×

อะไรคือศักยภาพที่แท้จริงของขีปนาวุธอิหร่าน หลังโจมตีฐานทัพดีเอโก การ์เซีย ไกล 4,000 กม. โจมตีถึงสหรัฐฯ หรือไม่?

23.03.2026
  • LOADING...
ภาพขีปนาวุธอิหร่าน 4 ลูก โดยมีธงชาติอิหร่านเป็นฉากหลัง

กรณีที่อิหร่านยิงขีปนาวุธพิสัยไกล 2 ลูก ไปยังฐานสนับสนุนทางทะเลดิเอโก การ์เซีย (Naval Support Facility Diego Garcia) ซึ่งเป็นฐานทัพร่วมระหว่างกองทัพสหรัฐฯ และกองทัพสหราชอาณาจักร ที่ตั้งอยู่บนเกาะปะการังดิเอโก การ์เซีย (Diego Garcia) ในมหาสมุทรอินเดีย ห่างจากชายฝั่งอิหร่านเป็นระยะทางเกือบ 4,000 กิโลเมตร เมื่อวันศุกร์ (20 มีนาคม) ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดคำถามสำคัญ เกี่ยวกับ ‘ศักยภาพที่แท้จริง’ ของขีปนาวุธที่อิหร่านมี เนื่องจากก่อนหน้านี้อิหร่านจำกัดระยะทำการของโครงการขีปนาวุธไว้เพียง 2,000 กิโลเมตร

 

จากรายงานโดยแหล่งข่าวทางการของสหราชอาณาจักร พบว่าขีปนาวุธทั้ง 2 ลูก ของอิหร่าน โจมตีไม่โดนเป้าหมายบนเกาะดิเอโก การ์เซีย โดยลูกหนึ่งล้มเหลวระหว่างการบิน อีกลูกหนึ่งมีรายงานว่าถูกสกัดกั้นไว้ได้ แต่ถึงแม้จะไม่เกิดความเสียหาย เหตุการณ์นี้ก็ยังมีความสำคัญอย่างยิ่ง

 

นักวิเคราะห์ด้านการทหารบางคนตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมา สหรัฐฯ และนานาชาติอาจประเมินศักยภาพด้านขีปนาวุธของอิหร่านต่ำเกินไป

 

บางคนชี้ว่า การยิงขีปนาวุธดังกล่าว เป็นการแสดงแสนยานุภาพที่แท้จริงของกองทัพอิหร่าน ซึ่งแม้จะยังไม่แน่ชัดว่า สามารถเป็น ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ ในสงครามครั้งนี้ได้หรือไม่ แต่ที่ชัดเจนคืออิหร่านกำลังส่งข้อความไปยังศัตรูอย่างสหรัฐฯ และอิสราเอลรวมถึงพันธมิตรว่า “ตนยังมีไพ่ในมือที่จะเล่นได้” แม้สงครามจะดำเนินมานานกว่า 3 สัปดาห์แล้วก็ตาม

 

หัวรบน้ำหนักเบา ทำให้โจมตีได้ไกล

 

พลตรี แรน โกชาฟ (Ran Kochav) อดีตผู้บัญชาการป้องกันภัยทางอากาศของกองทัพอิสราเอล วิเคราะห์ว่า มีความเป็นไปได้ที่ขีปนาวุธที่อิหร่านใช้โจมตีไปยังเกาะดิเอโก การ์เซีย จะเป็นขีปนาวุธรุ่น R-27 สมัยสหภาพโซเวียตที่ได้รับการดัดแปลง

 

โดยขีปนาวุธ R-27 นั้น สหภาพโซเวียตใช้ยิงจากเรือดำน้ำเป็นหลัก และอาจมีขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ แต่อิหร่านอาจดัดแปลงให้ยิงจากฐานบนบกได้

 

เอเตียน มาร์คูซ (Etienne Marcuz) นักวิจัยจากมูลนิธิวิจัยยุทธศาสตร์แห่งฝรั่งเศส โพสต์ในโซเชียลมีเดียว่า “การยิงขีปนาวุธครั้งนี้ เป็นพัฒนาการที่น่าจับตามอง”

 

ในการประเมินก่อนหน้านี้ คาดว่าขีปนาวุธพิสัยกลาง (Medium-Range Ballistic Missile : MRBM) ของอิหร่านมีพิสัยทำการประมาณ 3,000 กิโลเมตร

 

ศูนย์วิจัย CSIS ประเมินว่า ขีปนาวุธพิสัยกลาง 2 รุ่นของอิหร่าน คือคอร์รัมชาห์ร (Khorramshahr) และ เซจจิล (Sejjil) มีพิสัยทำการ 2,000 กิโลเมตร โดยขีปนาวุธคอร์รัมชาห์ร-4 นั้นยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา

 

มาร์คูซกล่าวว่า การที่สามารถยิงขีปนาวุธโจมตีไปถึงเกาะดิเอโก การ์เซีย ที่อยู่ห่างไกลได้นั้น อาจเป็นเพราะหัวรบของขีปนาวุธคอร์รัมชาห์ร-4 ที่มีน้ำหนักเบา

 

“ยิ่งน้ำหนักบรรทุกเบาเท่าไหร่ ขีปนาวุธก็ยิ่งเดินทางได้ไกลขึ้นเท่านั้น” เขากล่าว

 

อาลี วาเอซ (Ali Vaez) จากกลุ่มวิเคราะห์วิกฤตการณ์ระหว่างประเทศ (International Crisis Group) เห็นด้วยกับมุมมองนี้ โดยชี้ว่า “อิหร่านสามารถเพิ่มพิสัยทำการของขีปนาวุธบางชนิดได้ โดยขึ้นอยู่กับน้ำหนักของหัวรบ”

 

ขณะที่ทอม ชาร์ป (Tom Sharpe) จาก RUSI (Royal United Services Institute) สถาบันคลังสมองด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงที่เก่าแก่ที่สุดในโลกของอังกฤษ เชื่อว่า “อิหร่านนั้นมีขีปนาวุธที่มีพิสัยทำการไกลเช่นนี้มาโดยตลอด” แม้จะไม่เคยมีการยอมรับอย่างเป็นทางการก็ตาม

 

เขากล่าวว่า การยิงขีปนาวุธครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า “กองทัพอิหร่านยังคงสามารถ เคลื่อนย้ายแท่นยิงขีปนาวุธเคลื่อนที่ไปมายังจุดต่างๆ ได้โดยไม่ถูกตรวจจับ”

 

ใช้จรวดส่งดาวเทียมขยายพิสัยโจมตี

 

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งให้ความเห็นว่า จรวด ‘ซิมอร์ก (Simorgh)’ ซึ่งเป็นจรวดส่งดาวเทียมแบบสองขั้นตอนแบบใช้แล้วทิ้งของอิหร่าน อาจเป็นคำตอบสำคัญในการขยายพิสัยการโจมตีของขีปนาวุธอิหร่าน

 

จัสติน บรองก์ (Justin Bronk) นักวิจัยอาวุโสของ RUSI เชื่อว่าจรวดซิมอร์ก อาจให้พิสัยทำการของขีปนาวุธอิหร่านไปได้ไกลกว่าเดิม โดยอาจแลกมาด้วย ‘ความแม่นยำที่ลดลง’

 

ด้านพลตรีโกชาฟ ให้ความเห็นในทางเดียวกัน ว่าการปล่อยขีปนาวุธของอิหร่านไปยังเป้าหมายที่อยู่ห่างไปเกือบ 4,000 กิโลเมตร น่าจะเกี่ยวข้องกับการใช้จรวดส่งดาวเทียมแบบสองขั้นตอนของอิหร่าน

 

เขาตั้งข้อสังเกตว่า อิหร่านได้พัฒนาเทคโนโลยีการปล่อยแบบสองขั้นตอนมาหลายปีแล้ว เพื่อพยายามส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ

 

โดยทั้งอิสราเอลและสหรัฐฯ ต่างเตือนว่า การทดสอบดาวเทียมของอิหร่านอาจมีองค์ประกอบที่ใช้ได้ 2 ทาง นำไปสู่การพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ทั้งแบบธรรมดาและแบบบรรจุหัวรบนิวเคลียร์ แม้ว่าอิหร่านจะปฏิเสธความเป็นไปได้ดังกล่าวมาตลอด แต่การโจมตีฐานทัพดิเอโก การ์เซีย ในทางหนึ่งอาจเป็นการเปิดเผยโครงการลับที่อิหร่านดำเนินการมาหลายปีเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าวโดยเฉพาะ

 

ขอบเขตโจมตีขยายไปทั่วยุโรป

 

ที่ผ่านมา ประเทศในยุโรปพยายามอย่างเต็มที่ที่จะไม่เข้าไปพัวพันกับสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน แม้ว่ากำลังพิจารณาว่าจะช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่ แต่ก็ยืนยันว่า การจะทำเช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อมีการตกลงหยุดยิง และควรได้รับอำนาจจากองค์การสหประชาชาติด้วย

 

อย่างไรก็ตาม การที่ขีปนาวุธอิหร่าน สามารถโจมตีเป้าหมายได้ไกลเกือบ 4,000 กิโลเมตร ส่งผลให้สหภาพยุโรป (EU) ต้องหันมาให้ความสนใจอย่างกะทันหัน เนื่องจากขอบเขตการโจมตีของอิหร่าน จะขยายครอบคลุมเมืองหลวงทั่วยุโรป รวมทั้ง เบอร์ลิน ปารีส โรม และลอนดอน

 

“นี่เป็นมิติใหม่ของสงครามอิหร่านสำหรับเรา พูดตามตรง ระบบป้องกันภัยทางอากาศของเราตอนนี้ค่อนข้างอ่อนแอ” เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ EU คนหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ Radio Free Europe

 

โดยนับตั้งแต่เกิดสงครามยูเครนในปี 2022 ชาติยุโรปได้ส่งความช่วยเหลือทางทหารให้แก่รัฐบาลเคียฟไปแล้วกว่า 70 พันล้านยูโร พร้อมทั้งสนับสนุนระบบป้องกันภัยทางอากาศให้แก่ยูเครน

 

แต่ในกลุ่มประเทศยุโรปเอง ยังคงมีช่องว่างด้านการป้องกันภัยทางอากาศอยู่มาก หากต้องเผชิญกับสถานการณ์โจมตีจริง และแม้ว่าบางชาติจะมีเทคโนโลยีคุณภาพสูง เช่น ระบบขีปนาวุธ Patriots, SAMP/T และ IRIS-T แต่กระทรวงกลาโหมของหลายชาติยุโรป ก็ยอมรับอย่างเปิดเผยว่า ยัง ‘ขาดแคลน’ ขีปนาวุธสกัดกั้นอยู่มาก

 

ปัจจุบัน ยุโรปยังคงพึ่งพาสหรัฐฯ อย่างมากในเรื่องการป้องกันการโจมตีจากระยะไกล ซึ่งนี่คือจุดที่อาจทำให้ยุโรปกลายเป็นเป้าโจมตีจากอิหร่านด้วยเช่นกัน

 

โจมตีถึงสหรัฐฯ เป็นไปได้หรือไม่?

 

สำหรับสิ่งที่หลายฝ่ายสงสัย คือ จากศักยภาพขีปนาวุธของอิหร่าน มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่อิหร่านจะโจมตีไปไกลถึงแผ่นดินสหรัฐฯ

 

โดยในการโจมตีสหรัฐฯ ได้นั้น อิหร่านจำเป็นต้องขยายพิสัยทำการของขีปนาวุธให้ได้ไกลถึง 10,000 กิโลเมตร

 

หนทางที่อาจเป็นไปได้ คือหากอิหร่านสามารถพัฒนาการใช้จรวดส่งดาวเทียมแบบสองขั้นตอน ในการปล่อยขีปนาวุธขึ้นสู่อวกาศได้อย่างเชี่ยวชาญ โดยจรวดจะบรรทุกขีปนาวุธทะลุชั้นบรรยากาศขึ้นไปในวงโคจรนอกชั้นบรรยากาศ ก่อนที่จะกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้การขยายพิสัยทำการของขีปนาวุธอิหร่าน ไปเป็นขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ไม่ใช่เรื่องยาก ประกอบกับเมื่อเทคโนโลยีหลายขั้นตอนได้รับการพัฒนาแล้ว

 

ก่อนหน้านี้ หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เคยเผยแพร่รายงานผลการประเมินภัยคุกคามทั่วโลกในปี 2024 เตือนว่า การพัฒนาจรวดส่งดาวเทียมของอิหร่านนั้น “จะทำให้อิหร่านใช้ระยะเวลาในการพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีปสั้นลง”

 

โจมตีไกลเพื่อแสดงแสนยานุภาพ

 

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายคน มองว่าประเด็นสำคัญสำหรับอิหร่าน ไม่ได้อยู่ที่การโจมตีให้โดนเป้าหมายที่อยู่ไกลออกไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกำลังเป็นการส่งสัญญาณ ที่แสดงให้เห็นว่า อิหร่านสามารถโจมตีได้ในระยะไกล และเป็นความพยายามฟื้นฟูภาพลักษณ์ในศักยภาพของกองทัพ ที่สั่นคลอนอย่างหนักจากการถูกโจมตีโดยอิสราเอลและสหรัฐฯ

 

“นี่คือการแสดงแสนยานุภาพ เป็นสัญญาณทางการเมืองที่แสดงให้เห็นว่าอิหร่านยังคงมีขีดความสามารถ ‘ลับ’ อยู่อย่างน้อยก็ต่อสาธารณชน แต่ความสำคัญทางทหารที่แท้จริงนั้นมีจำกัด” มาร์คุซกล่าว

 

วาเอซ ชี้ว่าการโจมตีระยะไกลของอิหร่าน “ไม่ใช่แค่เรื่องของประโยชน์ในสนามรบ แต่เป็นเรื่องของการส่งสารเชิงกลยุทธ์ เป็นการส่งสัญญาณไปยังสหรัฐฯ และอิสราเอลว่า การประเมินความมุ่งมั่นและศักยภาพของอิหร่านผิดพลาด อาจเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรง”

 

แดนนี่ ซิทริโนวิช นักวิเคราะห์ชาวอิสราเอลจากสถาบันเพื่อการศึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ (INSS) มองว่า การยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพดิเอโก การ์เซีย ยังสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างอำนาจของอิหร่าน ภายหลังการลอบสังหารผู้นำระดับสูงหลายคน

 

เขาเรียกความเคลื่อนไหวนี้ว่า “ผลลัพธ์โดยตรง จากการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในเตหะราน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจที่เพิ่มขึ้นของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และผลพวงจากการสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดในวันแรกของสงคราม”

 

“แม้ว่าคาเมเนอีจะมีอุดมการณ์ต่อต้านตะวันตกอย่างรุนแรง แต่เขาก็ใช้ความระมัดระวังอย่างสูงในการใช้ศักยภาพของอิหร่าน ซึ่งความยับยั้งชั่งใจนั้นไม่ได้รับการรับประกันอีกต่อไปแล้วในตอนนี้” ซิทริโนวิช กล่าว

 

อ้างอิง:

 

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising