชาบัดที่กรุงเทพฯ ซึ่งสร้างเสร็จไปแล้วก่อนหน้า
สระน้ำศักดิ์สิทธิ์สำหรับจุ่มล้างตัว อยู่ระหว่างก่อสร้าง
จากนั้นเดินทางไปร่วมประชุมติดตามสถานการณ์และรับฟังความเห็นจากประชาชนในอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เกี่ยวกับอิสราเอลที่ท่องเที่ยวและอาศัยในพื้นที่ โดยมี อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง, พล.ต.ท. สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, เอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน, ณพล พาหุมันโต นายอำเภอปาย เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนนักท่องเที่ยว และประชาชน
ปายต้องไม่มี ‘มาเฟีย-มาฟรี’
ทั้งนี้ อนุทินกล่าวในที่ประชุมถึงเป้าหมายของการลงพื้นที่ครั้งนี้ว่า เพื่อติดตามสถานการณ์และรับฟังสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวอิสราเอลที่ปรากฏเป็นข่าวที่ประชาชนให้ความสนใจ ซึ่งนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ตนและปลัดกระทรวงมหาดไทยลงมาติดตามสถานการณ์ สืบหาข้อเท็จจริงและอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อลดความห่วงใยของประชาชนที่ได้ติดตามข่าว ถ้าไม่ได้มาเห็นกับตาก็จะทำให้เกิดความเข้าใจผิด เกิดความสับสน และประชาชนจะเกิดความไม่สบายใจ
ส่วนเรื่องความกังวลที่ปรากฏอยู่ในโซเชียลมีเดีย หรือปรากฏในการเสนอข่าวทั่วไปนั้น ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสอบถามผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนมาโดยตลอดเกี่ยวกับการนำเสนอข่าวที่เกิดขึ้น ซึ่งได้รับการยืนยันหนักแน่นว่าการเสนอข่าวมีหลายประเด็นที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง พูดเกินความเป็นจริงไปมากพอสมควร และไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแทรกซึมหรือทำลายความมั่นคง หรือเข้ามาสร้างชุมชนเป็นแหล่งพักพิงของชาวต่างประเทศ
อนุทินยังระบุว่า มีการสอบถามว่ามีปัญหาเหมือนที่ภูเก็ตและพัทยาหรือไม่ ซึ่งคำตอบก็คือไม่ เพราะอำเภอปายเป็นเมืองที่สงบ ประชาชนอำเภอปายก็เข้าใจดีถึงการให้การต้อนรับแขกต่างชาติที่มาท่องเที่ยว ต้องดูโอกาสที่เกิดขึ้นว่าประชาชนจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ตนขอให้ความยืนยันโดยเอาตำแหน่งของผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นประกัน ต้องไม่มีเรื่องของการคุกคามชาวบ้าน ไม่มีขาใหญ่ ไม่มีนักเลง ไม่มีมาเฟีย หรือมาฟรีก็ไม่ได้ ต้องมาใช้เงินสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่
พร้อมทั้งเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้จะไม่เกินความสามารถของผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน และผู้บังคับการตำรวจจังหวัดแม่ฮ่องสอน แม้อาจมีบางสิ่งที่ไม่ชอบใจตามวัฒนธรรมประเพณีหรือบุคลิกภาพ ข้อจำกัดเรื่องศาสนา จะต้องมาพูดคุยกันอีกครั้ง และทำความเข้าใจกับสองฝ่ายเพื่อให้เกิดความสบายใจ แต่ยืนยันว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายไม่มีการปฏิบัติใดๆ ที่ผิดกฎหมาย และทำให้วิถีชีวิตของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่อำเภอไปกระทบกระเทือนอย่างมีนัยสำคัญและเกิดความเดือดร้อน
ออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตรัฐอิสราเอลประจำประเทศไทย
และ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ร่วมติดตามสถานการณ์และรับฟังความเห็นจากประชาชนในอำเภอปาย
ทั้งนี้ จากการประชุมหลายฝ่ายได้ข้อสรุปที่ดีมาก ท่านเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยเดินทางมาด้วยตนเอง ด้วยความกังวลว่าอาจจะมีความเข้าใจกับนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล และด้วยความกังวลว่าคนไทยจะมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล วันนี้ลงพื้นที่ได้รับรายงานจากผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายอำเภอปาย ผู้นำองค์กรท้องถิ่น ได้รับการยืนยันจากทุกฝ่ายว่าสถานการณ์ปกติทุกอย่าง
ส่วนเรื่องความกังวลว่าจะมีการสร้างชุมชนอิสราเอลในอำเภอปายนั้น อนุทินชี้แจงว่า เป็นการสื่อสารที่ไม่ถูกต้อง อำเภอปายมีประชาชนชาวอิสราเอลตั้งถิ่นฐานมาแต่งงานกับคนไทยเพียง 20 กว่าครอบครัว ซึ่งเขาก็ดำรงชีวิตอย่างปกติ ในส่วนที่เป็นนักท่องเที่ยวก็มาท่องเที่ยวทั่วไป อาจจะมีความแตกต่างในเรื่องของวัฒนธรรม ท่านทูตอิสราเอลก็จะรับไปทำความเข้าใจว่ามาเที่ยวประเทศไทยควรแต่งตัวอย่างไรให้กลมกลืน ผสมผสาน และไม่ก่อให้เกิดความไม่สบายใจ
อนุทินยืนยันว่า ไม่มีการกระทำใดๆ ในเรื่องการก่อการจารกรรม การสร้างเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ไม่มีอย่างแน่นอน ส่วนที่เป็นศาสนสถานหรือชาบัด ได้จดเป็นมูลนิธิที่ถูกต้อง อยู่ในรั้วรอบขอบชิดไม่ได้ห้ามคนไทยเข้า เป็นสถานที่สาธารณะ แต่ในวัฒนธรรมทางศาสนาของคนอิสราเอลบางคนเคร่งมาก เพื่อให้นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลได้มีที่มาประกอบพิธีทางศาสนา แต่ก็เป็นเรื่องภายในไม่ได้เปิดเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ และไม่ได้มีการขายของ แต่เป็นที่ที่ให้คนอิสราเอลที่เคร่งศาสนามาประกอบศาสนากิจ ทุกอย่างก็จบด้วยดี
อนุทินยังกล่าวย้ำว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่ดูแลพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีที่บางคนมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น การไม่จ่ายเงินค่าอาหาร อ้างว่าอาหารไม่ถูกปาก หรือการละเมิดวัฒนธรรมไทย นอกจากนี้ ยังเตรียมใช้มาตรการเข้มงวดกับการสูบกัญชาและบุหรี่ในพื้นที่สาธารณะ รวมถึงความรับผิดชอบของผู้ประกอบการต่อปัญหามลภาวะจากกิจกรรมท่องเที่ยว
ทูตอิสราเอลไม่สบายใจ หวั่นถูกแบ่งแยก ซ้ำรอยสงครามโลกครั้งที่ 2
ออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ได้แถลงความรู้สึกต่อมวลชนว่า รู้สึกมีความยินดีเสมอที่ได้ออกมาพบปะกับประชาชนในภูมิภาค และจังหวัดต่างๆ ในประเทศไทย ในช่วงก่อนสถานการณ์โควิดนั้น นักท่องเที่ยวจากอิสราเอลมาประเทศไทยทุกปีจำนวนประมาณ 200,000 คน จนเพิ่มขึ้นมาเป็น 300,000 คนในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา
จากการสอบถามนักท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ว่าทำไมถึงมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทย เพราะไทยมีความปลอดภัย และความสวยงามของประเทศไทยจึงได้ขอร้องว่าขอให้คนไทย อย่าได้ถือโทษและตีตรานักท่องเที่ยวมากนัก เพราะวัฒนธรรมอาจมีอะไรที่แตกต่างจากของไทยไปบ้าง แต่นักท่องเที่ยวอิสราเอลถือเป็นผู้ใช้จ่ายมือเติบ กระเป๋าตุง พร้อมที่จะมาหาความสุขในประเทศไทย หากมีโอกาสก็อยากมาท่องเที่ยวในไทย และสามารถลดความทุกข์ที่เกิดขึ้นในประเทศอิสราเอลบ้าง
ออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตรัฐอิสราเอลประจำประเทศไทย
กำลังพูดคุยกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับปมปัญหานักท่องเที่ยวอิสราเอล
ออร์นากล่าวว่า ความแตกต่างทางวัฒนธรรมอาจจะมีบ้าง ทางสถานทูตเอกอิสราเอลตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ พร้อมที่จะแนะนำให้กับนักท่องเที่ยวอิสราเอลได้ปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมของไทยได้มากที่สุด แต่อาจจะมีบ้างที่เป็นยังวัยรุ่นมาท่องเที่ยว และเกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ขอให้เข้าใจความคิดของวัยรุ่นว่า อาจมีการต่อต้านในความคิดและจิตสำนึกบ้าง ถือเป็นเรื่องปกติของวัยรุ่นทั่วไปแต่ก็พยายามจะสร้างความเข้าใจให้มากที่สุด
เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยกล่าวว่า ตนเองได้เห็นป้ายไม่ต้อนรับชาวอิสราเอลในอำเภอปาย ตามโซเชียลมีเดียต่างๆ จึงเกิดความกังวล หากไม่เร่งหาทางออกอาจถือเป็นการตอกย้ำถึงประวัติศาสตร์อันโหดร้าย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ของชาวยิวที่ถูกแบ่งแยกจากสังคม กระทำการ และถูกตีตราจากนาซีว่าเป็นชาวยิว และไม่ต้องการให้เกิดเรื่องแบบนี้ซ้ำอีก
ส่วนศาสนสถานของชาวยิวในอำเภอปายนั้น ขอยืนยันไม่ได้เป็นวัดไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับชาวอิสราเอลโดยเฉพาะ แต่เป็นสถานที่ที่ต้องการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา กับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งก็มีความเคร่งในศาสนา เป็นการดำเนินการที่จะต้องโลว์โปรไฟล์ที่สุด ทำอย่างภายในที่สุด ซึ่งจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้เกิดความไม่สบายใจต่อพี่น้องชาวปายอย่างแน่นอน
เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยทิ้งท้ายว่า จะไม่มีการสร้างมวลชนหรือชุมชนในระยะยาว และการได้พบกับอนุทิน ถือว่ามีความร่วมมือกันที่ดี มั่นใจว่าจะสามารถหาแนวทางหรือทางออกร่วมกันได้ แม้ว่าภาพลักษณ์ของนักท่องเที่ยวอิสราเอลในโซเชียลมีเดีย ถึงจะเป็นแค่กลุ่มเล็กๆ แต่คนไทยก็ให้ความสนใจจนเกิดเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาเยือนไทยประมาณ 300,000 คนต่อปี มาท่องเที่ยวเรียนรู้วัฒนธรรมและผ่อนคลายกับบรรยากาศธรรมชาติในประเทศที่สวยงามเช่นนี้ ในประเทศที่ได้ชื่อว่าดินแดนแห่งรอยยิ้ม
“No one can take over Thailand” อนุทินกล่าว
ทั้งนี้ ก่อนเสร็จสิ้นการแถลงข่าว อนุทินได้กล่าวกับเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยว่า “No one can take over Thailand” พร้อมทั้งกำชับให้ทุกฝ่ายช่วยกันรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อให้ปายยังคงเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ที่งดงามต่อไป
เปิดใจชาวยิว
นาเฮ็มยา วิลเฮ็ม ผู้นำศาสนายูดาห์ในชุมชนกล่าวว่า สถานที่ดังกล่าวนี้เป็นมูลนิธิชาบัดในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ทั้งสิ้น 6 แห่ง คือ ที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต สมุย เกาะพะงัน และอำเภอปาย ซึ่งจะมีการจัดพิธีสวดมนต์ในทุกเย็นวันศุกร์ต่อเนื่องจนถึงเย็นวันเสาร์ และรับประทานอาหารร่วมกัน
เขายืนยันอีกว่า ทุกคนสามารถมาได้ ไม่ได้ปิดกั้นแต่ต้องผ่านการตรวจสอบเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากอิสราเอลมีสงคราม ทำให้ต้องมีการตรวจสอบเพื่อให้ทุกคนมาอยู่ร่วมกันได้ ยืนยันไม่มีการปักป้ายห้ามคนไทยเข้ามาในเขตมูลนิธิ ถ้าผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัยก็สามารถเข้าได้ทั้งหมด
ทั้งนี้ ในระหว่างพิธีสวดมนต์จะห้ามผู้เข้าร่วมเล่นโทรศัพท์ สูบบุหรี่ ตลอด 24-25 ชั่วโมง ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีการร้องเรียนเรื่องปัญหาเสียงดังรบกวนชาวบ้าน แต่ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมามีการปล่อยข่าวปลอมว่ามีชาวอิสราเอล 30,000 คน แต่ความเป็นจริงแล้วมีชาวอิสราเอลที่อาศัยอยู่ที่อำเภอปายเพียง 50-40 คนเท่านั้น แต่มีนักท่องเที่ยวประมาณ 30,000 คนต่อปี ซึ่งจะอยู่เพียง 2-3 สัปดาห์ก็กลับ
นาเฮ็มยากล่าวต่อว่า จากข่าวที่ออกไปรู้สึกเสียใจมาก ทำไมมีข่าวออกไปเช่นนี้ คนอิสราเอลเป็นคนดีมาก และชอบคนไทย ชอบประเทศไทย ทุกๆ ประเทศมีคนที่เสียงดัง มีคนที่นิสัยไม่ดี เวลาทุกคนมาที่นี่ก็จะช่วยพูดคุยให้เคารพสถานที่ เคารพวัฒนธรรม ประเพณีของคนไทย และไม่รู้ว่าทำไมโซเชียลมีเดียถึงออกข่าวแบบนี้ จึงรู้สึกเสียใจมากที่มีข่าวเช่นนี้ออกไป
ส่วนกระแสข่าวที่ว่าจะมีชาวอิสราเอลมายึดปาย เนื่องจากมองว่าที่นี่เป็นดินแดนพันธสัญญานั้น นาเฮ็มยายืนยันว่า ไม่มีใครคิดแบบนั้น เพราะประเทศอิสราเอลก็เป็นของคนอิสราเอล และประเทศไทยก็เป็นของคนไทย
กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลไหว้ทักทายคนไทย ยืนยันไม่คิดยึดเมืองปาย
ขณะที่ โนอาม มูอัลมี นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลอีกรายเปิดเผยว่า ตนเองพอทราบข่าวกรณีเกี่ยวกับคนอิสราเอลในอำเภอปาย ซึ่งเป็นเพียงแค่พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวกลุ่มเล็กๆ ซึ่งนักท่องเที่ยวอิสราเอลส่วนใหญ่ต้องการมาพักผ่อนและท่องเที่ยว รวมถึงได้เรียนรู้วัฒนธรรมเท่านั้น ซึ่งเหตุผลที่เลือกอำเภอปายเพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และมองว่าเป็นเหมือนสถานที่ธรรมดาๆ ที่มีบรรยากาศสบายๆ มีธรรมชาติที่สวยงามและผู้คนก็น่ารัก ทุกๆ อย่างที่นี่น่าอัศจรรย์มาก
โนอามยืนยันว่า ปายจะไม่ถูกยึดครองโดยคนอิสราเอล ซึ่งข่าวที่ออกมาค่อนข้างไร้สาระ ถ้าใครปล่อยข่าวลือนี้ขึ้นมา ขอยืนยันว่าเป็นเรื่องโกหก เพราะว่ามันเป็น Fake News นักท่องเที่ยวอิสราเอลแค่อยากมาผ่อนคลายใช้ชีวิตให้จิตใจสงบสุขแค่นั้น
อนุทินบอก “ใจกว้างๆ”
จากนั้นอนุทินได้เดินทางไปยังถนนคนเดินปาย (Pai Walking Street) เพื่อตรวจเยี่ยมการดูแลนักท่องเที่ยวและการดำเนินกิจการในพื้นที่ ซึ่งได้สอบถามกับผู้ประกอบการ รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ
ทั้งนี้ ตลอดเส้นทางที่อนุทินตรวจพื้นที่ พบว่ามีการติดสติกเกอร์ไว้อาลัยผู้เสียชีวิตชาวอิสราเอลตลอดเสาและบริเวณด้านหน้าร้านค้า อนุทินได้สั่งการให้นายกเทศมนตรีเมืองปาย ให้เจ้าหน้าที่มานำสติกเกอร์ออกทั้งหมด พร้อมทำความเข้าใจกับประชาชน ถึงการแปะสติกเกอร์ในพื้นที่สาธารณะ โดยตนไม่อยากนำสติกเกอร์ออกต่อหน้าสื่อมวลชน เนื่องจากอาจเป็นการทำร้ายจิตใจนักท่องเที่ยว และขอให้ไปติดสติกเกอร์ยังชาบัดเท่านั้น
‘ถนนคนเดินเมืองปาย’ จัดระเบียบและออกประกาศ
ห้ามสูบบุหรี่-กัญชาในพื้นที่สาธารณะ
โดยยังมีติดสติกเกอร์ไว้อาลัย ผู้เสียชีวิตชาวอิสราเอลด้วย
จากนั้นอนุทินเข้าไปนั่งพักที่ร้านน้ำดื่มสมุนไพร ซึ่งแสดงตัวว่า เป็นโหวตเตอร์ให้กับพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากชื่นชอบนโยบายกัญชา พร้อมกล่าวร้องขอให้ช่วยแก้ปัญหาชาวอิสราเอล อนุทิน รับปากว่าได้พูดคุยกับทางเอกอัครราชทูตและจังหวัดให้ควบคุมดูแล แต่ขณะเดียวกันก็ขอให้คนในพื้นที่ใจกว้างๆ ต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วย
จากนั้น อนุทิน พร้อมข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบแนวทางการดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวแก่นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และอาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยว ณ ที่ว่าการอำเภอปาย
อนุทินเน้นย้ำสั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด นายอำเภอปาย ร่วมกันกวดขันดูแลให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องสร้างความเชื่อมั่น ความมั่นใจให้กับทุกคน ปายเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของไทย ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วโลกนิยมอยากเดินทางมาเยือนและนำรายได้มาให้พี่น้องในพื้นที่
ก่อนหน้านี้ เอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ออกมาตรการแก้ไขปัญหานักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลบางกลุ่มที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องยกระดับจัดระเบียบการท่องเที่ยวทั้ง 5 มาตรการ ประกอบด้วย
- การประกอบอาชีพของชาวต่างชาติ
- การสันทนาการ เช่น ร้านจำหน่ายกัญชา ร้านบริการต่างๆ
- การกวดขันวินัยจราจร
- การแต่งกายไม่เหมาะสมของชาวต่างชาติหลังกิจกรรมล่องห่วงยาง
- สถานประกอบการรวมทั้งสถานบริการต่างๆ
ขณะเดียวกันทุกหน่วยงานได้เร่งสื่อสารประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแก่ประชาชนผ่านสื่อทุกช่องทาง เพื่อไม่ได้รับข้อเท็จจริง ลดความสับสนจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและบิดเบือน
เพื่อทวงคืนความเชื่อมั่นและเชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสเมืองสามหมอก อำเภอเล็กๆ ที่ตั้งกลางหุบเขา ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความงดงามของธรรมชาติ และที่มีทั้งเอกลักษณ์และอัตลักษณ์เป็นของตัวเองต่อไป
เมืองสามหมอก อำเภอเล็กๆ ตั้งกลางหุบเขาในจังหวัดแม่ฮ่องสอน
ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความงดงามของธรรมชาติ