กระแส Make America Great Again หรือ ‘MAGA’ ได้รับการจับตามองอีกครั้ง หลัง โจ เคนต์ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ (NCTC) ซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลอย่างมากในฐานเสียงของกลุ่ม MAGA ประกาศลาออกเมื่อวันที่ 17 มีนาคม เพื่อประท้วงการทำสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่าน หลังจากดำรงตำแหน่งได้ไม่ถึง 8 เดือน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีนัยสำคัญอย่างไร ในทางการเมือง ในขณะที่ทรัมป์ทุ่มเดิมพันไปกับสงครามอิหร่านที่นับวันจะถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ
โจ เคนต์ คือใคร
เคนต์เป็นผู้สนับสนุนที่เหนียวแน่นของโดนัลด์ ทรัมป์ และขบวนการ MAGA มาโดยตลอด เขาเคยทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการต่อต้านการก่อการร้ายในแคมเปญหาเสียง เพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดี สมัยที่สองของทรัมป์เมื่อปี 2020
เขาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในรัฐวอชิงตันถึง 2 ครั้ง ในปี 2022 และ 2024 ในนามพรรครีพับลิกัน ซึ่งแม้จะพ่ายแพ้ให้กับผู้สมัครพรรคเดโมแครตทั้งสองครั้ง แต่เขาได้รับการสนับสนุน (Endorsement) จากทรัมป์โดยตรงในการเลือกตั้งทั้งสองรอบ ก่อนที่เขาจะเข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ และประกาศลาออกในที่สุด
เหตุผลของ ‘การลาออกของเคนต์’ คืออะไร
เคนต์ระบุในจดหมายลาออกว่า อิหร่านไม่ได้เป็น ‘ภัยคุกคามที่เร่งด่วน’ ต่อสหรัฐฯ แต่สงครามนี้เกิดขึ้นเพราะแรงกดดันจาก ‘อิสราเอลและกลุ่มล็อบบี้ยิสต์’ ในอเมริกา
เคนต์ซึ่งเป็นอดีตทหารผ่านศึกที่สูญเสียภรรยาจากเหตุระเบิดในซีเรีย มองว่าทรัมป์ ‘ละทิ้งคำมั่นสัญญา’ ที่จะกันสหรัฐฯ ออกจาก ‘สงครามที่ไม่สิ้นสุด’ เขากล่าวหาว่า ทรัมป์ถูก ‘เสียงสะท้อน’ ของสื่อและเจ้าหน้าที่อิสราเอลหลอกลวงให้เชื่อว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามที่ต้องรีบจัดการ ซึ่งเขาเปรียบเทียบว่าเป็นกลยุทธ์เดียวกับที่ดึงสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามอิรัก
ในฐานะอดีตทหารผ่านศึกที่ผ่านการรบมา 11 ครั้ง และสูญเสียภรรยาจากสงคราม เคนต์ยืนยันว่า เขาไม่สามารถสนับสนุนสงครามที่ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้คนอเมริกันและไม่คุ้มค่ากับชีวิตที่ต้องสูญเสียไป
จดหมายลาออกของเคนต์พาดพิงและกล่าวโทษอิสราเอล ทำให้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนักการเมืองหลายคน ซึ่งโจมตีข้อความของเคนต์ว่าเป็นการใช้ทัศนคติที่ ‘ต่อต้านชาวยิว’ (Anti-Semitic) และใช้ข้ออ้างเพื่อหา ‘แพะรับบาป’
ปฏิกิริยาของทรัมป์ และทำเนียบขาว เป็นอย่างไร
ทรัมป์ปฏิเสธความกังวลของเคนต์ โดยกล่าวว่าเคนต์เป็นคนที่ ‘อ่อนแอในเรื่องความมั่นคง’ และถือเป็นเรื่องดีที่เขาออกไป เพราะคนที่ไม่เชื่อว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามถือว่า ‘เป็นคนไม่ฉลาด’
ขณะที่ แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวตอบโต้ว่า ข้อกล่าวหาของเคนต์นั้นเป็นเรื่อง ‘น่าขันและเป็นตลกร้าย’ พร้อมยืนยันว่า ทรัมป์มีหลักฐานที่หนักแน่นว่า ‘อิหร่านกำลังเตรียมโจมตีสหรัฐฯ ก่อน’
ทางด้าน ทัลซี แกบบาร์ด ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติและอดีตเจ้านายของเคนต์ ได้รักษาระยะห่างจากการลาออกครั้งนี้ โดยออกแถลงการณ์สนับสนุนการตัดสินใจของทรัมป์ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้นำประเทศที่พลเมืองชาวอเมริกันเป็นผู้ลงคะแนนเลือกตั้งมา
การลาออกของ โจ เคนต์ สะท้อนนัยสำคัญอย่างไร
นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่า การลาออกของเคนต์ตอกย้ำให้เห็นถึง ‘ความแตกแยก’ ภายในรัฐบาลและฐานเสียงของทรัมป์ในกลุ่ม MAGA แม้การลาออกครั้งนี้ ‘อาจไม่เปลี่ยน’ แผนยุทธศาสตร์ทางทหาร แต่นักวิเคราะห์มองว่าอาจส่งผลกระทบทางการเมืองอย่างหนัก โดยเฉพาะเมื่อการเลือกตั้งมิดเทอม (Midterm Elections) ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ถึง 8 เดือนข้างหน้า การที่บุคคลที่มีอิทธิพลสูงในกลุ่ม MAGA ออกมาวิจารณ์ทรัมป์อย่างรุนแรง อาจทำให้ฐานเสียงอนุรักษนิยมบางส่วน ‘เริ่มเสื่อมศรัทธา’ ในตัวประธานาธิบดีได้
ขณะที่ ทิม พูล นักจัดรายการพอดแคสต์ฝั่งอนุรักษนิยม เตือนว่า นี่คือสัญญาณของการแตกสลายในขบวนการ MAGA และอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของรัฐบาลทรัมป์ 2.0
ผศ.ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และอุปนายกสมาคมอเมริกาศึกษาในประเทศไทยให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่า อาจารย์มองว่าการลาออกดังกล่าวดู ‘เป็นเรื่องปกติ’ ที่แม้แต่ผู้สนับสนุนตัวยงก็อาจเปลี่ยนจุดยืนได้ เมื่อเห็นผลกระทบจากสงครามที่กำลังจะลุกลามใหญ่โต
เหตุการณ์นี้สะท้อนชัดเจนว่า ‘เกิดความแตกแยกและไม่เห็นด้วยขึ้นแล้ว’ ในกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์ หรือ MAGA โดยบุคคลที่ตัดสินใจลาออกน่าจะเผชิญกับความกดดันอย่างหนัก เพราะใครที่ไม่เห็นด้วยกับทรัมป์ในตอนนี้มักจะถูกบีบให้ออก อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงมีกลุ่มคนที่สนับสนุนและมองทรัมป์เป็นฮีโร่อยู่อย่างเหนียวแน่น
ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไปได้ที่ สงครามกับอิหร่านในครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะแรงกดดันจาก ‘อิสราเอลและกลุ่มล็อบบี้ยิสต์’ ตามการกล่าวอ้างของเคนต์นั้น อาจารย์ประพีร์มองว่า มีความเป็นไปได้ที่กลุ่มสนับสนุนอิสราเอล เช่น AIPAC จะอยู่เบื้องหลังและมีส่วนผลักดันให้เกิดสงคราม เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้มีบทบาทในการให้เงินทุนการเมืองและกำหนดทิศทางนโยบายของสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน แต่อาจารย์ยังไม่ขอฟันธงว่า เหตุผลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่านในครั้งนี้ของทรัมป์จริงๆ คืออะไร
อาจารย์ประพีร์เชื่อว่า สงครามนี้จะส่งผลกระทบต่อความนิยมของทรัมป์อย่างแน่นอน เพราะแฟนคลับจำนวนหนึ่งเริ่มลังเลและผิดหวังที่ทรัมป์มุ่งเน้นยุทธศาสตร์การใช้กำลังทหารรวดเร็วเกินคาด ตามแนวทาง Peace Through Strength แทนที่จะเน้นเรื่องเศรษฐกิจตามที่หาเสียงไว้ ประชาชนอาจเริ่มรู้สึกว่า ผู้นำอย่างทรัมป์กำลังพาสหรัฐฯ ไปติดกับดักสงครามที่ไม่มีวันจบ
อาจารย์ยังแสดงความกังวลอย่างมากว่า การที่สหรัฐฯ ใช้กำลังเด็ดหัวผู้นำระดับสูงของประเทศอื่นอย่างต่อเนื่อง อาจกลายเป็น ‘แนวปฏิบัติของรัฐ’ (State Practice) หรือ ‘บรรทัดฐานใหม่’ (New Normal) ในสังคมโลก ซึ่งสะท้อนทิศทางของสหรัฐฯ ที่เน้นการใช้กำลังและโชว์ความแข็งกร้าวมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในสมัยรัฐบาลทรัมป์ 2.0
แฟ้มภาพ: Joshua Sukoff / shutterstock
Elizabeth Frantz / File Photo / Reuters
อ้างอิง:
- https://x.com/joekent16jan19/status/2033897242986209689?s=20
- https://www.aljazeera.com/news/2026/3/18/who-is-joe-kent-and-why-did-he-resign-as-trumps-counterterrorism-chief
- https://www.firstpost.com/explainers/joe-kent-resignation-trump-iran-war-maga-world-significance-13990602.html
- https://www.bbc.com/news/articles/cg4g66r3z40o


