วันนี้ (10 มกราคม) เวลา 12.00 น. พรรคประชาชนได้เปิดตัว นพ. บวรศม ลีระพันธ์ เป็นทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านนโยบายสาธารณาสุข ซึ่งคาดว่าจะถูกวางตัวให้เป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หากพรรคประชาชนได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
นพ. บวรศมได้เปิดเผยวิสัยทัศน์ด้านนโยบายสาธารณสุข และความมุ่งหมายในฐานะทีมบริหารที่ได้ร่วมงานกับพรรคประชาชน ผ่านการสนทนากับ สุทธิชัย หยุ่น ผ่านซีรีส์ The Professionals ตอนที่ 6
เหตุผลที่ร่วมงานพรรคประชาชน: ทีมที่เข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้าง
นพ.บวรศม เปิดเผยถึงที่มาของการร่วมงานกับพรรคประชาชนว่า เริ่มต้นจากการทำหน้าที่นักวิชาการในการวิเคราะห์นโยบายสุขภาพของพรรคการเมืองต่างๆ ในช่วงเลือกครั้งที่ผ่านมา ซึ่งเขาระบุอย่างติดตลกว่า “สงสัยเขาอาจจะรำคาญที่ไปวิจารณ์เขา เลยชวนว่าให้มาทำเองดีกว่า ผมก็ช่วยให้คำปรึกษาตามหน้าที่อาจารย์มหาวิทยาลัยเท่าที่ควรจะเป็น ว่ามีหลักคิดอะไร มีปัญหาอะไรที่ควรจะนึกถึง อะไรที่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึง นอกจากปัญหาหน้างานแล้วมีปัญหาเชิงโครงสร้าง เชิงการจัดการอย่างไรบ้าง”
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ นพ.บวรศม ตัดสินใจรับปากร่วมทีมบริหารคือความเชื่อมั่นในจุดยืนของพรรค โดยเขากล่าวว่า เขาเชื่อว่าพรรคประชาชนเป็นหนึ่งในพรรคการเมืองน้อยมากที่เข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เขาเสนอเรื่องนี้มานาน การทำงานด้านสุขภาพ ด้านคุณภาพชีวิต ก็ไม่ใช่เรื่องเฉพาะแต่ละกระทรวง ต้องมีการบูรณาการกันอย่างน้อยข้ามกระทรวง โดยมีคนกำกับดูแลระดับนายกฯ หรือรองนายกฯ
“ให้ทำคนเดียวก็ไม่ไหวครับ แต่ถ้ามีทีมงาน มีความเข้าใจ มีคนที่เข้าใจกระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน โดยเฉพาะคนที่อยากสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบสาธารณสุขอย่างยั่งยืน และเป็นธรรมต่อทุกคน คิดว่าน่าจะทำได้” นพ. บวรศมระบุ
นิยาม ‘สาธารณสุข’ ที่ต้องเริ่มจาก ‘สาธารณทุกข์’
นพ.บวรศม ได้หยิบยกประโยคคลาสสิกที่ว่า ‘สาธารณสุข’ ต้องเริ่มจาก ‘สาธารณทุกข์’ มาเป็นหัวใจสำคัญในการทำงาน โดยอธิบายว่าคำนี้ช่วยเตือนใจคนทำงานว่าความตั้งใจเพียงอย่างเดียวนั้นไม่พอ
“คำนี้เป็นคำที่ดีมากครับ ทำให้ระลึกถึงว่ามันไม่ใช่คนทำงานตั้งใจทำงานอย่างเดียว แต่ว่าต้องการนโยบายสาธารณะที่มาช่วยคนทำงาน ให้ร่วมกันสร้างสุขภาพที่ดีของประชาชนได้จริงๆ”
เขาบอกว่า เป้าหมายคือการทำให้ระบบบริการสาธารณสุขเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้าง เพื่อให้เกิดบริการที่เป็นธรรมทั้งกับคนไข้ หมอ พยาบาล และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างยั่งยืน
มองปัญหาเป็นภาพรวม ไม่แยกส่วน
หัวใจสำคัญในวิสัยทัศน์ของ นพ.บวรศม คือการนำกระบวนการคิดเชิงระบบมาใช้ ซึ่งเขามองว่าปัญหาที่ดูเหมือนแยกส่วนกัน แท้จริงแล้วคือเรื่องเดียวกัน “ถ้าเราไม่คิดว่าทุกเรื่องเป็นเรื่องเดียวกันในระบบเดียวกัน เราก็จะแก้เป็นจุดๆ หมอน้อยก็ผลิตหมอเพิ่ม ก็เพิ่มมา 20-30 ปีแล้ว พยาบาลไม่พอก็เพิ่มพยาบาล แล้วก็ไม่เคยพอใช่ไหมครับ… ทำมาหลายสิบปีก็ยังแก้ไขปัญหาไม่ได้”
เขาอธิบายต่อว่า ปัญหาเรื่องรอนาน หมอน้อย ลาออกบ่อย โรงพยาบาลก็บอกว่าขาดทุนไม่มีทรัพยากรมาทำงาน ในความเป็นจริงคือเรื่องเดียวกัน ปัญหาเดียวกัน เป็นเรื่องกฎกติกาการทำงานที่เชื่อมโยงกันหมด ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงต้องทำที่โครงสร้างเพื่อไม่ให้การแก้จุดหนึ่งไปส่งผลเสียต่ออีกจุดหนึ่ง
จัดการ 3 กองทุน ลดความซ้ำซ้อน สร้างความเป็นธรรม
หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่ นพ.บวรศม ชี้ให้เห็นคือการขาดการประสานงานระหว่างแหล่งงบประมาณสาธารณสุขของไทย ซึ่งประกอบด้วย สปสช. กรมบัญชีกลาง และสำนักงานประกันสังคม แต่รัฐมนตรีทั้ง 3 กระทรวง ไม่เคยคุยกัน ว่าอยากจะใช้เงินอย่างไร “คุณก็ว่าไปตามของคุณ แม้กระทั่งคนของผมก็ไม่ให้คุยกับคนของคุณมากเกินไปด้วยซ้ำ”
นพ.บวรศม เสนอแนวทางโดยอ้างอิงจากต่างประเทศอย่างเยอรมนีหรือญี่ปุ่นที่มีหลายกองทุนแต่มีการจัดการจากส่วนกลางที่มีประสิทธิภาพ โดยระบุว่าพรรคประชาชนไม่คิดจะยุบรวมกองทุนในขณะนี้เนื่องจากความซับซ้อน แต่จะเน้นการกำหนดนโยบายให้ทุกกองทุนทำงานร่วมกัน รัฐมนตรีที่ดูแลหน้าที่แตกต่างกัน ต้องเข้าใจบทบาทที่มันทับซ้อนกันและเกี่ยวข้องกัน จะช่วยกันทำงานได้ มีเป้าหมายใหญ่ร่วมกันมากกว่าจะสร้างผลงานระยะสั้นของแต่ละกระทรวงเท่านั้น
เป้าหมายสำคัญคือการสร้างมาตรฐานชุดสิทธิประโยชน์ให้เท่ากัน ต้องสร้างมาตรฐานชุดสิทธิประโยชน์ของทุกกองทุนให้มันเท่ากัน ซึ่งจะเชื่อมโยงทั้งความเป็นธรรมและความยั่งยืน และเปลี่ยนหน้าที่ของหมอพยาบาลจากการแบกรับภาระการขาดทุนของกองทุนมาเป็นการทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยตามวิชาชีพ
ยกระดับบริการปฐมภูมิ ‘ใกล้บ้าน ใกล้ใจ’ ลดการรอคิว
สำหรับปัญหาที่ประชาชนต้องตื่นตี 4 เพื่อไปรอคิวที่โรงพยาบาลรัฐ นพ.บวรศม มองว่าเป็นเพราะระบบปัจจุบันพึ่งพาโรงพยาบาลใหญ่มากเกินไป เขาจึงเสนอให้สร้างบริการสุขภาพปฐมภูมิที่เข้มแข็ง (Primary Care) ซึ่งไม่ใช่แค่การส่งเสริมสุขภาพ แต่ต้องรักษาโรคทั่วไปและโรคเรื้อรังได้
“อยู่ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน ในกรณีสมัยใหม่อาจจะไม่ใกล้บ้านก็ได้ แต่ใกล้ใจ เมื่อไหร่ไปที่นี่แล้วมีปัญหาที่ดูแลได้ก็จบ ไม่ต้องมารอที่โรงพยาบาล”
ในด้านเทคโนโลยี เขาเสนอการใช้ AI เพื่อช่วยให้ประชาชนประเมินอาการเบื้องต้นได้ เป็น AI ที่ง่ายต่อการเข้าถึงของประชาชน เพื่อตอบคำถามว่าเวลามีปัญหาสุขภาพแต่ละครั้ง ดูแลตัวเองได้ไหม หรือต้องไปหาหมอ ถ้าทำได้ตามหลักฐานวิชาการ คนประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์จะดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องไปรอตี 4 โดยเป้าหมาย 100 วันแรกของรัฐบาลพรรคประชาชนคือการวางทิศทางใหม่ให้ชัดเจนว่าการที่คุณป้าต้องไปรอตั้งแต่ตี 4 ไม่ใช่สิ่งที่พึงประสงค์อีกต่อไป
ความเป็นธรรมต่อผู้ให้บริการ
วิสัยทัศน์ของ นพ.บวรศม ไม่ได้มองแค่ฝั่งคนไข้ แต่ยังให้ความสำคัญกับบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะพยาบาลที่เขาถือว่าเป็นกลุ่มที่ทำงานหนักเกินมาตรฐานสากลมากที่สุด เขาชี้ให้เห็นความไม่เป็นธรรมในเรื่องค่าตอบแทนการทำงานนอกเวลา (OT)
“ค่าแรงหมอพยาบาลที่อยู่ในระบบบริการสุขภาพ OT น้อยมาก… ถ้าผมดูแลคนไข้ตอนเที่ยงคืน เสี่ยงทั้งตัวเองเสี่ยงทั้งคนไข้ แต่รัฐลงทุนน้อยกว่าเยอะ ไม่ได้จ่าย 2 เท่า 3 เท่าอย่างที่ปกติเขาจ่ายกัน”
เขาเสนอให้นโยบายสาธารณสุขต้องคำนวณต้นทุนที่แท้จริงและจ่ายเงินตามคุณค่าของงาน (Value-based care) ใครที่ทำงานและได้ผลลัพธ์ดี ต้องได้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนต้องมาจัดการตัวเอง หรือบุคลากรทางการแพทย์ต้องเสียสละทุ่มเทสุขภาพส่วนตัว ทำงานหนัก และก็คิดว่ามันพออยู่ได้
สุขภาพคือโอกาสทางเศรษฐกิจและนวัตกรรม
นพ.บวรศม มองข้ามพ้นการรักษาพยาบาลไปสู่มิติด้านเศรษฐกิจ โดยระบุว่าเทคโนโลยีทางการแพทย์อย่าง Deep Tech, Nano Tech หรือ AI เป็นโอกาสใหญ่ของประเทศ, รวมถึงการเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัยที่จะต้องเปลี่ยนจากภาระให้เป็นโอกาสในการลงทุน ทำไมเราไม่ลงทุนให้การดูแลระยะยาว เป็นโอกาสที่คนไทยจะได้ทำงานที่ดีที่คนอยากทำ ได้ค่าตอบแทนที่ดี มีทักษะที่ดี… ถ้าเราทำได้ ก็จะเกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่ทำให้การดูแลคนไข้ระยะยาวเป็นโอกาสใหม่ของประเทศไทย
นอกจากนี้ เขายังชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันประเทศไทยลงทุนด้านสุขภาพน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว โดยไทยลงทุนเพียงประมาณ 5% ของ GDP ในขณะที่ประเทศ OECD ใช้ 8-9% ซึ่งเขาเน้นย้ำว่า “เราหวังสูง แต่ลงทุนน้อยมาก ไม่มีทางไปได้”
ในด้านการบริหารจัดการ นพ.บวรศม เสนอให้ปรับบทบาทกระทรวงสาธารณสุขจากการเป็นเพียง “ผู้ให้บริการ” มาเป็น “ผู้กำหนดนโยบาย” (Policy Maker) ที่กำกับดูแลทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงการทบทวนบทบาทของ อสม. ที่เขามองว่ากำลังเผชิญกับจุดทางแยก ต้องปรับบทบาท อสม. ให้ใหญ่ขึ้น แล้วเป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจว่าจะให้เขาเป็นบุคลากรแบบหนึ่ง ทำงานเป็นบุคลากรสุขภาพประจำชุมชน แต่ไม่ใช่สถานะอาสาสมัครอีกแล้ว ต้องทำงาน ต้องรับผิดชอบผลงาน
นพ.บวรศม ทิ้งท้ายถึงอนาคตหากไม่มีการปฏิรูปว่า ระบบอาจจะไม่ล้มครืนในทันทีแต่มันจะค่อยๆ แย่ลงด้วยความไม่เป็นธรรมที่มากขึ้นเรื่อยๆ
“เราไม่อยากผลักภาระให้ประชาชน ควรเป็นภาระของผู้กำหนดนโยบาย และผู้กำหนดนโยบายเองก็ไม่ควรผลักภาระให้กับหน่วยบริการ หมอ พยาบาล ควรจะจัดการภาระนั้นด้วยการออกแบบกฎกติกา กฎหมาย แรงจูงใจ และวิธีการจ่ายเงินค่าตอบแทน จัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสม” นพ. บวรศมกล่าว
สำหรับ นพ. บวรศม ลีระพันธ์ เป็นรองศาสตราจารย์ สาขาวิชาวิทยาระบบสุขภาพ โรงเรียนแพทย์รามาธิบดี และอดีตประธานหน่วยบูรณาการความร่วมมือและการจัดการความเพื่อพัฒนาระบบวิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรมด้านการสร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพ สกสว.


